Awesome Autumn in Fukushima : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

มีคนกล่าวไว้ว่า “จังหวัดฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดอินดี้”

และคนที่พูดประโยคนี้ ก็เป็นคนใกล้ตัวเราเองนี่แหล่ะ… ซึ่งเราก็พยายามพูดโน้มน้าวว่า จังหวัดนี้ไม่ใช่สายอินดี้นะ… ที่นี่มีที่เที่ยวสวย ๆ แบบพิมพ์นิยมของเหล่ามหาชนอยู่เพียบเลย…

แต่… หลังจากที่เราได้โทรไปจองที่พักแห่งหนึ่งในจังหวัดฟุคุชิมะ แล้วได้ยินคำถามมาจากปลายสายว่า…

“หนูจะมาทำอะไรกันจ๊ะ..? ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ…”

ได้ยินประโยคคำถามมาแบบนี้ เราก็แอบสตั๊นไปเล็กน้อย และคิดขึ้นมาในใจว่า “เอ๊ะ..! หรือว่าจังหวัดนี้มันจะอินดี้อย่างที่เค้าว่าจริง ๆ”

ยิ่งพอมานั่งดูลิสต์สถานที่ที่เราจะไปรอบนี้ ก็ดูจะเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมไปเที่ยวกันอีกต่างหาก

เรียกว่า… อินดี้ในอินดี้, อินดี้ซ้ำอินดี้ซ้อน, อินดี้แบบอินเซปชั่นกันเลยทีเดียว…

ฟุคุชิมะ (Fukushima) เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) จัดว่าเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่นี่เอง จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ มีอยู่มากมายและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และสวยงาม… และที่สำคัญ จังหวัดนี้อยู่ห่างจากโตเกียวเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเองนะ

Plan Trip

สำหรับแพลนทริปในครั้งนี้ โจทย์ถือว่าค่อนข้างหินพอสมควร เพราะว่าเป้าหมายหลักของเราอยู่ที่หมู่บ้านโชวะ  แต่ด้วยความที่หมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกล แถมรอบรถโดยสารยังมีน้อยจนน่าใจหาย ทำให้เราต้องวางแผนค่อนข้างรัดกุมพอสมควร ส่งผลให้เราต้องตื่นเช้าทุกวัน เพราะต้องไปให้ทันรอบรถไฟ และห้ามตกรถบัสโดยเด็ดขาด..!

วันที่ 1 : Nakatsugawa

วันที่ 2 : Goshikinuma Pond, Hanitsu Jinja, Tsuruga Castle

วันที่ 3 : Ouchi-juku, Furumachi

วันที่ 4 : Aizu Tajima, Showa Village

วันที่ 5 : Mishima, Aizu Yanaizu

วันที่ 6 : Takayu Onsen

วันที่ 7 : Azuma Sports Park

ช่วงเวลาเดินทาง : 30 ต.ค. – 5 พ.ย. 2561

การจะเที่ยวให้ครบทั้งหมดนี้ เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก… บางวันกลับมาถึงที่พักแล้วสลบไปเลยก็มี… เอาเป็นว่า ถ้าใครคิดที่จะตามรอยแบบครบทุกกระบวนท่า แนะนำว่าควรไปออกกำลังกายเตรียมความฟิตกันซักหน่อย… เพราะสำหรับคนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างเราแล้ว เวลากลับมาถึงที่พักทีไร ต้องร้องโอดโอยปานจะขาดใจ เพราะปวดเมื่อยอยู่แทบทุกคืน…

แต่ถ้าได้กลับไปเที่ยวอีก ก็ไม่หวั่นนะ ฟิตมาก… #สมัครเมมเบอร์ฟิตเนส

การเดินทาง

JR East Pass (Tohoku Area)

เนื่องด้วยจังหวัดฟุคุชิมะ อยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ เราจึงเลือกใช้ JR East Pass (Tohoku Area) เป็นพาสที่สามารถขึ้นรถไฟสาย JR แบบไม่จำกัดรอบ เป็นระยะเวลา 5 วัน แบบไม่ติดต่อกัน ช่วงเวลาการใช้บัตรภายใน 14 วัน นับจากวันที่ไปแลกพาส สามารถใช้ได้ในแถบภูมิภาค Kanto และ Tohoku โดยเราซื้อมาในราคาประมาณ 19,000 เยน

