Ouchi-Juku Snow festival เที่ยวเทศกาลหิมะที่หมู่บ้านโบราณ โออุจิ จูกุ

หลายคนอาจจะคิดว่า หมู่บ้านโออุจิ จูกุ ก็คือ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ แบบย่อส่วน…

ซึ่งเราก็เคยคิดแบบนั้น…

แต่จากที่ได้สัมผัสมา ถึงสองครั้งสองครา ต่างวาระ และต่างฤดูกาล เราพบว่า ทั้งสองที่ ต่างมีจุดเด่น และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เหมือนกัน…

ที่ชิราคาวาโกะ อาจจะได้ความยิ่งใหญ่ และมีงาน Light up ที่สวยงาม แต่ที่ โออุจิ จูคุ นั้น กลับมีความเรียบง่าย อบอุ่น และเข้าถึงได้ไม่ยาก

และโดยส่วนตัวแล้ว หมู่บ้านโออุจิ จูคุ นั้น “Touched” กับเรามากกว่าหลายช่วงตัวนัก…

 

วันนี้เราจะออกนอกเมืองไอสึวากามัตสึ ไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouchi-Juku กัน ซึ่งเราจะพักค้างคืนที่หมู่บ้านนี้ 1 คืน ช่วงวันที่เราไปถึง เป็นวันสุดท้ายของเทศกาล Ouchi-Juku Snow Festival ซึ่งปีนี้จัดขึ้นวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2561

จริง ๆ ก็แอบเสียใจที่ไม่ได้ไปค้างวันแรกนะ เพราะงานวันแรกจะมีการจุดพุลอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ ของงานนี้เลย แต่เนื่องจากที่พักภายในหมู่บ้านเต็ม เราจึงเลือกวันสุดท้ายของงานแทน ซึ่งเราก็คิดว่า… เราตัดสินใจไม่ผิด…

แต่ก่อนที่จะไปหมู่บ้านโบราณ Ouchi-Juku เราขอแวะเที่ยวที่ Tono-Hetsuri กันก่อน เราเคยมาเมื่อฤดูร้อนที่ปีแล้ว (2560) หน้าผาแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีเขียวของใบไม้ เราก็อยากจะเห็นว่า ถ้าหิมะตกแล้วหน้าตาจะเป็นเช่นไรกันนะ…

 

Tono-Hetsuri

To-No-Hetsuri (โทโนะ เฮทซึริ) คำว่า Hetsuri คือภาษาท้องถิ่น ที่มีความหมายว่า พื้นลาดชันของหน้าผาที่เลียบขนานไปกับแม่น้ำ

สถานที่แห่งนี้ คือจุดชมวิวที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ ลักษณะเป็นหน้าผาสูง ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน เกิดจากการทับถมของหินภูเขาไฟกว่า 28 ล้านปี โดยมีแม่น้ำ ลม และฝน ที่ต่างช่วยกัน เซาะ กัด กร่อน จนเกิดเป็นร่องหินที่สวยงามอย่างที่เห็น เรียกว่า ธรรมชาติออกแบบมาดีสุด ๆ

วิธีเดินทาง จากสถานี Aizu-Wakamatsu นั่งรถไฟ Aizu Railway  for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Tonohetsuri (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)  หลังจากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร

พิกัด https://goo.gl/maps/PyTG4qRMFjA2

 

น่าเสียดายที่ทางอุทยานได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปบริเวณสะพาน เพราะว่าหิมะตกหนักมาก เกรงว่าจะเกิดอันตราย เราเลยทำได้แค่ถ่ายรูปจากจุดชมวิวข้างบนได้อย่างเดียว

 

วันนี้กะว่าจะมาเจอหิมะเต็มที่ แต่กลับได้เจอฝนแทน… เปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำเลย

 

หลังจากผิดหวังจากการไม่ได้ลงไปยังสะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย เราจึงกลับสู่โหมดเดิม คือขับรถไปสู่เป้าหมายหลักของเราที่ โออุจิ-จูคุ ตลอดทางที่ขับรถมา จากสายฝน ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นหิมะ ที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายแทน

