Akita in the Winter : อาคิตะหน้าหนาว ก็จะขาวประมาณนี้

ว่ากันว่าอาคิตะ (Akita) เป็นจังหวัดที่มีหิมะตก “หนาแน่น” มากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

เพราะกิตติศัพท์ที่เลื่องลือกันอย่างหนาหูนี่แหล่ะ… ที่ทำให้เราตัดสินใจไปเที่ยวจังหวัดอาคิตะ ในหน้าหนาว…

เหตุผล ก็มีอยู่เพียงเท่านี้จริง ๆ

แต่หลังจากที่ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน ในการเที่ยวอาคิตะ  ก็ทำให้เราได้รู้ว่า… การไปดูหิมะ คงไม่ใช่เพียงแค่เหตุผลเดียว สำหรับการมาเยือน Akita ในครั้งต่อไป

 

อาคิตะ (Akita) เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนเหนือ ในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ห่างจากเมืองโตเกียวประมาณ 609 กิโลเมตร มีประชากรราว ๆ 1,026,983 คน และผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

จังหวัดนี้มีความโดดเด่นในหลาย ๆ ด้าน นอกเหนือจากประเพณีและวัฒนธรรม กับสุนัขสายพันธ์อาคิตะสุดคิ้วท์แล้ว ก็เห็นจะเป็นด้านธรรมชาตินี่แหล่ะ ที่โดดเด่นเกินกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ภูเขา หรือแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก จนหลาย ๆ จังหวัดอาจจะต้องมองค้อน…

และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ บวกกับชัยภูมิที่ตั้งนี่เอง จึงทำให้สภาพอากาศของจังหวัดนี้ หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี แถมยังเป็นจังหวัดที่มีการบันทึกเอาไว้ว่า เป็นจังหวัดที่มีหิมะหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นอีกด้วยนะ

เอาเป็นว่า… ใครที่อยากจะเจอหิมะแบบสาแก่ใจ รบกวนเรียนเชิญมาที่จังหวัดนี้ได้เลยค่ะ…

 

Plan Trip

ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด (14 -16 กุมภาพันธ์ 2561) แต่มีหลายสถานที่ที่อยากไปเหลือเกิน เราเลยแก้ปัญหาด้วยการ…ไปมันซะทุกที่นี่แหล่ะ ง่ายดี… แผนการเที่ยวจังหวัดอาคิตะ คร่าว ๆ ของเรา จึงออกมาหน้าตาประมาณนี้

วันที่ 1 – เดินทางมาเมืองอาคิตะ ในช่วงเย็น เข้าพักที่ Toyoko Inn Akita-eki Higashi-guchi

วันที่ 2 – เที่ยว Nyuto Onsen ในครึ่งวันเช้า หลังจากนั้น นั่งรถเที่ยวรอบทะเลสาบ Tazawa ครึ่งวันบ่าย (แอบแทรก Kakunodate ได้ในช่วงเย็น)

วันที่ 3 – ไปชม Snow Monsters ที่ หุบเขา Moriyoshi หลังจากนั้น ไปเทศกาลหิมะที่เมือง Yokote

วันที่ 4 – เชคเอาท์ออกจากที่พักที่ Toyoko Inn Akita-eki Higashi-guchi แล้วเดินทางเข้าโตเกียว

จากที่เห็น วันแรกกับวันสุดท้าย จะเป็นวันที่เข้าเชคอิน-เชคเอาท์ออกจากโรงแรมเท่านั้น เท่ากับว่าเราได้เที่ยวอาคิตะ จริง ๆ ทั้งหมด 2 วันเต็ม… และเป็น 2 วันที่โปรแกรมอัดแน่นยิ่งกว่าหน้าที่เพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์มาซะอีก…

ถ้าใครจะลอกแผน ก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องตื่นเช้าทุกวัน และแอบเหนื่อยเอาการอยู่… #เตือนแล้วนะ

 

JR East Pass (Tohoku Area)

สำหรับการเดินทาง เราใช้ JR East Pass (Tohoku Area) เป็นพาสที่สามารถขึ้นรถไฟสาย JR แบบไม่จำกัดรอบ เป็นระยะเวลา 5 วัน แบบไม่ติดต่อกัน ช่วงเวลาการใช้บัตรภายใน 14 วัน นับจากวันที่ไปแลกพาส สามารถใช้ได้ในแถบภูมิภาค Kanto และ Tohoku โดยเราซื้อมาในราคาประมาณ 19,000 เยน

 

DAY 1

 

เราเริ่มออกสตาร์ทจากเมืองฟุคุชิมะ และเดินทางมาถึงเมืองอาคิตะ ประมาณ 6 โมงเย็นเห็นจะได้

วิวจากรถไฟ ที่เมืองฟุคุชิมะ และเซนได แทบจะไม่มีหิมะเลย แต่พอเริ่มเข้าเขตจังหวัดอาคิตะ เท่านั้นแหละหิมะมาเต็มแบบไม่ต้องพยายามมองหาเลยค่ะ…

 

มาถึงที่ ก็ขอปั๊มตราสัญลักษณ์เมืองอาคิตะ เก็บสะสมไว้ซักหน่อย…

 

เราเลือกพักที่ Toyoko Inn Akita-eki Higashi-guchi ทั้งหมด 3 คืนเลย เพราะว่าสะดวกสุด ๆ สามารถเดินจากสถานีรถไฟ เข้าตัวอาคารได้เลย ราคาก็ไม่ได้แรงมาก แถมชั้นล่างก็มีมินิมาร์ทเปิด 24 ชั่วโมงอีกด้วย อย่างน้อยก็ไม่อดตายล่ะทีนี้…

 

เช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาพักผ่อนเอาแรง เพื่อที่จะไปตะลุยหิมะในวันพรุ่งนี้

 

DAY 2

 

หลังจากหลับ ๆ ตื่น ๆ เนื่องจากยังไม่ชินกับการนอนต่างที่ เราตื่นมาตอน 6 โมงเช้าแบบเพลีย ๆ  อาบน้ำ แต่งตัว แล้วขึ้นรถไฟ ไปยังสถานที่แรกของทริปอาคิตะในครั้งนี้ นั่นก็คือ…

 

Nyuto Onsen

 

Nyuto Onsen ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai เมือง Semboku โดยชื่อ “Nyuto” นั้น แปลตรงตัวได้ว่า “หัวนม” ที่ตั้งชื่อแบบนั้น ก็เพราะว่า หุบเขาของ Nyuto Onsen มียอดเขาคล้าย ๆ กับหัวนมของผู้หญิง… ซึ่งเราเห็นภาพแล้ว ก็เหมือนจริง ๆ อย่างที่เค้าว่านะ…

ที่นี่เป็นออนเซ็นที่โด่งดังมาก เพราะเป็นออนเซ็นที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และเงียบสงบ ช่วงที่พีคที่สุด สวยงามที่สุด ก็คือช่วงปลายเดือนตุลาคม ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่หุบเขาแห่งนี้ จะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีอันฉูดฉาดของใบไม้ เป็นภาพที่สวยงามแปลกตา ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาสัมผัสที่แห่งนี้

ที่นี่ มีเรียวกังเก่าแก่อยู่ที่หุบเขาแห่งนี้กว่า 8 แห่งด้วยกัน เรียวกังที่โด่งดังที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น Tsuru no yu onsen เรียวกังที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาให้ได้…

วิธีเดินทางจากโตเกียว :
จากสถานี Tokyo นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Tazawako ใช้เวลาประมาณ 160 นาที (ใช้ JR Pass ได้)
หลังจากนั้น ต่อรถบัส Nyuto Line ที่ป้ายหมายเลข 1 บริเวณขวามือของสถานี Tazawako

 

เราเริ่มออกเดินทางจากสถานี Akita ไปสถานี Tazawako รอบ 7 โมงเช้า อารมณ์เหมือนละเมอไปขึ้นรถไฟยังไงอย่างงั้น

 

ใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงสถานี Tazawako บรรยากาศดูเงียบเหงาดีจัง…

 

จุดประสงค์หลักที่เรามาเที่ยว Nyuto Onsen ก็คือ เราอยากจะมาแช่ออนเซ็นน้ำนม ที่ Tsuru No Yu  มาก… เราทำการบ้านมาอย่างดี เมื่อมาถึงสถานี Tazawako แล้ว ให้รีบไปบอกทางพนักงาน Tourist Information ให้โทรไปบอกทางโรงแรม Tsuru No Yu ว่า จะมีคนไปใช้บริการ เพื่อทางโรงแรม จะได้เตรียมรถ Shuttle Bus มารับ…

“ขอโทษนะคะ วันนี้ Tsuru no yu onsen ปิดให้บริการค่ะ…”

สิ้นเสียงจากพนักงานศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่สถานี Tazawako ปุ๊บ..!! เราก็เกิดอาการมึนตื้บขึ้นมาทันที…

ผิดแผนกันตั้งแต่โปรแกรมแรกเลยอ่ะแกร๊…

หลังจากนั้นก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาในหัวว่า… แล้วเราจะไปไหนดีหว่า…?

