One day trip in Aizu Wakamatsu : Fukushima เที่ยวแดนซามูไร ใน 1 วัน

ที่จังหวัดฟุคุชิมะ (fukushima) นี่ มีอะไรให้เที่ยวบ้าง…?

เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจเป็นคำถามแรก หลังจากที่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวที่จังหวัดนี้

“นั่นซินะ ที่นี่มีอะไรให้เที่ยว? ทำไมชื่อถึงไม่คุ้นหูเท่าโตเกียว หรือโอซาก้าเลยซักนิด”

พอลองค้นหาข้อมูล ก็พบแต่ข้อมูลที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะจังหวัดนี้ เป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปี 2554

แต่ถึงอย่างไร ก็อย่าปล่อยให้ข้อมูลเหล่านั้น มาทำให้ไขว้เขว เพราะจริง ๆ แล้ว จังหวัดฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดที่กว้างใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศญี่ปุ่น  แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ปลอดภัย และอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ประสบภัยค่อนข้างมาก

ผลจากการค้นหาข้อมูล จึงทำให้รู้ว่า ที่จังหวัดนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง สถาปัตยกรรม รวมไปถึงเมืองร่ำรวยวัฒนธรรม อย่างเมือง ไอสึ วากามัตสึ (Aizu Wakamatsu)

 

ว่ากันว่า เมืองไอสึ คือเมืองแห่งซามูไร เพราะว่าเมืองนี้ เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มซามูไร เมื่อ 600 ปีมาแล้ว และถือว่าเป็นซามูไรกลุ่มท้ายๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย จนกระทั่งการเกิดสงครามกลางเมืองไอสึ ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนจากยุคเอโดะ (Edo Era) มาเป็นยุคเมจิ (Meiji Era) เป็นการปะทะกันระหว่าง กองทัพซามูไร และกองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรดิ แน่นอนว่าซามูไรเหล่านี้ตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ เพราะแค่ดาบ คงไม่สามารถต่อกรกับลูกปืนได้ แต่ซามูไรเหล่านี้ ก็ต่อสู้จนตัวตาย และกลายเป็นตำนานแห่งศักดิ์ศรี ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมา ผ่านร่องรอยอารยธรรม จนถึงปัจจุบันนี้

(อนุสาวรีย์ซามูไร บริเวณหน้าสถานี ไอสึ วากามัตสึ)

 

การเดินทางมา Aizu Wakamatsu

จากสถานี Tokyo นั่งชินคันเซ็น Yamabiko มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid  for AIZU-WAKAMATSU ลงที่สถานี Aizu Wakamatsu 

สถานี ไอสึ วากามัตสึ จุดศูนย์กลางการเชื่อมโยงแห่งเมืองไอสึ

 

หน้าสถานี จะมีเจ้าวัวแดง Akabeko มาสคอตน่ารักๆ สัญลักษณ์ของเมืองไอสึ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว ถ้าหยอดเหรียญลงในตู้ข้างๆ เจ้าวัวแดงตัวนี้ก็จะร้องเพลงให้ฟัง เห็นเด็กๆชอบใจกันใหญ่…

 

เรามาถึงไอสึ วากามัตสึ ประมาณ เกือบ 4 โมงเย็น ดูจากเวลาน่าจะเที่ยวอะไรไม่ทันแล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือ ไปเช็คอินที่โรงแรม แล้วออกมาสำรวจเมืองซามูไรแห่งนี้

 

เราเดินแบบไร้จุดหมาย คืออยากแวะตรงไหนก็แวะ แล้วเราก็พบว่า เดินเที่ยวแบบนี้ มันก็สนุกดีนะ

 

ช่วงที่เรามา คือเดือนสิงหาคม ซึ่งถือว่าเป็นฤดูร้อนของญี่ปุ่น เราอยากจะบอกว่า ฤดูร้อนญี่ปุ่นเนี่ย มันร้อนมากกกกกกก… ร้อนไม่ต่างจากเมืองไทยเลยล่ะ ให้ตาย…

 