 

Ouchi-Juku

สำหรับเทศกาล Ouchi-Juku Snow Festival จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 10-11 ก.พ. 2561 และก่อนที่จะไปชมเทศกาลนั้น เรามาทำความรู้จักหมู่บ้านโบราณแห่งนี้กันก่อนดีกว่า

ย้อนอดีตไปในสมัยเอโดะ เมื่อหลายร้อยปีก่อน เดิมทีหมู่บ้านโบราณแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นิยมเกินหน้าเกินตากว่าหมู่บ้านใด ๆ เนื่องจากตั้งอยู่ในเส้นทางการค้า Aizu-Nishi Kaido ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิง เพื่อรองรับเหล่าโชกุน ขุนนาง พ่อค้า รวมถึงผู้คนที่สัญจรไปมา ที่ต้องการพักแรมระหว่างเดินทาง
แต่แล้ววันนึง หมู่บ้านนี้ก็ได้พบกับฝันร้าย เพราะว่ามีเส้นทางการเดินทางใหม่ ที่สะดวกสบายกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด ทำให้จำนวนผู้คนที่ใช้บริการลดลง จนหมู่บ้านนี้เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะว่าได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

วิธีเดินทางโดยรถไฟ

จากสถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen
หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที
หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)

*สำหรับช่วงเทศกาลหิมะ จะมีบริการรถบัสรับส่งจากสถานี  Yunokami Onsen

จากสถานี Yunokami Onsen
เมื่อเดินออกจากสถานี จะมีป้ายบอกประเภทการให้บริการ
ทางขวามือจะเป็นบริการแท็กซี่ ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน

พิกัด https://goo.gl/maps/yemR9jxxago

 

ส่วนเราใช้วิธีขับรถมา บอกตามตรงว่าค่อนข้างกลัวนิด ๆ ไม่รู้ว่าหิมะตกหนักขนาดนี้ จะขับไปได้มั๊ย หลังจากที่ถามคนขับรถแล้ว นางบอกว่า… “สบาย ๆ” 

 

หิมะตกตลอดทาง พอใกล้จะถึงหมู่บ้าน รถก็เริ่มติดทันที…

 

เมื่อถึงจุดหมาย เจ้าหน้าที่โบกให้รถเราเข้าไปจอดยังลานจอดรถ โดยเสียค่าจอดรถคันละ 400 เยน เราต้องเดินลุยพายุหิมะย่อม ๆ ไปตามทางขึ้นเขาอีกประมาณ 200 เมตร จะเจอกับทางเข้าหมู่บ้าน

 

พอเดินเข้าใกล้ถึงหมู่บ้าน ก็ได้ยินเสียงการทำกิจกรรม จากเครื่องกระจายเสียง ดังระงมไปทั่ว เรียกว่าสร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อเดินเข้ามาภายในหมู่บ้านแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ ความขาว เนื่องจากหิมะปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง แต่มันกลับเป็นความรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ภายในหมู่บ้านช่างดูสนุกสนาน ด้วยความที่ผู้คนที่มาท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา แต่บรรยากาศของสถานที่กลับดึงดูดให้เรารู้สึกตื่นเต้น มีความสุขอยู่ตลอดเวลา

 

บ้านแบบโบราณที่หลังคาปกคลุมไปด้วยหิมะหนา เรียงราย 2 ข้างทางเป็นแนวยาว ตลอดทางเดินมี รูปปั้นหิมะ ที่ถูกบรรจงสร้างสรรค์ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ มากมาย ร้านรวงขายของฝาก ของที่ระลึก ขนมขบเคี้ยว อาหารทานเล่น ทุกอย่างช่างดูน่าสนใจ ถึงแม้ว่าหิมะจะตกค่อนข้างหนัก ก็ไม่มีใครใส่ใจกับมันเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันน่าสนใจกว่าเยอะ

 

เดินชมไปเรื่อย ๆ ก็เจอที่พักของเราคืนนี้ ตั้งเด่นเป็นสง่า ขอเดินชมให้ทั่วหมู่บ้านก่อนนะ แล้วเย็น ๆ ค่อยเจอกัน