Aizu Gurutto Card

ส่วนสถานที่ที่บัตร JR East Pass (Tohoku Area) ไม่ครอบคลุม เราเลือกใช้บัตรเสริมอย่าง Aizu Gurutto Card บัตรที่สามารถขึ้นรถไฟ และรถบัสในฟุคุชิมะได้แบบไม่จำกัดรอบ เป็นระยะเวลา 2 วัน แบบติดต่อกัน

โดยเส้นทางที่สามารถใช้ได้ก็คือ รถไฟสาย Aizu Railway (Ouchi-juku, Tono Hetsuri), JR Tadami Line (ใช้ได้ถึงสถานี Aizu Yanaizu) รถบัส Bandai TOTO Bus (เที่ยวทะเลสาบ 5 สี Goshikinuma Pond) รวมถึงนั่ง Aizu Loop Bus ที่เมือง Aizu Wakamatsu ได้แบบไม่อั้น

รายละเอียดเส้นทางเพิ่มเติม จิ้มที่ลิงค์นี้ https://www.aizukanko.com/kk/aizucard/img/aizucard-area.jpg

ราคาอยู่ที่ 2,670 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 1,340 เยน สำหรับเด็ก

Internet SIM

สิ่งที่สำคัญที่สุด และขาดไม่ได้ราวกับปัจจัยที่ 5 นั่นก็คืออินเตอร์เน็ต เราเลือกใช้ Sim2Fly ของเครือข่าย AIS โดยสามารถใช้อินเตอร์เนตได้ 4GB เป็นระยะเวลา 8 วัน ในราคา 399 บาท ถ้าในกรณีที่มีซิมอยู่แล้ว เพียงแค่สมัครแพ็คเกจในราคา 299 บาท ก็ใช้ได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องสัญญาณ ค่อนข้างครอบคลุม และแรงดีไม่มีตก เว้นแต่จะอยู่ในพื้นที่ป่าเขาที่ลึกมากจริง ๆ นอกจากจะใช้หาข้อมูล เปิด google maps นำทางแล้ว ยังสามารถอัพรูปอวดเพื่อน ๆ ให้อิจฉาในระหว่างทริปได้อีกด้วยนะ

Website หรือ App ที่จำเป็น

  • www.hyperdia.com เว็บไซต์สำหรับเช็ครอบรถไฟในญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมและละเอียดที่สุด
  • Google Maps แอพฯแผนที่ ที่ขาดไปแล้วเหมือนจะขาดใจ
  • Translate แอพฯแปลภาษา สามารถแปลภาษาจากภาพ หรือเสียงได้ด้วย เป็นแอพฯที่ช่วยชีวิตเราในหลาย ๆ ครั้ง
  • www.welovefukushima.com เว็บไซต์ที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก รวมถึงร้านอาหารในจังหวัดฟุคุชิมะ ที่ครบครับที่สุด

สภาพอากาศ

ช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่อากาศในญี่ปุ่นเริ่มเย็นลงก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณภูมิในตอนกลางวันจะอยู่ระหว่าง 10-20 องศา อากาศเย็นสบาย ใส่เสื้อหนาวตัวเดียวก็เอาอยู่ แต่พอตกกลางคืน อุณภูมิก็จะดีดมาเป็นเลขตัวเดียวเลยค่ะคุณขา เราเคยเจอ 3 องศาในช่วงหัวค่ำ ขณะที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ เรียกว่าหนาวจนควันออกปาก หนาวจนฟันกระทบกันเป็นจังหวะสามช่าเลยทีเดียว

นอกจากอากาศจะหนาวแล้ว สิ่งที่มีโอกาสจะเจอสูงมากก็คือ ฝน เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงไพร์มไทม์ของพายุใต้ฝุ่น สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก็คือ ร่ม หรือเสื้อกันฝน

สาระกันมาเยอะแล้ว ต่อไปขอเชิญเข้าสู่ช่วงมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง กันดีกว่า…