เดินมาก็เจอกับทุ่งนาโดยบังเอิญ แสงกำลังสวยเลย เราถ่ายรูปอยู่ตรงนี้นานมาก ทั้งๆที่อยู่เมืองไทย ทุ่งนาก็ไม่ใช่ของแปลกอะไร แต่ไม่รู้ทำไม พอมีฉากหลังเป็นบ้านญี่ปุ่นแล้ว มันดูมีเสน่ห์จัง…

 

ระหว่างที่ถ่ายรูป ก็มีบุคคลแปลกหน้า มาคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ นางคงจะงงว่า ตาลุงนี่เป็นใคร แล้วไม่เคยเห็นทุ่งนาหรืออย่างไร

 

เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอกับศาลเจ้า ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ… ไหน ขอลองเข้าไปชมหน่อยซิ…

ทั้งศาลเจ้าแห่งนี้ มีเราเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว แถมบรรยากาศก็เริ่มจะโพล้เพล้ ถ่ายไปได้สองสามรูป ก็บอกกับตัวเองว่า กลับเถอะจ้ะ…

 

หลังจากที่เดินเที่ยวแบบงงๆ ไปแล้ว ในวันถัดไป เราจะพาไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของเมืองไอสึ วากามัตสึ กัน วันนี้ขอไปพักผ่อนเอาแรงก่อนนะ…

 

 

ตัดภาพมาที่เช้าอีกวันหนึ่ง วันนี้เราจะไปตะลุยเมือง ไอสึ วากามัติสึ แบบทะลุทะลวง แต่สภาพอากาศวันนี้กลับไม่เป็นใจซะงั้น… เมฆครึ้ม และฝนพร้อมจะตกได้ทุกเมื่อ… นึกแล้วก็เจ็บใจ ทีเมื่อวานนี่ แดดเปรี้ยง เลียผิวซะตัวดำเลย…

 

สำหรับการเที่ยวในเมือง ไอสึ วากามัตสึ นั้นง่ายนิดเดียว แถมประหยัดสุดๆ ที่นี่มีบริการรถบัสสำหรับท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆ อัตราเที่ยวละ 210 เยน หรือจะเลือกแบบ One Day Pass ในราคา 500 เยน สามารถขึ้นกี่รอบก็ได้ใน 1 วัน ซื้อได้ที่บริเวณหน้าสถานี ไอสึ วากามัตสึ

จุดซื้อตั๋วรถบัส (ภาพนี้ ถ่ายวันที่เดินทางมาถึง ฟ้าใสมาก)

 

เราเลือกซื้อแบบ Ona Day Pass คุ้มสุดๆ นั่งรถเที่ยวแบบบุฟเฟ่ต์ไปเลย…

 

แผนผังการเดินรถโดยสาร

สายสีเขียว Haikara-san จะวิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา เวลาให้บริการ 08.00 – 17.30 น.

สายสีแดง Akabe วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา เวลาให้บริการ 09.15 – 16.15 น.

ทั้งสองสายจะบริการทุกๆ 30 นาที

 

แผนที่คร่าวๆ แสดงจุดที่เราต้องการที่จะไป รวมถึงหมายเลขป้ายจอดรถบัสแต่ละสาย

 

รถที่เข้าป้ายมาก่อนคือรถสายสีเขียว Haikara-san เป็นรถสไตล์ Retro เก๋ๆ… เท่ากับว่า วันนี้เราจะตามเก็บสถานที่ท่องเที่ยวแบบทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งที่แรกที่เราจะไปก็คือ…

 

 