 

เด็กน้อยก็ไม่หวั่น สนุกสนานกับการเล่นหิมะ

 

ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ช๊อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน

 

มาเฟียประจำหมู่บ้าน…

 

แกงค์จิ๊กโก๋แซวสาว สามแยกปากหมาน…

 

หรือจะไฟว์…

 

อย่าทะเลาะกันเลยจ่ะพี่จ๋า…

 

ผู้คนภายในงานค่อนข้างจะหนาตา แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเยอะแยะอะไรมากมาย ตรงกันข้าม กลับทำให้หมู่บ้านนี้ดูครึกครื้นสมกับชื่องานซะอีก

 

มาถึงที่แล้ว ก็ต้องเดินขึ้นไปจุดชมวิว ไฮไลต์ของหมู่บ้านกันหน่อย แต่ทางเดินขึ้นค่อนข้างลำบาก เนื่องจากหิมะที่ละลายเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้เดินยากมาก

#นี่บันไดหรือสไลเดอร์สวนสยาม

 

ขึ้นมาแล้วก็ต้องร้องว้าว..! มันสวยมาก…

 

มุมนี้ มองเห็นได้ทั้งหมู่บ้านเลย สวยกว่าตอนหน้าร้อนหลายร้อยเท่า…

 

บรรยากาศบริเวณจุดชมวิวโดยรอบ

 

ส่วนขาลงสภาพก็จะเป็นเช่นนี้แล นี่ล้มก้นจ้ำเบ้าไปหนึ่งที หายซ่าส์ไปเยอะ… ยังไงถ้าจะมาเที่ยวช่วงหน้าหนาว เตรียมรองเท้ากันมาดี ๆ นะ สำคัญมาก…

 

 

ภายในงาน มีการแข่งขันกินโซบะกันด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีลงแข่งเพื่อความสนุกสนาน เราอยากลงแข่งมาก แต่ไม่มีให้แข่งในรอบถัดไปซะงั้น กะว่าจะประหยัดมื้อเที่ยงซักหน่อย

 

รวมถึงการประกวดแต่งกายแฟนซี ตลอดงานจะเห็นผู้เข้าแข่งขันพากันเดินโชว์ตัวไปรอบ ๆ ภายในหมู่บ้าน ให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมพร้อมถ่ายรูป

 

เด็กน้อยก็ร่วมสนุกด้วย น่ารักเชียว…

 

มาถึงพระเอกประจำงานสำหรับเรา การแต่งตัวอาจจะไม่โดดเด้งเท่ากับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชนะคนอื่นขาดลอยก็คือ

 

นางเดินเท้าเปล่าค่ะคุณผู้โช้มมม… แค่เราถอดถุงมือยังทนแทบไม่ได้ นี่เดินแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยซักนิด…

 

เต๊ะท่ากับมาสคอตประจำงานเทศกาล…

 

Ouchi-Juku Snow Festival เป็นงานเทศกาลที่เรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถึงแม้อากาศจะหนาว แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น และพลังงานในแง่บวก ทั่วทั้งงาน…

อาจจะเป็นเพราะว่า นี่คืองานที่คนในหมู่บ้าน ต่างช่วยกันจัดขึ้นจริง ๆ เราจะเห็นว่าบางคน ขึ้นมาทำกิจกรรมบนเวที เสร็จแล้วก็วิ่งกลับไปขายดังโงะที่ร้านตัวเองต่อ บางคนแต่งตัวมาประกวด เสร็จแล้วก็ช่วยกันยกโต๊ะเก็บของ ตอนที่งานเลิก

แต่ละคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง และช่วยกันสร้างบรรยากาศภายในงานกันสุดฤทธิ์

ขอมอบรางวัล “หมู่บ้านสามัคคีดีเด่น” ให้ไปเลยค่ะ

 

ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็เดินชมภายในงานจนทั่วหมู่บ้านแล้ว เริ่มรู้สึกท้องร้องละ มาถึงถิ่นยังไงต้องลองเมนูขึ้นชื่อกันซักหน่อย