ยังไม่ทันสิ้นเสียงความคิดดี ทางพนักงานจึงไปหยิบโบรชัวร์มาให้ พร้อมกับอธิบายอย่างเป็นงานว่า “ยังมีออนเซ็นให้เลือกไปอีกหลายที่นะค๊า…”

ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เราจึงตัดสินใจเลือก โดยดูจากรูปในโบรชัวร์ แล้วจิ้มไปที่ Ganiba Onsen

พิกัด : https://goo.gl/maps/LMYtbSBYwCm

 

หลังจากเลือกจุดหมายได้แล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกันอีกรอบ… พอออกมาจากสถานี Tazawako แล้ว ให้มองมาทางขวามือ

 

จะมีป้ายรถบัสแบบนี้อยู่ ให้ตรงปรี่มาที่ป้ายหมายเลข 1 ได้เลย

 

สำหรับรอบรถบัส Nyuto Line ไป Nyuto Onsen จะออกทุก ๆ 1 ชั่วโมงโดยประมาณ โดยรอบรถจากสถานี Tazawako มีรอบดังนี้

6 : 55 / 7:45 / 8:45 / 9:40 / 10:40 / 12.25 / 13:20 / 14:20 / 15:35 / 16:35 /17:20 / 18:20

ถ้ารถมาเทียบป้าย แล้วไม่แน่ใจว่าขึ้นถูกคันหรือเปล่า ให้โชว์รูป แล้วถามคนขับได้เลย เราใช้วิธีนี้ประจำ…

 

วิวระหว่างทาง ดรีงามสุด ๆ

 

นั่งรถมาที่ Ganiba Onsen ไม่ต้องกลัวหลง เพราะว่าให้มาลงที่ป้ายสุดท้ายได้เลย ค่าโดยสาร 820 เยน

 

Ganiba Onsen

 

Ganiba Onsen คือ 1 ใน 8 ออนเซ็นแห่งหุบเขา Nyuto จังหวัดอาคิตะ โดยก่อตั้งมาเมื่อปี ค.ศ. 1846
ออนเซ็นแห่งนี้โด่งดังมากในเรื่องสรรพคุณของน้ำ ที่ช่วยบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด รวมถึงบ่อออนเซ็น ที่เค้าร่ำลือกันมาว่า เด็ดดวงพวงมาลัย วิวสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งใน Nyuto Onsen เลยทีเดียว

สำหรับชื่อของเรียวกังแห่งนี้ แปลได้ตรงตัวว่า ปู (เพราะคำว่า Ganiba มาจากคำว่า Kani (カニ) แปลว่าปู) เพราะว่าบริเวณนี้ พบเจอปูเป็นจำนวนมาก เลยนำมาตั้งเป็นชื่อเรียวกังไปซะเลย

 

เปิดประตูเข้ามา ก็จะเจอกับ Front Desk ที่พนักงาน เป็นหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้ม พร้อมกับพูดภาษาอังกฤษ แนะนำการใช้บริการของที่นี่ได้อย่างฉะฉาน

ค่าบริการจะอยู่ที่ 600 เยน ส่วนผ้าเช็ดตัว ให้นำมาเอง ถ้าไม่มี ที่นี่ก็มีขายนะจ๊ะ…
ส่วนเวลาการใช้บริการคือ 9:00-17:00 น.

 

ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เลยทำให้เราไม่รู้ว่าจะได้เจอกับอะไรบ้าง แล้วก็เจอกับเซอร์ไพรส์ที่เราปลื้มที่สุด

Ta Dah..!

 

ระหว่างทางไปบ่อออนเซ็น จะต้องเดินผ่านช่องทาง “กำแพงหิมะ” ที่มีความสูงกว่า 4 เมตร เป็นระยะทางประมาณ 50 เมตร

ณ.จุดนี้ อยากได้รูปเดี่ยวมาก… เสียดายที่มาคนเดียว

 

เชื่อแล้วว่า จังหวัดอาคิตะ เป็นจังหวัดที่หิมะตกสะสมสูงที่สุด เป็นลำดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น

 

เดินมาแป๊บเดียว บ่อออนเซ็นก็ค่อย ๆ เผยโฉมออกมาให้เห็น…

 

เอาจริง ๆ นะ นี่ตื่นเต้นมาก… อารมณ์เหมือนอยู่ในวันเดอร์แลนด์อะไรซักอย่าง แล้วก็เดินมาพบกับพาราไดซ์เข้าโดยบังเอิญ…

 

จากที่เห็น ไม่มีคนเลย บ่อนี้จึงตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว…

ทางด้านขวามือ จะเป็นห้องสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าแยกชายหญิง… ใช่แล้ว ที่นี่คือบ่อรวมนะ…

ที่นี่จะมีบ่อออนเซ็นหลัก ๆ อยู่ทั้งหมด 3 บ่อ คือ บ่อแยกชาย-หญิง และบ่อกลางแจ้งรวมชาย-หญิง สำหรับคนที่ไม่ได้เข้าพัก แต่ว่ามาใช้บริการแช่ออนเซ็นเพียงอย่างเดียว ก็จะสามารถใช้บริการได้แค่บ่อนี้เท่านั้น…

 

ไม่รู้ว่า เรากลายเป็นคนชอบแช่ออนเซ็นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยจะติดใจตั้งแต่ไปแช่ที่ Takaragawa Onsen ช่วงหน้าหนาวปีก่อนนู้น… ซึ่งถ้าให้เทียบกันระหว่าง 2 ที่นี้… Takaragawa Onsen จะบรรยากาศดีกว่า ถ่ายรูปสวยกว่า แต่ที่ Ganiba Onsen จะได้ความเป็นส่วนตัวกว่า…

แต่ถ้าเทียบความฟิน เราให้เต็มสิบทั้งคู่นะ…

 

แต่ถึงจะฟินแค่ไหน มันก็ต้องมีอะไรมาหักคะแนนกันบ้าง ตรงที่บ่อออนเซ็นกลางแจ้งของที่นี่ ไม่มีห้องอาบน้ำไว้ทำความสะอาดร่างกาย จึงทำให้หลังจากที่แช่ และแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีกลิ่นของน้ำติดตัวอยู่บาง ๆ ซึ่งทำให้เราแอบเซ็งอยู่พอสมควร เราจึงขอแนะนำว่า ควรมาแช่ที่นี่เป็นที่แรก แล้วค่อยไปแช่ที่อื่นต่อไป เพื่อที่จะได้ใช้ห้องอาบน้ำของที่อื่นล้างตัว…

 

โดยรวมแล้ว เราค่อนข้างประทับใจที่นี่มากนะ คือไม่ได้คาดหวังอะไร แต่กลับสมหวังเกินคาด ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองมาพักที่นี่ดูซักครั้ง เพราะว่าติดใจกำแพงหิมะ และบ่อออนเซ็นที่นี่จริง ๆ

 

Taenoyu Onsen

 

หลังจากที่พบว่า Ganiba Onsen นั้น ไม่มีห้องอาบน้ำไว้ล้างตัว เราจึงตัดสินใจแช่ออนเซ็นต่อที่  Taenoyu Onsen ออนเซ็นชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างจาก Ganiba Onsen เพียง 350 เมตรเท่านั้น… เดินชิล ๆ แป๊บเดียวก็ถึง…

พิกัด : https://goo.gl/maps/L48zB69nRP92

 

พอมาถึงก็ต้องตกใจ ผู้คนล้นหลามมาก ๆ ดูแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะอกหักจาก Tsuru no yu Onsen เลยเบนเข็มมาที่นี่แทน และด้วยความที่ Taenoyu Onsen เป็นเรียวกังขนาดกะทัดรัด พอบวกกับผู้คนที่แห่แหนกันมาราวกับมีเทศกาลของ Sale! จึงทำให้ที่นี่ดูเล็กไปถนัดตาเลยทีเดียว

 

บ่อออนเซ็นของที่นี่สวยงามมาก เพราะว่าอยู่ริมแม่น้ำเซนดะสึเลย สามารถแช่ไป ดูวิวแม่น้ำ พร้อมกับฟังเสียงน้ำไหลไปด้วย ฟินสุด ๆ

แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากกันนะ เพราะว่าก่อนเข้า พนักงานนางกำชับมาเลยว่า “ที่นี่ห้ามเอากล้องเข้าไปนะคะ…”

ถ้าอยากรู้ว่าสวยขนาดไหน ลองเสริชกูเกิลเลยจ้ะ…

 

แช่ออนเซ็นเสร็จเรียบร้อย ก็สามารถมารอรถบัสที่หน้าโรงแรมได้เลยนะ เพราะป้ายรถบัสอยู่ที่นี่

 

แต่ไม่ต้องถามหาป้ายรถบัสนะ ว่าอยู่ไหน… เพราะนางโดนหิมะกันซีนไปหมดแล้วจ้า…

 

จบภารกิจแช่ออนเซ็นกันไปแล้ว ชิลล์มาก… แม้ว่าตอนแรกจะผิดแผนไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่ได้ออนเซ็นทั้ง 2 มาช่วยเอาไว้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ที่ Tsuru no yu จะสวยกว่านี้หรือเปล่า เพราะว่ายังไม่เคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง แต่เราว่าทั้ง Ganiba Onsen และ Taenoyu Onsen ก็มีดีในแบบฉบับของตัวเองนะ ถ้าใครมาเที่ยว Nyuto Onsen ก็ลองมาแช่ทั้ง 2 ที่นี้ดูบ้าง อาจจะชอบแบบเราก็ได้…