ปราสาทซึรุกะ-โจ (Truruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1384 โดยตระกูลอะชินะ (Ashina Clan) แรกเริ่มปราสาทหลังนี้มีถึง 7 ชั้น แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ทำให้ปราสาทแห่งนี้เสียหายไปมาก จึงสามารถบูรณะใหม่เหลือเพียงแค่ 5 ชั้นเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1868 ได้เกิดสงครามโบชิน (Boshin war) ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองไอสึ (Battle of Aizu) และปราสาทแห่งนี้ ก็ได้กลายเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างกองทัพซามูไร และกองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรด์ จนกระทั่งทางกองกำลังของเหล่าซามูไรได้เพลี่ยงพล้ำเสียท่า ทำให้กองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรดิปิดล้อมรอบปราสาทแห่งนี้ไว้ เหล่าซามูไรผู้ภักดี จึงได้ทำการปลิดชีพตัวเอง ณ.ที่ปราสาทแห่งนี้ และจากการปะทะกันคราวนั้นเอง ก็ส่งผลให้ปราสาทซึรุกะเสียหายหนักมาก จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยใช้คอนกรีตเป็นฐาน เพื่อความมั่นคงและแข็งแรง ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น ยังคงรูปแบบสีแดงไว้ดังเดิม

 

ปัจจุบัน ปราสาทซึรุกะ ได้เปิดเป็นพิพิธพันธ์ บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของซามูไร รวมถึงการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยนั้นอีกด้วย

ค่าเข้าชมภายในตัวปราสาท : ผู้ใหญ่ 410 เยน, เด็ก 150 เยน

เวลาทำการ : เปิดทำการทุกวัน

08.30-17.00 น. (เข้าก่อน 16.30 น.)

การเดินทางมา Tsuruga Castle

จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ Tsuruga Castle ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A27
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H14

พิกัด : https://goo.gl/maps/2h6wA13NZJo

จุดจอดรถบัสเพื่อที่จะไปปราสาทซึรุกะ

 

เมื่อลงจากรถบัสแล้ว ให้ข้ามถนน แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ถ้าไปไม่ถูก ให้ตามผู้คนไปได้เลย เพราะส่วนใหญ่แล้ว คนที่ลงป้ายนี้ จะไปเที่ยวปราสาทซึรุกะกันแทบทั้งนั้น

 

เดินไปเรื่อยๆ ถ้าเริ่มเห็นกำแพงรอบคูน้ำแบบนี้ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว

 

ระหว่างทางถูกรายล้อมไปด้วยสีเขียวๆของต้นไม้ ที่เห็นนี่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นซากุระเกือบจะทั้งนั้นเลยนะ ถ้ามาในช่วงเดือนเมษายน ปราสาทแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีชมพูของดอกซากุระ แค่นึกภาพตามก็ฟินไปถึงดาวอังคารแล้ว

 

วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้คนเยอะเป็นพิเศษ นี่ขนาดยังไม่ถึงตัวปราสาทนะ คนเพียบ…

 

เจอแล้วจ้า ปราสาทนกกระเรียน ปราสาทที่ใช้กระเบื้องแดงมุงหลังคา หนึ่งเดียวในญี่ปุ่น…

 

บริเวณกำแพงใกล้ๆกับตัวปราสาท จะมีหินที่รูปร่างคล้ายหัวใจซ่อนอยู่ เราเห็นคนญี่ปุ่นเค้าชี้ดูกัน ก็เลยไปมุงดูกับเค้าด้วย…

 

มีเสาโทริอิสีแดงอย่างนี้ แสดงว่าต้องมีศาลเจ้าอยู่แน่ๆ ว่าแล้วก็เดินเข้าไปชม…

 

บรรยากาศโดยรอบปราสาท ผู้คนเยอะมาก พยายามถ่ายรูปให้ติดคนมาน้อยที่สุด…

 

บริเวณหน้าตัวปราสาทนั้น เป็นที่ตั้งของ โรงน้ำชารินคาคุ (Rinkaku Teahouse) ซึ่งตัวเรือนน้ำชาในสวนนี้ เคยถูกใช้เป็นสถานที่ทำพิธีชงชาในสมัยก่อน และมีสวนหย่อมสไตล์ญี่ปุ่นห้อมล้อมตัวเรือนอยู่ โดยที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเดินเล่นในสวนนี้ หรือจะมาชิมชาและขนม รวมถึงสามารถซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยก็ได้

 