เนกิโซบะ (Negi Soba) เป็นเมนูขึ้นชื่อของหมู่บ้านโออุจิจูคุ เอกลักษณ์คือ การใช้ต้นหอมญี่ปุ่น ต้นใหญ่ ๆ ในการทาน เมนูนี้จะเป็นโซบะน้ำซุปใส ๆ โรยหน้าด้วยปลาแห้ง เสิร์ฟมาพร้อมต้นหอม ไว้สำหรับตักเส้นโซบะทาน ออกจะทานยากอยู่ซักหน่อย แต่ก็สนุกดี ได้ลองอะไรใหม่ ๆ ระหว่างทาน เราสามารถกัดต้นหอมทานไปพร้อมโซบะได้ด้วย หรือถ้าใครไม่ชอบแบบดิบ ๆ ในร้านมีเตาให้นำต้นหอมไปย่างได้อีกด้วย จานนี้ราคาประมาณ 1,000 เยน

 

ส่วนจานนี้เป็นซารุโซบะ หรือบะหมี่เย็นที่เรา ๆ คุ้นเคย จานนี้รสชาติค่อนข้างอร่อยเลยทีเดียว

 

บรรยากาศภายในร้าน

 

เหลืออีกที่ที่ยังไม่ได้ไป นั่นก็คือ ศาลเจ้า Takakura คราวที่แล้วเราไม่ได้ไป เพราะว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย มาคราวนี้มีหรือจะพลาด…

ศาลเจ้า ทาคาคุระ (Takakura) เป็นศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน สังเกตง่าย ๆ จะมีเสาโทริอิ ตั้งอยู่ช่วงกลางของหมู่บ้าน หลังจากนั้นต้องเดินไปอีกประมาณ 400 เมตร ถึงจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าจริง ๆ

พิกัด https://goo.gl/maps/5Jhx92TvwBU2

 

พอตัดสินใจที่จะไปเท่านั้นแหล่ะ พายุหิมะก็มาจากไหนไม่รู้

 

หิมะโหมกระหน่ำลงมาแบบไม่เกรงใจคนไทยเมืองร้อนอย่างเราเลย… พี่จ๋า.. ปราณีฉันบ้าง…

แต่เรื่องแค่นี้มีหรือเราจะย่อท้อ… ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่ากลับตัวไม่ได้แล้วต่างหาก ได้แต่ยอมรับชะตากรรม เดินก้มหน้างุด ๆ ฝ่าพายุหิมะที่พัดมาจากทุกทิศทาง เข้าหน้า เข้าตา เข้าปาก เข้าจมูก จนต้องเอามือมาปิดกันพัลวัน…

 

ในที่สุดก็เดินมาถึงจนได้ ภายในเงียบมาก ราวกับอยู่คนละโลก แถมไม่มีใครเดินมาเลย มีเพียงกลุ่มเราที่เพี้ยน เดินฝ่าพายุมาเพียงกลุ่มเดียว…

 

อยากจะบอกว่า ที่นี่สวยมาก… ถ้ามาเที่ยว โออุจิ-จูคุ ก็อย่าลืมแวะมานะ เราว่าที่นี่คือจุดที่หลาย ๆ คนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย…

 

เราแอบมาหลบพายุหิมะอยู่ในนี้ มองออกไปทางหมู่บ้าน แทบจะไม่เห็นอะไรเลย…

 

ต้นสนที่นี่ต้นใหญ่และสูงมาก ช่วยบรรเทาความรุนแรงของหิมะไปได้เยอะเลย

 

เราเดินชมได้เพียงด้านหน้าศาลเจ้าเท่านั้น เพราะทางเดินอื่น ๆ หิมะทับถมหนาปิดกั้นทางเดินจนหมด บวกกับพายุหิมะ ที่พัดเอาลมหนาว กับหิมะมาปะทะตัว กับหน้าอยู่ตลอดเวลา เลยตัดสินใจว่า…กลับกันเถอะ

 

วิวระหว่างทาง ก็สวยดีนะ…

 

พอเดินกลับเข้ามาถึงตัวหมู่บ้านเท่านั้นแหละ พายุหิมะก็หยุดลงซะงั้น… โถ..ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง…

แวะชิมมิโสะดังโงะร้อน ๆ ซักไม้ แก้หนาว อร่อยฟินลื้ม…

 

คนขายร้านนี้หน้าตาคุ้น ๆ นะ ว่ามั๊ย..?