 

Tazawa Lake

 

หลังจากแช่ออนเซ็นจนตัวเปื่อยแล้ว ก็ไปยังเป้าหมายถัดไป นั่นก็คือทะเลสาบทาซาวะ (Tazawa Lake)

ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติ Towada-Hachimantai National Park จังหวัดอาคิตะ … ที่นี่เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น มีความลึกกว่า 423 เมตร… เรียกว่าระยะความลึกมากกว่าความสูงของตึกใบหยกซะอีก… และด้วยความลึกนี่เอง จึงทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ มีสีน้ำเงินสด และไม่เคยกลายเป็นน้ำแข็งเลย แม้ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็น

วิธีเดินทางจากโตเกียว :
จากสถานี Tokyo นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Tazawako ใช้เวลาประมาณ 160 นาที (ใช้ JR Pass ได้)

หลังจากนั้น ต่อรถบัส Tazawako circular bus ที่ป้ายหมายเลข 1 บริเวณขวามือของสถานี Tazawako โดยจะแวะจุดที่เที่ยวสำคัญ ๆ อย่าง Katajiri และ Goza no ishi Jinja ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

 

สำหรับการมาเที่ยวทะเลสาบทาซาวะนั้น เราใช้บริการรถบัส Tazawako circular bus …ซึ่งรถบัสคันนี้ จะวิ่งวนรอบทะเลสาบ และจะจอดตามจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ ให้เราลงไปถ่ายรูป จุดละประมาณ 10-15 นาที โดยสามารถขึ้นได้ที่สถานี Tazawako แต่เนื่องจากเรา กลับมาจาก Nyuto Onsen จึงสามารถขึ้นรถที่ Tazawako Kohan (Lakeshore) ได้เลย จะได้ไม่ต้องนั่งรถย้อนไปมาให้เสียเวลา…

พิกัด : https://goo.gl/maps/KmupAzJyGkB2

 

หน้าตาของจุดต่อรถบัส Tazawako Kohan (Lakeshore) เป็นแบบนี้… ที่นี่ค่อนข้างใหญ่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ครบครัน เป็นทั้งที่พัก ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงร้านอาหาร

 

ระหว่างรอรถบัส ก็สั่งอาหารมาประทังชีวิต เดี๋ยวจะหมดแรงไปซะก่อน เพราะว่าตั้งแต่เช้า อาหารยังไม่ตกถึงท้องเลย…

 

กินอิ่มแล้ว ก็วิ่งไปถ่ายรูปทะเลสาบ ที่หน้าสถานี Tazawako Kohan

 

สีน้ำทะเลสาบที่นี่ สวยงามสมคำร่ำลือ นี่ถ้าฟ้าใสกว่านี้ สีน้ำคงจะแจ่มขึ้นอีกหลายเท่า…

 

ถ่ายรูปทะเลสาบไปซักพักใหญ่ ๆ รถบัสพาเที่ยวก็มาเทียบป้ายพอดี เลยรีบวิ่งไปขึ้นรถอย่างไว เพราะกลัวตกรถ… รอบนี้คนไปเที่ยวเต็มคันรถ จนแทบไม่มีที่ว่างเลย เท่าที่สังเกตดูแล้ว มีทั้งคนญี่ปุ่น คนจีน และคนไทยอยู่เยอะทีเดียว

สำหรับรอบรถที่จุดต่อรถบัสป้าย Tazawako Kohan (Lakeshore) มีรอบดังนี้

7:07 / 10:57 /13:37 / 15:37 / 16:32 / 18:07

สถานที่ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบนี้ มีอยู่หลายแห่ง แต่จุดที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญหลัก ๆ เลยก็คือ Katajiri ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเจ้าหญิงทัตสึโกะ (Tatsuko of Statue) หญิงสาวผู้เป็นตำนานอันโด่งดัง ใช้เวลาเดินทางจาก Tazawako Kohan (Lakeshore) ประมาณ 15 นาที

พิกัด : https://goo.gl/maps/GQZ7u8vDnw62

 

พอมาถึงหิมะก็ตกเอา ตกเอา… ก่อนลง คุณลุงคนขับรถก็ตะโกนบอกว่า

“ให้เวลาที่จุดนี้แค่ 15 นาทีเท่านั้นนะหนู… ถ้ามาไม่ทัน ลุงไม่รอนะจ๊ะ… บั่ย..!!”

คำพูดของลุงเหมือน Wake Up Call ชั้นดี ที่มีพลานุภาพรุนแรงมาก เรางี้เด้งตัวขึ้นอย่างไว แล้ววิ่งสับ ๆ ไปที่ปลายทางทันที…

 

เรารีบปรี่ไปที่รูปปั้นเจ้าหญิงทัตสึโกะก่อนเลยเป็นอันดับแรก บริเวณนั้นมีคนมุงถ่ายรูปกันเยอะมาก ราวกับปาปารัซซี่ตามติดเซเลปคนดัง ระหว่างที่เรารีบรัวชัตเตอร์ ก็ขอเล่าตำนานของเจ้าหญิงทัตสึโกะซักหน่อย พอให้เห็นภาพ…

เรื่องมันมีอยู่ว่า… เจ้าหญิงทัตสึโกะผู้นี้ นางอยากสวย เพื่อที่จะไปประกวดเทพีเงาะหวานประจำหมู่บ้าน… จึงได้มาดื่มน้ำที่ทะเลสาบทาซาวะ ที่เค้าร่ำลือกันมาว่า ดื่มแล้วจะสวยงามเลอค่าอมตะ แลดูอ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน…

แต่ด้วยความที่นางละโมบโลภมาก ไม่เอาแล้วตำแหน่งเทพีเงาะหวาน แม่จะฟาดตำแหน่งนางงามจักรวาลมันซะเลย… นางจึงได้ดื่มน้ำเข้าไปมาก จนเกินเงื่อนไขวงเงินที่ทางทะเลสาบให้มา…
จากพร จึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นคำสาป เจ้าหญิงทัตสึโกะจึงถูกสาป จนกลายร่างเป็นมังกร อยู่เฝ้าทะเลสาบแห่งนี้ชั่วกาลนานแทน…

ฟังดูแล้วก็น่าเห็นใจ… ใคร ๆ ก็อยากสวยนี่นา… #จูงมือไปยันฮี

 

รูปปั้นเจ้าหญิงทัสสึโกะ ก่อสร้างโดยศิลปินนามว่า Yasutake Funakoshi เพราะเจ้าตัวประทับใจเรื่องราวของเจ้าหญิงมาก…

ตัวรูปปั้นเป็นหญิงสาวรูปงาม สีทองอร่าม ที่ยืนอย่างอ้อยสร้อย ท้าแดดท้าฝนอย่างไม่สะทกสะท้าน…

เห็นสภาพหิมะที่โปะอยู่บนหัว แล้วก็แอบสงสาร… ชีวิตจะรันทดอะไรขนาดนั้นนะแม่คุณ… #ศรีทนได้

 

ถัดมาจากรูปปั้นเจ้าหญิงทัตสึโกะ เพียงไม่กี่สิบเมตร ก็จะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า Ukigi-jinja ศาลเจ้าเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ ที่ดูคิ้วท์สุด ๆ

เค้าว่ากันว่า ถ้าใครอยากสมหวังในความรัก ต้องมาขอพรที่นี่… เรียนเชิญหนุ่มสาวที่ยังโสดทุกท่าน มาลองขอพรดู แล้วมาบอกกันบ้างนะ ว่าได้ผลรึเปล่า…

 

ใกล้ ๆ กันนั้น ก็จะมีโรงแรม รวมไปถึงร้านอาหาร ซึ่งดูจากสภาพภายนอกแล้ว วันนี้ร้านอาหารน่าจะปิดให้บริการนะ…

 

เดินไปได้แป๊บเดียว… แป๊บเดียวจริง ๆ …ก็ได้เวลาที่จะต้องขึ้นรถแล้ว ถ้าขึ้นไม่ทัน ก็ต้องรอรถรอบถัดไป ดูจากสภาพโดยรอบแล้ว การขึ้นรถน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด… ไม่งั้น อาจจะได้ยืนหนาวอยู่ที่นี่อีกชั่วโมงก็เป็นได้…

 

จุดต่อไป นั่นก็คือวัด Goza no ishi Jinja ศาลเจ้าชื่อดังแห่งทะเลสาบทาซาวะ ที่มีวิวสวยประหารที่สุด

พิกัด : https://goo.gl/maps/33fi3wofdSR2

 

เช่นเคย ก่อนลงคุณลุงได้ตะโกนบอกเวลาสำหรับลงไปถ่ายรูป… ถ้ามาไม่ทัน ก็อยู่เฝ้าวัดไปนะจ๊ะ… แถมคราวนี้ เวลาลดลงเหลือเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น…

วิ่งซิค๊ะ รออะไร..!!