ค่าใช้บริการ : 200 เยน (เพิ่มอีก 500 เยน สำหรับชาเขียวและขนม)
เวลาเปิด-ปิด: 8:30-17:00(เข้าก่อน 16:30)
วันทำการ : เปิดทุกวัน

 

ในสวนบรรยากาศดีมากๆ ที่นี่มีพื้นที่เล็กนิดเดียว แต่ว่ามีมุมพอให้หลบผู้คน มาปลีกวิเวกได้บ้าง

 

เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานนัก เพราะว่าคนเยอะไปหน่อย อีกอย่าง ฝนก็ทำท่าว่าจะตกแล้ว รีบกลับไปขึ้นรถที่ป้ายรถบัส เพื่อไปยังจุดหมายต่อไปดีกว่า

 

ระหว่างทางเดินออกจากปราสาท จู่ๆ ฝนก็ตกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เรารีบวิ่งหาที่หลบฝน เจอร้านไอศกรีมพอดี จึงรีบเข้าไปหลบฝนซักหน่อย ด้วยความเกรงใจ เลยจัดมา 1 โคน

 

หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถบัส เพื่อไปยังสถานที่ต่อไป นั่นก็คือ…

 

 

โอยาคุเอน การ์เดน (Oyakuen Garden) เป็นสวนที่มีชื่อเสียงแห่งเมือง Aizu Wakamatsu ลักษณะของสวนจะตกแต่งสไตล์ญี่ปุน และมีพืชสมุนไพรกว่า 100 ชนิด จนได้ถูกขนานนามว่า “สวนแห่งสมุนไพร” ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนปลูกพืชสมุนไพรให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเรือนน้ำชาแบบญี่ปุ่นขนานแท้ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือถ้าใครต้องการที่จะเรียนรู้วิธีชงชาแบบดั้งเดิม ที่นี่ก็มีคอร์สสอนวิธีชงชาสำหรับผู้ที่สนใจด้วยเช่นกัน

 

ค่าเข้าชม :

320 เยน สำหรับเดินชมสวนอย่างเดียว

700 เยน สำหรับเดินชมสวน พร้อมน้ำชาและขนม

เวลาเปิด-ปิด : 8:30-17:00(เข้าชมก่อน 16:30)
วันเปิดทำการ : เปิดบริการทุกวัน

วิธีเดินทางมา Oyakuen Garde
จาก Aizu-Wakamatsu Station นั่งรถบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H21 ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/hMKiLZTKF3q

 

เราเดินทางมาถึงสวนประมาณ 11 โมง ยังไม่ทันจะซื้อตั๋วเข้าชม ฝนก็ตกลงมาราวกับฟ้ารั่วเลยทีเดียว ทำให้การเดินชมสวน ค่อนข้างทุลักทุเลเล็กน้อย และน่าเสียดาย ที่อาคารบางส่วนของสวนกำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุง จึงทำให้เราเก็บรูปมาได้แค่บางส่วนของสวนเท่านั้น

 

ค่าตั๋วเข้าชม 320 เยน เป็นราคาสำหรับเดินชมสวนเพียงอย่างเดียว

 

สวนนี้คนมาเที่ยวน้อยมาก… ต่างจากปราสาทซึรุกะลิบลับ

 

หลังจากเดินเข้ามา ก็จะเจอกับอาคารสำหรับพืชสมุนไพร ชื่อว่า Choyokaku บริเวณรอบๆจะเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรนานาชนิด โดยมีดอกบัวสีชมพู ที่กำลังเบ่งบานคอยแย่งซีนอยู่

 

ทางเดินในสวน บรรยากาศร่มรื่นมากๆ

 

ตรงกลางสวนจะมีเรือนสำหรับพิธีชงชา โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ ชื่อว่า Rakujutei

 

ส่วนอาคารสำหรับนั่งดื่มชา ที่ชื่อว่า Ochayagoten นั้น กำลังอยู่ในช่วงปิดปรับปรุง…

 