 

หลังจากที่ตะลุยหิมะ จนกลายเป็นผู้ประสบภัยหนาวแล้ว ก็ได้เวลาเข้าที่พักกัน… เราเลือกที่จะพักในหมู่บ้าน โออุจิ-จูคุ เลย สาเหตุก็เพราะว่า…

เราเข็ด..!!

เราเข็ดจากการไปเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่ ชิราคาวาโกะ ที่ต้องแย่งกันจอดรถ แย่งกันกิน แย่งกันใช้ และแย่งกันถ่ายรูป จนทำเอาเราเซ็งไปเยอะทีเดียว… เราเลยตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าจะไปเที่ยวงานเทศกาล ฉันจะต้องนอนในงานเท่านั้น…!! จะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องการไป-กลับ สามารถเดินชิลล์ ๆ ได้แบบสโลว์ไลฟ์ ตื่นเช้ามาก็มาถ่ายรูปเดี่ยวสวย ๆ ก่อนที่คนจะแห่มา

และที่พักของเราในคืนนี้ ก็คือ Honke Ougiya

เกสท์เฮ้าส์หลังนี้ มีห้องพักทั้งหมด 7 ห้อง ห้องสุขา และห้องอาบน้ำรวม เจ้าของพักคือคุณป้าอารมณ์ดี ที่อาศัยอยู่ภายในด้วย และเป็นคนทำอาหาร มื้อเย็น และมื้อเช้าให้ผู้ที่เข้าพักรับประทาน โดยคิดราคาเป็นรายหัว คนละ 8,500 เยน รวมอาหาร 2 มื้อ

พิกัด : https://goo.gl/maps/jjCNkz22uUS2

Website : http://honke-ougiya.com/

 

มาดูบรรยากาศภายห้องพักกันดีกว่า เนื่องจากเรามากัน 3 คน เจ้าของเลยให้ห้องพักเรา 2 ห้อง เป็นห้องใหญ่ที่อยู่ติดกัน มีประตูบานเลื่อนเปิดเชื่อมกันได้เลย ภายในมีฮีตเตอร์ โต๊ะรับแขกที่มีฮีตเตอร์อยู่ภายใน

 

ชุดยูกาตะสำหรับใส่นอนวางเตรียมไว้ให้ มีแบบเดียว ใส่เหมือนกันทั้งหญิง และชาย

 

ภายในห้องอาบน้ำ มีเพียงห้องเดียว เวลาใช้สามารถล็อกประตูห้องได้

 

เวลาทานอาหารเย็นคือ 18.00 น. เดินมาที่ห้องโถงกลางบ้าน โต๊ะอาหารก็ตั้งเตรียมรอไว้พร้อมแล้ว

เมนูปลาย่างขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่น ตากแห้ง แล้วน้ำมาย่าง

 

อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดฟุคุชิมะ…..ซาชิมิเนื้อม้า!!! (Basashi) เนื้อแดง ๆ แช่มาเย็น ๆ หวานสด ไม่มีกลิ่นคาวเลย จิ้มกับมิโสะหวาน และโชยุ โอ๊ยยย…ฟินนน!