Goza no ishi Jinja วัดนี้เหมาะสำหรับสายบิวตี้ เพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่ จะมาขอพรเรื่องความงาม และความอ่อนเยาว์ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนคำสาปแบบเจ้าหญิงทัตสึโกะนะ วัดนี้ขอพรได้ไม่อั้น แต่จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ก็อีกเรื่องนึง…

 

เสาโทริอิ บริเวณหน้าวัด Goza no ishi Jinja เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์ค ที่ผู้คนนิยมมาถ่ายรูปกันมากที่สุด…

 

ฮ๊ะ..!! อะไรนะ..? หมดเวลาแล้วเหรอ… ฮ่าย… ถ่ายรูปไปได้นิดเดียวเอง ก็ต้องรีบวิ่งกลับมาขึ้นรถอีกแล้ว…

 

หลังจากขึ้นรถมาแล้ว รถก็วิ่งวนกลับมาที่สถานี Tazawako …เป็นการปิดจบการท่องเที่ยวทะเลสาบทาซาวะอย่างเป็นทางการ… ไปแบบงง ๆ

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเพื่อนเราเอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้นเหรอ..?”

เอาเป็นว่า ถ้าใครอยากเที่ยวชิล ๆ แนะนำให้มาช่วงฤดูอื่นน่าจะดีกว่า เพราะว่าที่นี่มีทั้งกิจกรรมนั่งเรือชมวิว ขี่จักรยานรอบทะเลสาบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้น จะปิดให้บริการในฤดูหนาว เหลือก็แต่รถบัสนี่แหล่ะ ที่ยังให้บริการอยู่…

 

มาถึงสถานี Tazawako แล้ว ก็ขอปั๊มประกาศศักดาซักหน่อยว่า ข้ามาเที่ยวแล้วน๊า…

 

Kakunodate

 

จริง ๆ แล้ว คาคุโนดาเตะ ไม่ได้อยู่ในแผนเที่ยวของเราแต่แรก แต่หลังจากที่ผ่านการชะโงกทัวร์ด้วยความเร็วแสง รวมถึงการบริหารเวลาได้ดีจัด จึงทำให้เรามีเวลาเหลือ พอที่จะมาเดินเที่ยวเมืองคาคุโนดาเตะ ได้อีกนิดหน่อย… แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ น่าจะปิดให้บริการกันไปแล้ว…

คาคุโนดาเตะ (Kakunodate) เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ทางตอนกลางของจังหวัดอาคิตะ… ในสมัยก่อน เมืองแห่งนี้ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของซามูไร ถึงแม้ในปัจจุบันจะไม่มีซามูไรให้เราเห็นแล้ว แต่ว่าก็ยังหลงเหลือร่องรอยอารยธรรม ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมให้เราเห็นอยู่… นั่นก็คือ บ้านของซามูไร กว่า 80 หลังคาเรือน ที่ได้รับการอนุรักษ์ และคงสภาพไว้เป็นอย่างดี

วิธีเดินทางจากโตเกียว :
จากสถานี Tokyo นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Kakunodate ใช้เวลาประมาณ 180 นาที (ใช้ JR Pass ได้)
หลังจากนั้น ให้เดินไปอีก 1.3 กิโลเมตร

 

เรานั่งรถไฟจากสถานี Tazawako มาลงที่สถานี Kakunodate ใช่เวลาประมาณ 26 นาที

 

นั่งมาแป๊บเดียว ก็ถึงสถานี Kakunodate แล้ว หิมะตกเบา ๆ เป็นการต้อนรับ…

 

จากสถานี Kakunodate เดินมาที่ถนนซามูไร ประมาณ 1.3 กิโลเมตร ระยะทางพอเดินให้หอบเล็ก ๆ

พิกัด : https://goo.gl/maps/NCjTSnEsUfG2

 

จริง ๆ แล้ว ย่านชุมชนซามูไรแห่งนี้ พีคที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะว่าตลอดสองข้างทาง จะเต็มไปด้วยซากุระพันธ์ย้อย ที่เบ่งบานตัดกับบ้านซามูไรสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมาก จนที่นี่ถูกยกย่องให้เป็นสถานที่ชมซากุระพันธ์ย้อยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียว…

ส่วนในช่วงฤดูหนาวน่ะเหรอ… หึหึ ตามมาเลย จะพาไปดูกัน…

 

ทางเดินบางช่วง ก็จะสามารถเดินอยู่บนฟุตบาธได้

 

แต่บางช่วงก็ไม่ได้ เลยทำให้ต้องลงมาเดินบนถนนแทน

 

หิมะตกหนักบ้าง เบาบ้างสลับกันไป

 

เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่ ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บรรดาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เพิ่งจะถูกสร้างขึ้น ก็ถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับของดั้งเดิมด้วย ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ ธนาคาร สถานีตำรวจ รวมไปถึงเซเว่น อีเลเว่น…

 

 

มาถึงแล้ว Kakunodate Samurai Residence

 

ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ ถ้ามาเดินช่วงที่หิมะตกใหม่ ๆ น่าจะสวยงามมากกว่านี้ พอเริ่มมีรถสัญจรไปมา พื้นถนนก็กลายเป็นโคลน ทำเอาความฟรุ้งฟริ้งหายไปเยอะเลย

 

ถ้ามาในช่วงฤดูหนาว ร้านค้า รวมถึงพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ ก็จะปิดให้บริการกันหมด จะเปิดบริการอีกที ก็ช่วงฤดูใบไม้ผลินู่นเลยค่ะคุณ… เราเลยทำได้แค่ด้อม ๆ มอง ๆ หลังคาจากภายนอก…อารมณ์แบบหนุ่มเฝ้ามองชายคาบ้านสาวที่หลงรักแบบตาละห้อย

 

โดยรวมแล้ว บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ถ้ามาในช่วงซากุระ หรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศน่าจะคึกคักมากกว่านี้

 

ถึงแม้สถานที่ต่าง ๆ จะปิดให้บริการไปแล้ว แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ยังคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่ นั่นก็คือ เจ้า Buke Maru น้องหมาอาคิตะชื่อดัง เจ้าถิ่นถนนซามูไรแห่งนี้นั่นเอง…

ตอนแรกที่น้องเห็นเรา น้องรีบลุกขึ้นยืนจังก้า พร้อมกับจ้องเขม็ง จนเราแอบกลัวนิด ๆ ว่าน้องจะเห่าไล่ตะเพิดเรามั๊ย..?

 

แต่เปล่าเลย น้องอยากจะมาเล่นด้วยกับเราต่างหาก พอเข้าไปใกล้ ๆ ก็สัมผัสถึงความเฟรนด์ลี่ของน้องได้…

ถ้าใครมา Kakunodate แล้ว อย่าลืมมาเล่นกับน้องบ้างนะ น้องน่ารัก จนเราอยากจะห่อกลับมาบ้านเลยทีเดียว…

 

เดินมาเรื่อย ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนเจื่อยแจ้วมาแต่ไกล  พร้อมกวักมือเรียกออกมาจากซุ้มอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง ที่เจ้าของร้าน เป็นคุณป้าที่ชวนคุยเก่ง และมีชีวิตชีวามาก… มากที่สุดเท่าที่เคยเจอเลย… เราคุยกันถูกคอ จนคุณป้าแกหยิบนู่นหยิบนี่ให้ชิมเยอะมาก จนเรารู้สึกเกรงใจ…

แต่ก็ชิมทุกอันที่ป้าแกให้มานะ ไม่ได้ปฎิเสธแต่อย่างใด…

 

มาถึงอาคิตะทั้งที่ ก็ต้องมาลอง “คิริทังโปะ” กันซักนิด นี่คืออาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะเลยนะ ลักษณะจะเป็นข้าวบดเสียบไม้ แล้วนำมาปิ้ง…ทาด้วยมิโสะรสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ

 

เดินไปได้อีกซักพัก ฟ้าก็มืดลงจนเราแทบไม่รู้ตัว พร้อมกับหิมะตกลงมาอีกระลอกใหญ่ ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า ควรจะกลับกันได้แล้ว…

 

กว่าจะเดินมาถึงสถานี Kakunodate ได้ เล่นเอาเหนื่อยเอาการ เพราะว่าหิมะตกหนักมาก แถมเรายังพากันหลง เดินอ้อมไปไกลอีกต่างหาก…

 

นั่งรถกลับมาถึงที่เมือง Akita ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ เห็นจะได้ วันนี้เป็นการเที่ยวที่ใช้พลังงานสูงมาก… ขอไปกินราเมงเติมพลังกันซักหน่อย เราตรงไปที่ร้านที่มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า 末廣ラーメン本舗 秋田駅前分店 ร้านนี้ เราเจอโดยบังเอิญจากการดูรายการร้านเด็ดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคลิปวีดีโอเก่ามากแล้ว…

 

ร้านนี้ใช้วิธีสั่งอาหารด้วยการหยอดแลกคูปองที่ตู้อัตโนมัติ ซึ่ง….มีแต่ภาษาญี่ปุ่น และไม่มีภาพประกอบ…

ยืนงงกันอยู่นาน โชคดีมีหนุ่มสาววัยรุ่นคู่นึง เห็นเราเก้ๆกังๆ อยู่หน้าตู้กันนาน นางก็มาช่วยอธิบายให้แบบงู ๆ ปลา ๆ จับใจความได้ว่า ทั้งร้านมีไม่กี่เมนูหรอก ราเมง 2-3 แบบ ข้าวผัดที่โปะไข่แดงดิบ กับเครื่องเคียงอีกเล็กน้อย แต่มันมีออพชั่นให้เลือกเยอะมาก ทั้งพิเศษ เพิ่มหมู เพิ่มเส้น จัดเป็นชุด คู่กับข้าวผัด โอ๊ยยย…มึนตึ๊บ!!!