ตรงสวนเกาะกลางน้ำ ที่มีเรือนพิธีชงชาตั้งอยู่นี้ ชื่อว่า Shinji no Ike โดยที่รูปร่างของสวนจะคล้ายกับตัวอักษรคันจิ ที่แปลว่า หัวใจ (心)

 

เราเก็บภาพมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะว่ามีอุปสรรคใหญ่นั่นก็คือฟ้าฝน แต่ถึงอย่างไร เราก็ปลื้มสวนแห่งนี้อยู่ไม่น้อย เพราะมันสวยและชิลมากจริงๆ ถ้ามาในช่วงที่อากาศเป็นใจ และอาคารที่กำลังปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความงามของสวนนี้คงเพิ่มขึ้นอีกหลายช่วงตัวเลยทีเดียว…

 

 

หลายๆคนอาจยังไม่รู้ ว่าเมืองไอสึ เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดฟุคุชิมะ ซึ่งมีอายุมากกว่าพันปี และที่สำคัญเมืองนี้ยังมีประวัติศาสตร์ที่จารึกเรื่องราวความสำคัญเกี่ยวกับซามูไร ที่มีบทบาทสำคัญในยุคสงครามโบชิน ซึ่งเป็นสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างจักรพรรดิ์กับโชกุนแห่งตระกูลโทกุกะวะ ในช่วงตอนปลายของยุคเอโดะอีกด้วย ด้วยบทบาทที่สำคัญของซามูไร และเนื่องจากซามูไรจะอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้บ้านพักอาศัยจึงมีขนาดที่ใหญ่โต ว่ากันว่ามีห้องพักต่างๆมากถึง 12 ห้อง มีสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีสวนหลากหลายฤดู มีศาลาดื่มชา มีโรงซ้อมยิงธนู ไปจนถึงโรงสีข้าว รวมถึงห้องเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นให้เราอยากไปเห็นกับตาว่าบ้านของซามูไรจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

 

ไอสึ บูเคยาชิกิ (Aizu Bukeyashiki) เป็นบ้านซามูไรตระกูล ไซโจ ทาโนโมะ ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปีค.ศ. 1868 เพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกเผาทำลายโดยฝ่ายจักรพรรดิ์ที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบบ้านในสมัยเอโดะ ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่ประกอบไปด้วย อาคารหลายหลัง มีสวนมากมาย มีสระน้ำที่มีปลาคราฟแหวกว่าย ในห้องต่างๆมีการจัดแสดงหุ่นจำลองการใช้ชีวิตของซามูไรให้ได้ชม และเรียนรู้วิถีชีวิตอีกด้วย

 

เวลาทำการ : เปิดทำการทุกวัน

08.30-17.00 น. (เดือนเมษายน–พฤศจิกายน)
09.00-16.30 น. (เดือนธันวาคม–มีนาคม)

การเดินทางมา Aizu Bukeyashiki

จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ Aizu Bukeyashiki ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A17
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H30

พิกัด : https://goo.gl/maps/FEgRZakdadw

 

จุดขายตั๋ว จะอยู่ทางขวามือตรงประตูทางเข้า

 

ค่าเข้าชม ราคาผู้ใหญ่ 850 เยน

 

เข้ามาแล้วให้เลี้ยวมาทางซ้ายมือ เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอกับรูปปั้นนี้

 

ทางซ้ายมือ ก็จะเป็นทางเข้าบริเวณตัวบ้าน

 

การเดินเที่ยวที่นี่ จะคล้ายๆกับเดินชอปปิ้งที่อิเกีย เค้าจะจัดทางเดินแบบวันเวย์ โดยมีลูกศรคอยชี้บอกทางเป็นระยะๆ

 

ที่นี่ไม่สามารถเข้าไปชมในบริเวณตัวบ้านได้ ทำได้แค่เดินชมบริเวณนอกตัวบ้านเท่านั้น

 

ภายในตัวบ้าน จะมีหุ่นจำลอง ไว้แสดงถึงกิจกรรม และอิริยาบถในแบบต่างๆ รวมถึงแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยนั้น ซึ่งบางที่ ก็มีแอบขนลุกอยู่บ้าง นึกว่าอยู่ในละครห้องหุ่น…