การผจญภัยของเราเริ่มต้นขึ้น เมื่อล้อเครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินฮาเนดะ ตอนเวลา 07.00 น. สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากที่ผ่าน ต.ม. และรับสัมภาระมาแล้ว นั่นก็คือ การไปแลกตั๋ว JR East Pass (Tohoku Area) แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานี Inawashiro จังหวัดฟุคุชิมะทันที

ที่ต้องรีบขนาดนี้ เพราะว่าเรามีโปรแกรมเที่ยวกันตั้งแต่วันแรกเลย…

วิ่งสิค๊ะ…รออะไร

หลังจากที่หอบสารร่าง และกระเป๋าน้ำหนักกว่า 25 กิโลกรัม มาจากโตเกียวอย่างทุลักทุเล เราก็มาถึงสถานี Inawshiro ในเวลาประมาณเที่ยงครึ่ง

สภาพอากาศ ณ.ขณะนั้น ฝนตกหนัก และหนาวมาก… ถึงขนาดต้องรีบหาถุงมือมาใส่กันแทบไม่ทัน… แต่พอเห็นใบไม้สีแจ่ม ๆ ที่ด้านหน้าสถานี Inawashiro ก็ใจชื้น มีแรงฮึดสู้ขึ้นมา…

เมื่อถึงสถานี เราก็ตรงเข้าไปซื้อ Aizu Gurutto Card ก่อนเป็นลำดับแรก บัตรนี้สามารถใช้ขึ้นรถบัส และรถไฟ ใน Fukushima ได้แบบไม่จำกัดรอบ ภายใน 2 วันติดต่อกัน ในราคา 2,670 เยน

ซึ่งการซื้อบัตรนี้ ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย… เพราะเราดันคำนวณการเดินทางผิดพลาด โดยที่ลืมไปว่า วันนี้เราค้างคืนที่นี่ และพรุ่งนี้ก็ไม่ได้มีโปรแกรมที่จะต้องเดินทางไปไหนไกล ๆ เลย พอบวกลบคูณหารการเดินทางทั้งหมดแล้ว เราขาดทุนไปประมาณ 630 เยน…

โอ๊ย… คราวหลังจะไม่คิดเลขหลังจากที่ลงเครื่องบินอีกแล้ว…

ภารกิจของเราในวันนี้ ก็คือการเข้าเช็คอินที่โรงแรม Active Resorts URABANDAI เหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่ก็เพราะว่า โรงแรมนี้อยู่ตรงกันข้ามกับ Goshikinuma pond หรือทะเลสาบ 5 สีเลย แถมยังมีป้ายรถบัส ที่หน้าโรงแรมอีกต่างหาก สะดวกมาก…

พิกัด : https://goo.gl/maps/zEWcJC5wPCu

ซึ่งรอบเวลารถบัสก็เป็นรอบเวลาเดียวกันกับการไปเที่ยวทะเลสาบ 5 สีเลย แต่ว่าจะถึงโรงแรมก่อน โดยระยะห่างจากป้าย Goshiki-numa Iriguchi (ชื่อป้ายรถบัสทะเลสาบ 5 สี) เพียง 300 เมตรเท่านั้น…

รอบเวลา Bandai Toto Bus (วันธรรมดา)

จากสถานี Inawshiro ไป Active Resort Urabandai

8.15 น. / 9.15 น. / 10.40 น. / 11.25 น. / 12.45 น. / 13.02 น. / 13.58 น. / 15.00 น. / 16.05 น. / 16.38 น. / 17.00 น. / 17.50 น. / 18.50 น.

จาก Active Resort Urabandai ไปสถานี Inawshiro

7.25 น. / 7.52 น. / 8.57 น. / 10.17 น. / 10.37 น. / 12.54 น. / 13.27 น. / 14.27 น. / 14.47 น. / 16.02 น. / 17.02 น. / 17.38 น.

รอบเวลา Bandai Toto Bus (วันหยุด)

จากสถานี Inawshiro ไป Goshiki-numa Iriguchi

19.15 น. / 10.40 น. / 11.25 น. / 12.45 น. / 13.58 น. / 15.00 น. / 16.28 น. / 17.50 น.