สุดท้าย เราก็สั่งออริจินอลละกัน… ง่ายดี

 

นั่งรอซักครู่ราเมงก็มาเสิร์ฟ ชามใหญ่มาก… เรารีบซดน้ำราเมงอย่างไม่รอช้า และรสชาติคำแรกที่เข้าปากคือ

เค็มปี๋เลย..!!

จริง ๆ มันก็อร่อยอยู่นะ…แต่มันเค็มไปหน่อยอ่ะ แต่พอลองกินคู่กับข้าวผัด รสชาติก็กลมกล่อมขึ้น จนถึงขั้นสั่งข้าวผัดเบิ้ลมาอีกจาน…

 

ผ่านไปแล้วกับการเที่ยวอาคิตะในวันแรก… รู้สึกประทับใจในหลาย ๆ ส่วน บางสถานที่ก็สวยกว่าที่คาดไว้ จนมีความรู้สึกว่า ต้องมาซ้ำอีกซักรอบ บางสถานที่ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ จนมีความรู้สึกว่า ก็ต้องมาซ้ำอีกซักรอบเหมือนกัน เพราะว่ามาผิดฤดู… #กดจองตั๋วรัวๆ

ถึงแม้จะรีบบ้าง ชิลล์บ้าง ผิดแผนบ้าง แถมยังดูดพลังชีวิตเราไปซะหมดเกลี้ยง แต่โดยรวมแล้ว วันนี้เราสนุกมากจริง ๆ นะ…

 

DAY 3

 

หลังจากที่เมื่อคืนหลับเป็นตายด้วยความเหนื่อยล้า แต่วันนี้ เราต้องฝืนใจตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่ามีภารกิจใหญ่ที่ต้องทำ นั่นก็คือการไปตามล่าปีศาจหิมะ Snow Monsters แห่งจังหวัดอาคิตะ

ในส่วนนี้ เราขอรีวิวค่อนข้างละเอียดนิดนึง เพราะว่าก่อนไป เราหาข้อมูลการไปที่นี่ค่อนข้างยากพอสมควร… พอไปแล้วก็อยากจะมาแชร์ข้อมูล เผื่อว่าใครสนใจจะไปตามรอยกัน…

 

Snow Monsters Mt.Moriyoshi

 

หลายคนอาจรู้จักหรือคุ้นเคยกับการไปดู Snow Monsters หรือ Juhyo (จูเฮียว) บริเวณเทือกเขา Zao ที่อยู่ระหว่างจังหวัด Miyagi กับจังหวัด Yamagata …แต่จริง ๆ แล้ว เจ้าปีศาจหิมะที่ญี่ปุ่นนั้น มีให้ชมได้อยู่ประมาณ 2-3 พื้นที่ด้วยกันนะ โดยในวันนี้เราจะพาไปชมกันที่ภูเขา Moriyoshi (โมริโยชิ) จังหวัด Akita กัน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าปีศาจหิมะกันก่อน ถ้าแปลกันตรง ๆ ตัว 樹氷 (จูเฮียว) ก็จะแปลว่าต้นไม้น้ำแข็ง.   (樹=ต้นไม้, 氷=น้ำแข็ง) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ค่อนข้างยากมาก เพราะปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดจูเฮียวได้นั้น มีเงื่อนไขประกอบกันอยู่หลายอย่าง ทั้งเรื่องของ พันธุ์ไม้ ที่ต้องเป็นต้นสนขนาดใหญ่ ที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง ปริมาณของหิมะที่ตกลงมา รวมถึงกำลังแรงของลมหนาวที่พัดมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง ถึงจะทำให้เกิดเป็นเจ้าปีศาจหิมะขนาดใหญ่ให้เราได้ยลโฉมกันได้…

ยิ่งถ้าวันไหนอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าเปิด แดดดี ๆ ที่นี่จะสวยจนแทบจะหยุดหายใจเลยค่ะคุณขา…

*ภาพจากอินเตอร์เนต

 

การเดินทางไปหุบเขา Moriyoshi เพื่อไปชม Snow Monsters นั้น ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพียงแต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางมากไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่เชื่อเราเหอะ… มันคุ้มค่าต่อการเสียเวลามาก…

วิธีเดินทาง

นั่งรถไฟ

⁃ จากสถานี Akita นั่งชินคันเซนขบวน Komachi ไปลงที่สถานี Kakunodate

⁃ ต่อ Local Line สาย Akita Nairiku จากสถานี Kakunodate ลงที่สถานี Aniai (มีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจาก JR pass 320 เยน ต่อเที่ยว)

 

ต่อแชร์แท๊กซี่

⁃ หลังจากนั้น นั่งแชร์แท็กซี่ไปที่สถานีเคเบิ้ลคาร์ Ani Ski Resort (มีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจาก JR pass) เนื่องจากรถวิ่งเป็นรอบเวลา ควรทำการจองรอบรถไป-กลับด้วย สามารถแจ้งที่เจ้าหน้าที่ที่สถานี Kakunodate สาย Local line ได้เลย หรือติดต่อโดยตรง

Shuttle Taxi   Tel : 0186-82-3115

รอบเวลารถแท็กชี่ขาไป จากสถานี Aniai ไป Ani Ski Resort

08.20 , 09.20 , 10.50 , 11.40 , 12.30 , 13.45

รอบเวลารถแท็กชี่ขากลับ จาก Ani Ski Resort ไปสถานี Aniai

12.05 , 13.00 , 14.30 , 15.45

 

ขึ้นเคเบิลคาร์

⁃ ต่อเคเบิ้ลคาร์ ขึ้นไปยังด้านบน (ใช้เวลาประมาณ 25 นาที) และเดินเท้าตามเส้นทางโดยจะมี Staff เป็นคนนำทางตลอดเส้นทาง

มี Mt. Moriyoshi Sightseeing Pass (Winter) เป็น Pass ที่เหมารวมค่าแท็กซี่ และ เคเบิ้ลคาร์ไป-กลับ ในราคาผู้ใหญ่ 4,800 เยน เด็ก 2,400 เยน สามารถซื้อได้ที่สถานี Kakunodate ฝั่ง Local line สาย Akita Nairiku

สามารถสอบถามข้อมูลพร้อมเช็คว่า Ani Ski Resort เปิดให้บริการหรือไม่ได้ที่ Tourist Information Center ที่สถานี Akita หรือติดต่อโดยตรง

Ani Ski Resort Tel : 0186-82-3311

พิกัด : https://goo.gl/maps/E3Lg263GVV32

ช่วงเวลาในการเปิดให้ชม : ต้นเดือนมกราคม – ต้นเดือนเมษายน

 

ร่ายมาซะยืดยาว เหมือนจะเดินทางยุ่งยากลำบาก… แต่เอาเข้าจริง ไม่ได้ยากเลยนะ แถมระหว่างทาง วิวสวยมาก… นั่งเพลินจนลืมเวลาเลยล่ะ…

 

เราเริ่มเดินทางจากสถานี Akita แล้วนั่งรถไฟไปที่สถานี Kakunodate

 

หลังจากที่มาถึงสถานี Kakunodate แล้ว ออกมาจากตัวอาคารสถานี ให้เดินมาทางขวามือ จะเจอกับทางเข้าของ Akita Nairiku Line ซึ่งเป็นรถไฟ Local line ที่จะพาเราไปยังสถานี Aniai เป็นสถานีที่เล็กและลึกลับมาก ๆ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นแค่ทางเข้าห้องน้ำ…

 

ภายในสถานี สามารถซื้อ Pass พร้อมจองรอบเวลารถแท็กซี่กับเจ้าหน้าที่ได้เลย มีป้ายโฆษณาชัดเจน

 

จากสถานี Kakunodate ไปสถานี Aniai ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

 

โฉมหน้าของ Mt.Moriyoshi Sightseeing Pass (Winter) ใช้เดินทางขึ้นแท็กซี่ และเคเบิ้ลคาร์ ที่จะพาเราไปชมเจ้า Snow Monsters

 

ส่วนนี่คือค่าตั๋วรถไฟสาย Akita Nairiku Line ต่อเที่ยว ที่ต้องจ่ายเพิ่มนอกเหนือจาก Pass ราคา 320 เยน

 

ตอนที่มาถึงสถานี เป็นเวลาที่รถไฟขบวนนี้กำลังจะออก พนักงานรีบพาเราวิ่งไปขึ้นรถไฟ เลยไม่ทันได้ถ่ายรูปเจ้ารถไฟขบวนนี้เลย ขึ้นมาก็เจอกับคนเกือบเต็มขบวน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่นั่งไปซักพัก กลุ่มทัวร์จีน ก็ลงที่สถานีระหว่างทางจนเกือบหมด บรรยากาศภายในรถค่อนข้างอบอุ่น เพราะเป็นรถไฟขบวนเล็กที่มีเพียงตู้เดียว

 

รถไฟขบวนนี้ ตกแต่งด้วยภาพถ่ายของเจ้าน้องหมาอาคิตะ อยู่เต็มไปหมด… เห็นแล้วก็หมั่นเขี้ยว อยากจะเข้าไปฟัดซักทีสองที…

 

บรรยากาศ 2 ข้างทางของเส้นทางรถไฟ Akita Nairiku Line นั้นสวยมาก ๆ เส้นทางนี้ได้รับการจัดอันดับเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยนะ…

 

และแล้วก็มาถึงสถานีปลายทางของพวกเราสถานี Aniai

 

ออกมาที่ด้านนอกสถานี ตัวอาคารกำลังปรับปรุงใหม่ สถานีดูใหญ่โตโอ่อ่า

 

เรามาถึงก่อนเวลา เลยเข้าไปถามข้อมูลในร้านค้าที่อยู่ด้านหน้าสถานี เค้าบอกว่าให้รอรถแท็กซี่ที่นี่ พร้อมกับขอดู Mt.Moriyoshi Sightseeing Pass หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยื่นเจ้าสิ่งนี้มาให้ เป็นของที่ระลึก…น่ารักดีใช่มั๊ย…?