จะไม่ให้ขนลุกได้ยังไง เพราะมีเรื่องเล่ามาว่า ในสมัยสงครามโบชินที่ซามูไรออกไปรบจนหมด ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้ เมื่อรับรู้ว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก็ชิงพากันฆ่าตัวตายกันทั้งหมดภายในบ้านหลังนี้ เพื่อรักษาเกียรติยศ ดีกว่ายอมตกเป็นนักโทษหรือถูกฆ่าด้วยน้ำมือของศัตรู ยิ่งรู้ก็ยิ่งขนลุกซู่ ทำให้การเยี่ยมชมครั้งนี้ต้องคอยเตือนตัวเองให้สำรวมทั้งกาย วาจา ใจ อยู่ตลอดเวลา

 

เดินชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ

 

ถ้ามาเที่ยวที่นี่ในช่วงเดือนเมษายน ก็จะได้พบกับดอกซากุระสีชมพู เรียงรายอยู่มากมาย…

 

มีโซนสำหรับสอนยิงธนูด้วยนะ เด็กๆต่อแถวกันเพียบเลย จะไปต่อแถวด้วยก็รู้สึกเขิลๆแฮะ

 

เดินมาจนถึงปลายทาง จะมีศาลเจ้าอยู่ สามารถขึ้นไปขอพรได้ อ้อ.. แล้วก็จะเจอกับร้านขายเครื่องดืม ที่สามารถดื่มชาได้ฟรีด้วยนะ

 

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานกว่าที่อื่น เพราะว่าเรือนซามูไรแห่งนี้ มีตรอกซอกซอย ให้ถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ รวมถึงรายละเอียดของแต่ละส่วน ที่ต้องใช้เวลาในการซึมซับบรรยากาศนานซักหน่อย หลังจากนั้น เราก็กลับไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานที่ถัดไป…

 

 

อิโมริยามะ (Iimoriyama) คือที่ฝังศพของเหล่าซามูไรเสือขาว 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นซามูไรที่อายุยังน้อยอยู่มาก หลังจากที่เกิดสงครามกลางเมืองไอสึ เหล่าซามูไรกลุ่มนี้ ได้ถูกกองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรดิบุกหนัก จนต้องลี้ภัยมาที่ภูเขาอิโมริ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เหล่าซามูไร ก็ได้มองเห็นปราสาทซึรุกะถูกเผาไปต่อหน้าต่อตาจากยอดเขา ทำให้คิดว่า ศึกสงครามครั้งนี้จะต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงทำให้เหล่าซามูไรทั้ง 20 ชีวิต ตัดสินใจที่จะปลิดชีพตัวเอง ณ. ที่แห่งนี้ แต่ว่ามีเพียง 1 คนที่รอดมาได้ และกลายเป็นผู้ที่เขียนประวัติบอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของกลุ่มซามูไรเสือขาวในเวลาต่อมา

 

ปัจจุบันนี้ อิอิโมริยามะ เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้ผู้คนได้มาทำความเคารพศพ และได้สร้างพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด 2 แห่ง คือ หออนุสรณ์บยัคโคไต (Byakkotai Memorial Hall) และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและประวัติศาสตร์(Byakkotai Folklore and Historical Musuem) เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของเหล่าซามูไร ให้ได้ชมอีกด้วย

การเดินทางมา Iimoriyama

จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ Iimoriyama ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A5
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H36

พิกัด : https://goo.gl/maps/BycTSMuAudq

 

เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งที่ต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ บันได..!