จาก Goshiki-numa Iriguchi ไปสถานี Inawshiro

10.17 น. / 11.42 น. / 12.23 น. / 12.54 น. / 13.12 น. / 14.47 น. / 16.02 น. / 17.02 น. / 18.22 น.

ราคาค่าโดยสาร 770 เยน ต่อเที่ยว

เรากะเตงกระเป๋าใบใหญ่ ขึ้นรถบัสรอบ 12.45 น. อย่างทุลักทุเล ถ้าใครมีสัมภาระติดตัวมา แต่ไม่อยากแบก ก็สามารถฝากได้ที่ตู้รับฝากกระเป๋าที่สถานี Inawashiro ได้นะ แต่ว่าจำนวนตู้อาจจะน้อยไปหน่อย ต้องมาวัดดวงกันที่หน้างานกันอีกที…

นั่งชมวิวเพลิน ๆ แป๊บเดียวก็มาถึงแล้วจ้า รถบัสมาจอดที่หน้าล็อบบี้โรงแรมเลย ใกล้มาก… ถ้าใกล้กว่านี้ก็ประตูห้องแล้ว…

หลังจากที่เช็คอิน และจัดการเรื่องสัมภาระออกไปให้พ้นตัวแล้ว ก็ได้เวลาไปตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีอย่างจริง ๆ จัง ๆ กันซักที…

โปรแกรมแรกของทริป และเป็นโปรแกรมที่เราตั้งความหวังไว้มาก… นั่นก็คือ การปั่นจักรยานบนเส้นทางสุดแสนจะอินดี้ เลียบทะเลสาบอะคิโมโต เพื่อไปหุบเขานาคาซึกาวะ

หุบเขานาคาซึกาวะ (Nakatsugawa) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติบันได-อะซาฮิ (Bandai-Asahi) บนพื้นที่ราบสูงบันได โคเกน (Bandai-kogen) โดยเป็นหุบเขาที่มีธารน้ำไหลผ่านลงที่ทะเลสาบอะคิโมโต (Akimoto) ที่นี่เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม และมีชื่อเสียงมาก โดยการเดินทางจะมีอยู่ 2 วิธีคือ

  • การขับรถยนต์ โดยมาจอดที่ Nakatsugawa Valley Rest House (中津川渓谷レストハウス) แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 10-15 นาที
  • การขี่จักรยาน หรือเดิน บนเส้นทางเลียบทะเลสาบอะคิโมโต (Akimoto Cyling Road)

เส้นทางปั่นจักรยานเลียบทะเลสาบ จะมีระยะทางทั้งหมด 8.5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากจุดที่ 1 (โรงแรม Active Resort Urabandai) ไปจนถึงจุดที่ 2 หลังจากนั้น ทุกคนจะต้องจอดจักรยานในจุดที่ 2 แล้วเดินเท้าต่อไปยังจุดที่ 3 อีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 9.8 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/7pPzWV5M6oR2

สำหรับสถานที่เช่าจักรยาน สามารถมาเช่าได้ที่โรงแรม Active Resort Urabandai ในราคา 1,080 เยน (รวม Vat 8%) ใช้ได้ 1 วัน แบบไม่จำกัดเวลา

เรารีบทำเรื่องเช่าจักรยานจากที่พักทันที เพราะฤดูนี้พระอาทิตย์ตกเร็วมาก ต้องเร่งทำเวลา แม้ทางพนักงานโรงแรมจะมีเสียงทัดทานเล็กน้อย เพราะเห็นว่าฝนกำลังตกอยู่ก็ตาม…

เมื่อปักหมุดในกูเกิลแมพแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง…

ขามานี่เป็นทางลงเนินล้วน ๆ เรียกว่าปล่อยให้จักรยานไหลไปแบบฟรี ๆ สบายจนไม่อยากคิดถึงสภาพตอนปั่นกลับเลย… จนมาเจอเข้ากับป้ายแบบนี้… เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว…

ใบไม้ทั้งสองข้างทางนั้นสวยมาก ๆ ไม่แน่ใจว่าที่เห็นนี่ อยู่ในช่วงพีคหรือยัง… แต่แค่นี้ก็สวย จนต้องเสียเวลาไปถ่ายรูปอยู่ตั้งนานสองนานแน่ะ