 

รออยู่ซักครู่ใหญ่ เจ้าหน้าที่ก็เดินมาตามให้ไปขึ้นรถ

อ้าว…ไหงเป็นรถตู้ !!!

ความจริงมันคือ รถตู้ที่มาในรูปแบบของ แชร์แท็กซี่นั่นเอง คนขับรถจะเช็คชื่อ พร้อมสอบถามรอบเวลาที่เราจะนั่งกลับมาด้วย เสร็จแล้วก็ขึ้นไปนั่งรอได้เลย รอบนี้มีสมาชิกขึ้นมานั่งกับเราด้วยประมาณ 4-5 คน ถือว่าน้อยมาก ๆ

 

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที รถตู้ก็พาเรามาถึง Ani Ski Resort จอดส่งเราตรงสถานีเคเบิ้ลคาร์เลย

 

ด้านหน้าอาคารมีจุดให้ถ่ายรูปได้ด้วย ห้องกระจกข้างหลังป้ายตรงนั้นเป็นห้องของน้องหมาอาคิตะ เจ้าถิ่นของอะนิสกีรีสอร์ตแห่งนี้ แต่เสียดาย ช่วงที่เราไปถึงน้องไม่อยู่ เจ้าหน้าที่คงพาออกไปเดินเล่น… อดเจอกันเลย

 

ขึ้นบันไดมาที่ชั้น 2 จะเป็นส่วนของจุดปล่อยเคเบิ้ลคาร์… คนน้อยมาก เห็นจำนวนคนมาใช้บริการแล้วแอบสะเทือนใจ…

 

ระยะทางจากจุดเริ่มต้น สู่ยอดเขาค่อนข้างไกล ใช้เวลาประมาณ 25 นาที  แต่ตลอดทางจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับวิว 2 ข้างทาง ที่เต็มไปด้วยต้นสน สูงใหญ่ละลานตา  ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ได้ไกลเลยซักนิด…มัวแต่ร้องอู้หู…โอ้โห…อ้าหาาาา แป๊บเดียวก็ถึงด้านบน

 

ยิ่งขึ้นมาสูง ต้นไม้ก็ยิ่งดูสวยมากขึ้น จากหิมะที่จับตัวบนต้นไม้ บางช่วงเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งที่เกาะตัวบนต้นไม้ที่ไร้ใบ ดูเหมือนเป็นต้นไม้แก้วในการ์ตูนเรื่อง Frozen ยังไงยังงั้น… คิดแล้วก็อยากจะลงไปเดินเฉิดฉายท่ามกลางต้นไม้เหล่านี้แล้วร้องเพลง Let it go ประหนึ่งวิญญาณเอลซ่า มาเข้าสิง

#ปลุกความเป็นเจ้าหญิงในตัวคุณ

 

และแล้วก็ขึ้นมาถึงจนได้ ความรู้สึกแรกหลังจากที่ออกจากเคเบิ้ลคาร์ คือ หนาวมาก ๆ

 

เมื่อลงจากเคเบิ้ลคาร์แล้ว จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสอบถามรอบเวลารถแท็กซี่ขากลับก่อน เพื่อจะคำนวนเวลาในการเดินชม Snow Monster ให้เรา พร้อมให้เราเปลี่ยนรองเท้าบู้ทยาง ที่มีเตรียมไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยว

การเดินชม Snow Monsters ของที่นี่นั้น เราไม่สามารถเดินเที่ยวเองได้ จะมีไกด์เป็นคนพาเราไป ซึ่งต้องเดินจากสถานีเคเบิ้ลคาร์ ตามทางขึ้นเขาไปอีกประมาณ 500 เมตร ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของเจ้า Snow Monsters

 

การเดินบนเนินเขาที่มีความชัน แถมด้วยหิมะหนา ๆ นี่มันช่างเหนื่อยยิ่งนัก ทุกก้าวที่เดินขึ้น มันคอยจะไถลลงอยู่ตลอดเวลา กว่าจะฝ่าฟันขึ้นมาถึงจุดเริ่มต้นนี่ก็เหนื่อยแทบขาดใจ…

แถมไกด์ก็นะ ช่างมีมนุษยสัมพันธ์ ดี๊…ดี… พยายามชวนเราคุยตลอดทาง จนเราต้องหันไปบอกว่า…

“พี่ขา… ขอหนูพักหายใจก่อนนะคะ…คุยด้วยไม่ไหวจริง ๆ จะขาดใจตายแล้วค่า..!!!”

 

มาถึงจุดแรก ไกด์ก็จัดแจงบอกให้เราเข้าไปนั่งตรงนั้น พร้อมถ่ายรูปให้เสร็จสรรพ… ดูสเกลความสูงของเจ้าปีศาจหิมะเมื่อเทียบกับตัวคนแล้ว มันใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก… นึกว่าจะตัวเล็ก ๆ นะเนี่ย…

 

พอถ่ายรูปให้เราเสร็จ ไกด์ก็หันมาบอกเราว่า

“ยูมีเวลาเดินเล่นแถวนี้แค่ 5 นาทีนะ เดี๋ยวต้องกลับแล้ว เพราะจะไม่ทันรอบรถ!!!”

สิ้นสุดคำพูด เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด…!!

“5 นาที!!…จะบ้าหรอ แค่เดินไปฉี่ก็หมดเวลาแล้ว.. ชั้นยังไม่ได้ถ่ายรูปเจ้า Snow Monsters แบบในรูปโปรโมทเลย ที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็มีอยู่หรอมแหรมไม่กี่ต้นเอง…!!” (อันนี้คิดในใจนะ ไม่ได้โพล่งออกมา…)

ตั้งสติได้ก็รีบกวาดสายไปหาจุดที่มันเป็นลานกว้าง ๆ แต่… มันอยู่ด้านบนยอดเขานู่น… พอคิดได้ก็ตาลีตาเหลือกรีบวิ่งไต่บันไดหิมะ ความชันประมาณ 45 องศา ก้าวทีก็ไหลที มันเป็นอะไรที่เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยที่สุดในชีวิต เหนื่อยจนอยากจะหันหลังกลับเลยซะเดี๋ยวนั้น…

แต่ด้วยความกลัว ที่จะไม่ได้ภาพสวย ๆ เอาไปลงโปรไฟล์เฟซบุ๊ค… สติก็กลับคืนมา เลยฮึดสู้ ปีนขึ้นไปอีกซักตั้ง…

แต่… พอหันไปมองด้านล่าง ปรากฏว่า เพื่อนที่มาด้วย นางถอดใจไปตั้งแต่ขั้นที่ 3 แล้วจ้า… ปล่อยให้เราจ้ำคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน…

 

ขึ้นมาสูง ๆ หน่อย ก็จะได้วิวประมาณนี้…

 

พอเห็นภาพแบบนี้แล้ว ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย…

วันที่เรามา แม้สภาพอากาศจะไม่เลวร้าย แต่ก็น่าเสียดายที่เมฆเยอะไปหน่อย แม้บางช่วง ฟ้าก็เปิดให้เราได้ภาพสวย ๆ มาบ้าง

 

อยากจะบอกว่า มันสวยมากจริง ๆ นะ มันแปลกตา เป็นความขาวที่มีมิติ ไม่อยากจะนึกภาพว่าถ้าเข้าไปถึงจุดด้านในจะสวยขนาดไหน…

#โพสรูปรัวๆแบบไม่กลัวความหนาว

 

 

มาถึงที่แล้วก็ต้องถ่ายไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย… ที่หยีตาข้างเดียวไม่ได้จะแอ็คใด ๆ หน้าตาของคนเหนื่อยขาดใจ มันเป็นแบบนี้นี่เอง…

 

ที่หุบเขา Moriyoshi แห่งนี้ ไม่ได้มีแค่การมาดู Snow Monsters เพียงอย่างเดียวนะ… แต่ที่นี่ยังเป็นสกีรีสอร์ทอีกด้วย แถมวิวตรงหน้ายังสวยงามแปลกตา ราวกับอยู่บนสวรรค์ยังไงยังงั้น…

 

สถานีกระเช้า สำหรับนักสกี อยากลองนั่งดูบ้าง แต่ไม่มีเวลาอ่ะ… เสียดาย…

โพสรูปเยอะหน่อย เพราะกว่าจะมาถึงตรงจุดนี้ได้ เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก และคงไม่ได้มาบ่อย ๆ

 

 

เมื่อได้เวลาอันเป็นสมควร ไกด์ก็กวกมือเรียกหยอย ๆ เป็นรอบที่หนึ่งล้าน… เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พวกเมิงกลับกันได้แล้ว…

เมื่อมาถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์ ไกด์ก็ให้เรานั่งพักด้านในให้หายเหนื่อยก่อน…

 

พร้อมกับมีการแสดงเล็ก ๆ มาอวดเรา ด้วยการหยิบขวดน้ำที่แช่ไว้ในหิมะด้านนอกมาขวดนึง แล้วกระแทกแรง ๆ กับโต๊ะทีเดียว… ปั้ง!!!… จากน้ำธรรมดา ก็กลายเป็นโกโก้ครั้นซ์.. ไม่ใช่ซิ!! กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งต่างหาก…

ปรบมือสิคะ รออะไร..!!