 

ถึงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทุ่นแรงได้ ด้วยอำนาจของเงิน…

250 เยน สำหรับการใช้บันไดเลื่อน

 

เมื่อสุดทางบันไดเลื่อนแล้ว ก็ขึ้นบันได้มาอีกนิดหน่อย…

 

พื้นที่บริเวณนี้ จะเป็นสถานที่ที่เหล่าซามูไรปลิดชีพตัวเอง ต่อมาภายหลังจึงได้สร้างสุสานทั้งหมด 19 หลุม ส่วนอีก 1 หลุมนั้น จะอยู่อีกที่หนึ่ง

 

หลังจากที่ทำความเคารพสุสานไปแล้ว เราก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย กลับมาดูรูปในกล้อง ชอบ 2 รูปนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ่ายเอาตอนไหน เพราะยิงไปมั่วซั่วมาก

 

แล้วก็ไปชมวิวซักหน่อย… วิวจากยอดเขาอิโมริ จะมองเห็นเมืองไอสึ วากามัตสึ เกือบทั้งเมืองเลย

 

หลังจากนั้น ก็เดินไปตรงช่องทางขวามือ หรือทางทิศเหนือ เพื่อที่จะไปเจดีย์ซาซะเอโดะ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของที่นี่

 

เมื่อเดินมาถึงก็จะพบกับเจดีย์ไม้ รูปร่างแปลกตาแบบนี้

 

เจดีย์ซาซะเอโดะ (Sazaedo) จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกและยูนีคมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ตัวเจดีย์สร้างมาจากไม้ สามารถเดินวนขึ้นและลงได้แบบวันเวย์ โดยที่คนขึ้นและคนลง จะไม่ได้เจอหน้าหรือสวนกัน จัดว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่งในสมัยก่อน

ค่าเข้าชม : 400 เยน

เวลาเปิด-ปิด :

– 08:15-พระอาทิตย์ตกดิน (เมษายน-พฤศจิกายน)
– 09:00-16:00 (ธันวาคม-มีนาคม 09:00-16:00)
วันปิดทำการ : เปิดทุกวัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/SqtMz8AmJQS2

 

เราไม่ได้เข้าไปชมภายในตัวอาคารเจดีย์ เพราะมัวแต่ไปถ่ายรูปบริเวณรอบๆเพลินไปหน่อย กลับมาที่จุดขายตั๋วอีกที ช่องขายตั๋วก็ปิดบริการไปแล้ว เสียดายสุดๆ

 

บริเวณหน้าเจดีย์ จะมีทางลงไปศาลเจ้า

 

มองย้อนกลับไป ก็สวยใช้ได้เลยนะ ถ้าใบไม้เปลี่ยนสีคงจิงามหยดย้อย

 

ข้างล่างนี้ร่มรื่นมาก มีต้นไม้สูงใหญ่ ซึ่งอายุน่าจะไม่ตำกว่าร้อยปี

 

ชอบบรรยากาศตรงส่วนนี้มาก เย็นสบาย แล้วก็เงียบสงบดี

 

หลังจากนั้น เราก็นั่งรถเพื่อกลับไปยังสถานีไอสึ วากามัตสึ จึงถือว่าเป็นการจบทริป 1 วันในไอสึ วากามัตสึ อย่างเป็นทางการ…

จริงๆแล้ว ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเมืองออนเซ็นอย่าง ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen) หรือว่าจะเป็น ไอสึ สาเก มิวเซียม (Aizu Sake Museum) รวมไปถึงร้านอาหารอร่อยๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองเต็มไปหมด… ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น อยากให้ลองมาเที่ยวเมืองไอสึกัน มาซึมซับบรรยากาศเมืองเก่า มาเรียนรู้วัฒนธรรมของซามูไร มาถ่ายรูปเก๋ๆกับปราสาท และสิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติอันยาวนานกัน เรารับรองว่า เพื่อนๆจะต้องชอบเมืองซามูไรแห่งนี้ แน่นอน…

 

ถ้าไป โตเกียว ต้องไปเดินข้ามถนนที่ห้าแยกชิบูย่า…

ไปโอซาก้า ต้องไปเที่ยวปราสาทโอซาก้า…

เพราะฉะนั้น… ไป ฟุคุชิมะ ก็ต้องมาเที่ยว เมืองไอสึ วากามัตสึ นี่ล่ะ… ถึงจะได้ชื่อว่า “มาถึง” ฟุคุชิมะ อย่างแท้จริง…

 

Leave a Reply