 

ชาบูเนื้อปลาก็มา เราลองเอาเนื้อม้ามาลวกดู แล้วก็พบว่า กินสด ๆ อร่อยกว่าเยอะ

 

ระหว่างที่ใกล้จะอิ่ม คุณป้าเจ้าของก็หอบกะละมังใบใหญ่ ที่บรรจุหอยนางรมตัวเท่าฝ่ามือมา มานั่งปิ้งที่เตากลางบ้าน ให้แขกที่มาพักได้ทานเพิ่มเติม นอกเหนือจากเมนูไคเซกิที่เตรียมไว้แล้ว ช่างน่ารักจริง ๆ

 

หลังจากที่ทานอิ่มจนจุกแล้ว ก็ได้เวลาของความหฤหรรษ์ นั่นก็คือ “การตั้งวงก๊งเหล้า” โดยมีคุณป้าเจ้าของบ้านเป็นหัวเรือใหญ่ และมีคุณลุงคอยรินเหล้าให้แบบไม่ต้องร้องขอ ส่วนเราก็ดื่มนิดหน่อย พอมึน ๆ จนเรานึกถึงคำที่เค้าบอกกันมาว่า “ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม” มันก็คงจะจริงอย่างที่เค้าว่า เพราะขนาดเราฟังเค้าพูดไม่รู้เรื่อง เราก็ยังไปนั่งหน้าสลอนอยู่ในวงนั้นหน้าตาเฉย…

แถมสนุกซะด้วยซิ…!!

 

ถ้วยนี้เป็นสาเกที่คุณป้าหมักเอง แรงดีทีเดียว จิบเดียวก็วาบบบบไปถึงท้อง ใครอยากรู้ต้องไปลองเลยนะ

 

หลังจากก๊งเหล้าอยู่นาน เราก็ขอออกมาทำภารกิจสุดท้ายในวันนี้ คือการออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านโออุจิ-จูคุ ยามค่ำคืน

 

ใครจะคิดว่า การมาเดินเล่นยามค่ำคืนที่หมู่บ้านนี้ จะเป็นการกระทำที่อุกอาจ เพราะมันหนาวมาก… หนาวจนฟันกระทบกันเป็นจังหวะสามช่าเลยคุณขา… นี่ล่ะน๊า… อยู่ในบ้านอุ่น ๆ ดี ๆ ไม่ชอบ ต้องออกมาทรมานตัวเองเล่น…

 

แถมผู้คนก็ไม่มีให้เห็น เราแทบจะเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวที่เดินเที่ยวอยู่ในนี้…

 

ตอนที่เดินไปที่จุดชมวิวนี่ ก็รู้สึกงงตัวเองเหมือนกัน มืดก็มืด กลัวผีก็กลัว แถมหนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว ลมก็พัดอู้ ๆ เสียงดังน่ากลัวมาก หันไปหาเพื่อนร่วมทริปก็ตกใจ นางสองคนยืนกอดกันค่า… สงสัยจะกลัวมาก เลยกอดกันกลมแบบไม่กลัวฟ้าผ่าขนาดนั้น… สงสารก็สงสาร แต่ขอมาถ่ายรูปวิวตอนกลางคืนซักครั้งในชีวิตเหอะนะ…

ถึงรูปจะออกมาไม่เพอร์เฟ็ค แต่ก็คุ้มค่าที่เสี่ยงชีวิตไปถ่ายมาเหมือนกันเนอะ ว่ามั๊ย..?

 

โออุจิ จูกุ สร้างความประทับใจให้เรามากมายเหลือเกิน ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่สวย ๆ เอาไว้ถ่ายรูป แต่กลับเป็นบรรยากาศการจัดงานของผู้คนภายในหมู่บ้าน ที่พยายามสร้างรอยยิ้มแก่ผู้คนที่มาเที่ยว… แม้การจัดงานจะดูไม่หวือหวา ยิ่งใหญ่ แต่เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ และพลังงานในแง่บวกที่กระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน… จนทำให้เรา ที่ไม่ค่อยจะชอบเที่ยวงานเทศกาลมากนัก ต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องการเที่ยวงานเทศกาลใหม่เลยทีเดียว…

มาเที่ยวโออุจิ จูคุ กันนะ ลองมาดูว่า เราจะตกหลุมรักหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ เหมือนกันรึเปล่า..?

 

Information

Address : Yamamoto-8 Ouchi, Shimogou, Minamiaizu, Fukushima Prefecture 969-5207 Japan

Website : http://ouchi-juku.com/index.php?English

Phone : 0241-68-3611 (Ouchijuku Tourist Bureau)

Leave a Reply