 

นั่งพักซักครู่ ก็ถึงเวลากลับ เพราะเดี๋ยวจะไปไม่ทันรอบรถแท็กซี่… ไกด์ออกมายืนส่งเราขึ้นเคเบิ้ลคาร์เรียบร้อย พร้อมโบกมือลาจนเราพ้นจากตัวอาคาร

 

ของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก Ani Ski Resort น่ารักมั๊ย…?

 

ขากลับยังนั่งเพลินอีกเหมือนเดิม เพราะว่าวิวสวยมาก ๆ แป๊บ ๆ ก็ต้องลงแล้ว ขอวนกลับไปนั่งอีกรอบได้มั๊ยค๊ะ…

 

ลงมาหิว ๆ กินขนมรองท้องกันหน่อย โมจิชีส หนึบหนับ หอมกลิ่นชีส อร่อยมาก ๆ แถมที่ร้านค้าด้านล่างมีคุ๊กกี้รอยเท้าน้องหมาอคิตะขายด้วย น่ารักสุด ๆ

 

แอคชั่นสุดท้ายที่ Ani Ski Resort ลงมาถึง หิมะก็เริ่มโปรยปราย โชคดีมาก ๆ ที่ด้านบน เราไม่เจอหิมะตกเลย ไกด์บอกเราว่า เมื่อวานนี้พายุหิมะหนักมาก ลมแรงจนเค้าไม่สามารถเดินได้เลยทีเดียว

 

มีเรื่องเล่าระหว่างที่รอรถไฟที่สถานี Aniai

ขณะที่รอรถไฟ ก็มีรถไฟขบวนอื่นมาจอดเทียบชานชาลา จากที่สังเกตุ ดูเหมือนเป็นขบวนรถไฟแบบทัวร์ชมเมือง ในขบวน มีโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ย ๆ แบบนั่งกับพื้น บนโต๊ะเต็มไปด้วยเหล้ายาปลาปิ้งแบบครบครัน ผู้คนต่างร้องรำทำเพลง เฮฮาปาจิงโกะ… ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากฤทธิ์ของสุราเมรัย…

ซักพักเค้าก็เปิดหน้าต่าง มาพูดคุยทักทายกับคนที่ยืนอยู่ตรงชานชาลา หยอกเย้าไปมา ตามประสาคนเมา… จนถึงขั้นแจกเบียร์ โดยการโยนลงมาให้ตั้งหลายกระป๋อง เราเองก็ได้มาด้วยกระป๋องนึงแบบงง ๆ

สรุปนี่คือ ฉิ่งฉับทัวร์ สไตล์ญี่ปุ่นใช่มั๊ยค๊ะ…?

 

ถึงเวลาต้องอำลาเจ้าปีศาจหิมะแล้วสินะ… ก่อนหน้านี้ เราชั่งใจอยู่นานว่าจะควรจะมาดีมั๊ย… เพราะว่าเราอยากจะไปที่หุบเขา Zao จังหวัด Yamagata มากกว่า แต่ด้วยความที่จัดโปรแกรมได้ไม่ลงตัว ก็เลยต้องมาที่นี่แทน…

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ถือว่า ไม่ผิดหวังนะ ออกจะผิดคาดซะด้วยซ้ำ และดีใจมากที่ตัดสินใจมาที่นี่ เพราะว่ามันสวย คนน้อย และคุ้มค่ามาก…

จริง ๆ มันคุ้มตั้งแต่นั่งรถไฟสาย Akita Nairiku Line แล้วล่ะ รถไฟอะไร วิวสวยชะมัด สูสีกับ Tadami Line เลยนะเนี่ย…

 

แต่ภารกิจเรายังไม่หมดแค่นี้ เราจะพาไปยังเทศกาลหิมะ ที่โด่งดัง และเล่นใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดอาคิตะเลยนะ…

 

Yokote Kamakura Snow Festival 2018

 

Yokote Kamakura Snow Festival เป็นเทศกาลที่มีประวัติอันยาวนานกว่า 400 ปี จัดขึ้นที่เมือง Yokote จังหวัด Akita โดยงานนี้จัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกหลังจากขึ้นปีใหม่ ซึ่งกำหนดเป็นวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำ และขอพรให้มีน้ำบริสุทธิ์ใช้เพียงพอ

โดยรูปแบบของเทศกาล ชาวเมืองจะสร้างกระท่อมหิมะเล็ก ๆ สูงกว่า 3 เมตร หรือที่เรียกว่า Kamakura กระจายอยู่ทั่วเมือง ภายในจะมีเด็ก ๆ หรือชาวเมืองท้องถิ่น เรียกร้องให้เข้ามานั่งในกระท่อมด้วยกัน พร้อมกับเสริฟโมจิย่าง และเหล้าสาเกหวาน ให้กินแบบฟรี ๆ !!!

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ใครที่อยากกินเหล้าฟรี อาจจะหูผึ่ง แต่เราขอดับฝันสาวกชาวเมรัยกันซักนิด เหล้าสาเกหวานที่ว่านี้ เป็นสาเกที่หมักมาจากข้าว และมีระดับแอลกอฮอลล์ที่ต่ำมาก ต่อให้กินไปสามทาวเวอร์ก็ไม่เมา แต่อาจจะโดนเด็ก ๆ มองแรงแทน…

 

วิธีเดินทาง :
⁃ จากสถานี Akita ขึ้นรถไฟสาย JR Ou มาลงที่สถานี Yokote ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
⁃ จากสถานี Tokyo ขึ้นรถไฟชิงคังเซ็น มาลงที่สถานี Omagari และต่อรถไฟสาย JR Ou มาลงที่สถานี Yokote ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที
หลังจากนั้น สามารถต่อรถ Shuttle bus หรือเดินไปยังงานได้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
*ที่บริเวณทางออกสถานีจะมีซุ้มให้ข้อมูล ซึ่งมีเอกสารเป็นภาษาไทยแจกด้วยนะ

วันจัดงานเทศกาล : 15-16 กุมภาพันธ์ ของทุกปี
ช่วงเวลาการจัดงาน : 18.00 – 21.00 น.

 

เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Aniai ประมาณบ่ายสามครึ่ง แล้วมาลงที่สถานี Kakunodate เพื่อต่อรถไฟชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Omagari หลังจากนั้น นั่งรถไฟต่อ ไปยังสถานี Yokote สิริรวม ใช้เวลาไปทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง… เฮ้อ เหนื่อย…

 

หลังจากที่ลงรถไฟที่สถานี Yokote แล้ว จะสังเกตว่าภายในสถานี บริเวณใกล้ ๆ กับประตูทางออก จะมีซุ้มสำหรับให้ข้อมูล รวมถึงรายละเอียดของงาน ซึ่งถ้ามีคำถามสงสัยอะไร ก็สามารถไปสอบถามได้

 

ที่ซุ้มมีแผนที่สถานที่จัดงาน Kamakura มาแจกให้ด้วย แต่ไม่รู้ทำไม เราไม่เคยดูแผนที่แบบนี้ออกซักที ถ้าเดินตามต้องมีหลงทุกครั้งไป…

 

เราเลยใช้วิธีการเสริชเอาจาก Google Maps แล้วเดินตามไปเลยดีกว่า ง่ายดี

สถานที่จัดงานแลนด์มาร์คหลัก ๆ จะมีอยู่ 4 จุด คือ
สะพาน Janosaki Bridge
พิกัด : https://goo.gl/maps/LGYRU95MJVy
ปราสาท Yokote Castle
พิกัด : https://goo.gl/maps/pN4isZvaMnD2
Kamakurakan Hall (Komyoji Jido Park)
พิกัด : https://goo.gl/maps/5MzDnyqsWMy
โรงเรียนประถม Yokote Shiritsu Yokoteminami Elementary School
พิกัด : https://goo.gl/maps/7yUrFDEmC1R2

จากแผนที่ ถ้าอยากจะเดินให้ครบ แบบไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมา แนะนำว่า ให้มาปราสาท Yokote Castle เป็นที่สุดท้าย เพราะว่าที่นี่ มีรถ Shuttle Bus คอยรับส่ง ไปลงบริเวณใกล้ ๆ สถานี Yokote ด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินกลับให้เมื่อยตุ้ม…

 

หน้าตาของสถานี Yokote เป็นสถานีไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ยังดูใหม่อยู่มาก ๆ

พอออกมาจากสถานี ก็รับรู้ถึงความหนาวสุดขั้วได้เลย มันหนาวมาก… หนาวจนฟันกระทบกันเป็นจังหวะ EDM เลยค่ะคุณขา…

 

แค่ออกมาหน้าสถานี ก็เจอกับ Kamakura หลังแรกซะแล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นของสถานีรถไฟ JR นั่นเอง

 

ระหว่างทาง ก็จะเจอโดมหิมะในรูปแบบต่าง ๆ แล้วแต่ว่าใครจะครีเอต

 

Komyoji Jido Park

เราเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานที่แรก ก็คือ Komyoji Jido Park ซึ่งบริเวณนี้ จะเต็มไปโดมหิมะอยู่หลายสิบหลัง และเต็มไปด้วยเด็ก ๆ ที่คอยกวักมือหยอย ๆ เรียกร้องให้เข้าไปชิมอาหารในโดมหิมะ

ระยะทางจากสถานี Yokote มาที่ Komyoji Jido Park ก็ประมาณ 600 เมตรเอง เดินสบาย ๆ สไตล์มยุรา…

พิกัด : https://goo.gl/maps/5MzDnyqsWMy

 

ความสว่างไสวภายในกระท่อมหิมะ Kamakura ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ และเสียงเชิญชวนให้เราได้เข้าไปนั่งสนทนาด้วยนี่เอง เป็นหนึ่งในบรรยากาศ ที่เรียกร้องให้เรามาเยือนเทศกาลแห่งนี้

ลองนึกภาพดูสิว่า….เราได้เข้าไปนั่งอยู่ภายในกระท่อมหิมะ จิบอามะสาเกอุ่น ๆ กินโมจิย่างร้อน ๆ และได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นอย่างสรวลเสรเฮฮา คงเป็นบรรยากาศที่มีความสุขอยู่ไม่ใช่น้อย…

“เอ๊ะ..เดี๋ยวนะ..! ฟังภาษากันไม่ออก สื่อสารกันไม่รู้เรื่องนี่นา…

 

เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอกับตลาดประจำเทศกาล ที่มีร้านรวงที่ตั้งติดกันยาว 2 ฝั่ง ภายในถนนเล็ก ๆ เส้นนึงกลางเมือง Yokote ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินงานวัดสไตล์ญี่ปุ่น มีของกิน มียิงปืน มีปาเป้า…

นี่ถ้ามีซุ้มเล่นบิงโก หรือโชว์เมียงูด้วย ก็จะนึกว่ามาเที่ยวงานวัดที่เมืองไทยแล้วนะ…

 

Jonosaki Bridge

หลังจากนั้น ก็เดินมาที่สะพาน Jonosaki ริมแม่น้ำ Yokote ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำหรับเรา ระยะทางเดินจาก Komyoji Jido Park ก็ประมาณ 700 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/LGYRU95MJVy

 

ที่บอกว่าเป็นไฮไลต์ ก็เพราะว่าที่นี่ จะเรียงรายไปด้วยความสว่างไสวของกระท่อมหิมะขนาดจิ๋ว กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ที่มองเผิน ๆ ก็ดูจะคล้าย ๆ กับทางช้างเผือกอยู่เหมือนกัน พร้อมกับแสงเทียนที่กระพริบไหว ดุ๊กดิ๊กไปมาราวกับกำลังเต้นคัพเวอร์เพลงคุ๊กกี้เสี่ยงทาย ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น เป็นอะไรที่โคตรโรแมนติคเลย…

 

แค่ได้มองจากบนสะพานก็สวยแล้ว แต่การได้ลงไปเดินท่ามกลางกระท่อมจิ๋วเหล่านั้นสวยกว่า…

ก่อนลงไป ชาวเมืองได้ให้ไฟแช็คติดตัวมาด้วย เผื่อว่าเทียนตัวไหนดับ ก็ช่วยจุดให้สว่างขึ้นมาใหม่ ถือว่าเป็นกิมมิคน่ารัก ๆ ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมไปในตัว…

 

Yokote Castle

หลังจากนั้น ก็ไปที่ Yokote Castle กันต่อ… แต่ด้วยความที่หวงสัญญาณ 4G เราจึงไม่ได้เปิด Google Maps เพราะว่าเห็นยอดปราสาทอยู่รำไร ๆ จึงใช้วิธีค่อย ๆ คลำทางไป ซึ่งมั่นใจว่าไปถูกแน่ ๆ แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด…

หลง…!!

สุดท้ายจึงจำเป็นต้องเปิด Google Maps อีกรอบ…

พิกัด : https://goo.gl/maps/pN4isZvaMnD2

 

ภาพนี้ถ่ายไว้ระหว่างที่หลงทาง เราว่ามันละม้ายคล้ายกับโปสเตอร์หนัง The Exorcist ยังไงชอบกล…

 

ระหว่างทางเดินขึ้นปราสาท Yokote จะเป็นเนินที่มีความลาดชัน ถึงแม้ความชันจะไม่มาก แต่ก็เล่นเอาเหงือออกท่ามกลางอุณภูมิติดลบได้เลยละกัน…

 

พอขึ้นมาถึงแล้ว ก็จะเห็นโดมหิมะเด่น ๆ อยู่ 2 หลัง บริเวณบันไดทางขึ้นไปปราสาท Yokote

เราแอบผิดหวังเล็ก ๆ นะ ไม่ใช่ไม่สวย แต่เพราะว่าคนค่อนข้างหนาตากันพอสมควร กว่าจะหามุมถ่ายรูปได้ ก็หาจังหวะอยู่นานสองนาน

 

เดินขึ้นถึงตัวปราสาทยังไม่ทันจะหายเหนื่อยดี แบตเตอรี่กล้องก็เกิดอาการงอแง พร้อมกับทำลายตัวเองภายในเวลาต่อมา…

กรี๊ด…!!!  อย่าเพิ่งเป็นอะไรซิลูก อยู่กับแม่ก่อน…!!

หลังจากพยายามแก้ไขอยู่พักใหญ่ ก็ทำใจยอมรับชะตากรรม… เท่ากับว่า ตอนนี้ไม่มีกล้องไว้เก็บภาพมาฝากกัน แต่ก็พอที่จะเค้นภาพมาได้ 2-3 รูป

หลังจากที่ชื่นชมความงามกันจนอิ่มใจแล้ว ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับไปที่สถานี Yokote โดยที่ด้านล่างของเนินเขาปราสาทแห่งนี้ จะมีบริการรถรับส่ง จากYokote Castle ไป Komyoji Jido Park ถือว่าช่วยทุ่นแรงการเดินไปได้มากโข…

 

รูปสุดท้ายจากสถานี Yokote ขากลับคนเต็มขบวนเลย… วันนี้เหนื่อยมาก ๆ นั่งหลับน้ำลายไหลยืดไปตลอดทางจนถึงสถานี Akita เลยเชียว

 

สรุปแล้ว เราเก็บสถานที่แสดงไฟ Kamakura ไปได้เพียง 3 จุด ขาดไปอีก 1 จุดก็คือ Yokote Shiritsu Yokoteminami Elementary School เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก นึกว่าจะเก็บได้หมดแล้วแท้ ๆ

หน้าหนาวปีถัดไป ถ้าใครมาเที่ยวแถบ Tohoku ก็อย่าได้พลาดงานเทศกาลหิมะงานนี้เชียว เทศกาลนี้นางเล่นใหญ่ คึกคัก ถ่ายรูปสนุก เดินเพลิน จนรู้สึกว่างานเลิกเร็วเกินไปหน่อย… ถึงอากาศจะหนาว ก็อย่าได้แคร์ แค่เตรียมเสื้อกันหนาวอุ่น ๆ ซักตัว รองเท้าลุยหิมะดี ๆ ซักคู่ แค่นี้ก็ฟินได้แล้ว…

มาแล้วจะได้รู้ว่า ทำไมเทศกาลนี้ ถึงจัดขึ้นต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 400 ปี

 

DAY 4

 

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายในจังหวัดอาคิตะ… วันนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะภารกิจอย่างเดียวที่ต้องทำก็คือ การเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม และเดินทางไปโตเกียว…

จบกันดื้อ ๆ แบบนี้เลย… แฮร่ ๆ

 

การมาเยือนอาคิตะ ครั้งแรกของเรา เป็นอะไรที่ประทับใจมาก อาจจะด้วยความที่เราเป็นพวกสายธรรมชาติ การได้มาเที่ยวจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ และอุดมไปด้วยธรรมชาติแบบนี้ จึงเป็นอะไรที่ถูกใจเราสุด ๆ …ไล่มาตั้งแต่ที่แรกอย่าง Nyuto Onsen จนโปรแกรมสุดท้ายอย่างเมือง Yokote ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกผิดหวังเลย…

 

จากที่เคยเป็นจังหวัดนอกสายตา เพราะว่าอยู่ไกล…

จากที่เคยรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน ตอนนี้กลับอยากจะทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิม…

จากที่เคยมีเหตุผลเพียงข้อเดียวในตอนแรก กลายเป็นหลาย ๆ เหตุผลในภายหลัง ที่พร้อมจะกล่าวอ้างหาเหตุผลในการมาเยือนครั้งต่อ ๆ ไปซะให้ได้…

ถ้าไม่มีเหตุผลทางด้านการเงิน มารั้งไว้ซะก่อนนะ…

 

รักนะ อาคิตะ…

Leave a Reply