หลาย ๆ คน รวมถึงตัวเรา ก็น่าจะมีภาพในหัวว่า… การได้มาปั่นจักรยานชมใบไม้เปลี่ยนสี มันต้องชิลล์ ๆ โลกสวยอย่างแน่นอน…

แต่เปล่าเลย… มันเหนื่อยรากเลือดมากค่ะคุณขา… ไอ้ภาพที่เห็นกำลังปั่นสวย ๆ เฟี๊ยซ ๆ อ่ะ แอ็คติ้งทั้งนั้น…

แถมสภาพอากาศก็เป็นตัวตัดกำลังได้เป็นอย่างดี เพราะว่าฝนตกเกือบตลอดเวลา อากาศก็หนาวมาก ๆ จนมือแทบจะแข็งเป็นหินอยู่แล้ว…

แต่วิวสวย ๆ ก็ทำให้ต่อมกระสันอยากเที่ยวมันทำงาน เลยจำเป็นต้องปั่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้ว่าวิวที่เราจะเห็นต่อไป มันจะสวยซักขนาดไหน

พอเริ่มปั่นเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ใบไม้ก็สวยมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน… จำได้ว่าตอนนี้ ลืมความเหนื่อยไปแล้ว…

แต่…

ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับความสวยงามอยู่นั่นเอง เราก็เจอเข้ากับสิ่งแปลกปลอมที่ขวางทางอยู่ จนต้องรีบเบรคจักรยานจนหัวทิ่ม…

มันคือราวเหล็กที่กั้นขวางถนนไว้ พร้อมกับป้ายอันใหญ่เบ่อเริ่ม ที่เราจับใจความได้ว่า…

เส้นทางนี้ปิดให้บริการ…

สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ หันหัวจักรยานกลับอย่างไม่เต็มใจ แล้วก็ปั่นน่องปูดกลับไปพร้อมคราบน้ำตา…

กรี๊ด… ทำไมเรื่องมันหักมุมง่าย ๆ อย่างนี้ล่ะเจ้าค๊ะ…

หลังจากที่กลับมาแล้ว เราก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า เส้นทางนี้ปิดให้บริการ เพราะว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์หินและดินถล่ม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้…

ถ้าใครต้องการที่จะไปเที่ยวเส้นทางนี้ ยังไงเช็คข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ หรือส่งอีเมล์ไปสอบถามก่อนก็ได้นะ… จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนเรา #ร้องไห้

www.urabandai-inf.com

ไงล่ะ ทางปิดไม่ให้เข้า อินดี้มั๊ยล่ะเมิงงง…

หลังจากที่จบทริปวันนี้ไปแบบน้ำตาตกใน เราก็ปั่นจักรยานกลับมาเลียแผลใจที่ Urabandai Active Resort

โรงแรมนี้เราจองผ่านเว็บไซต์ Agoda ในราคาประมาณ 15,000 เยนต่อห้อง โดยสามารถพักได้ 2 คน แต่ไม่รวมอาหารทั้งมื้อเย็น และมื้อเช้า

โดยห้องพักจะมีอยู่ 2 แบบให้เลือก ก็คือห้องเวสเทิร์นสไตล์ และแจแปนนิสสไตล์ ซึ่งเราเลือกห้องในแบบหลัง

ที่นี่มีออนเซ็นให้บริการด้วยนะ อยากจะบอกว่า บ่อออนเซ็นที่นี่สวยงามมาก มีต้นเมเปิลที่กำลังเปลี่ยนสีแผ่กิ่งก้านอยู่เหนือบ่อด้วย ฟินสุด… (แต่ไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้)

เนื่องด้วยเราจองที่พักแบบไม่มีอาหาร ทำให้เราต้องออกแรงในการปูที่นอนเอง (เพราะว่าทางพนักงานจะแอบมาปูที่นอนให้ ระหว่างที่เรารับประทานอาหารอยู่) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราปูถูกต้องรึเปล่า… แต่หน้าตาก็ออกมาไม่ขี้เหร่นะ…

จบทริปวันแรกไปแบบจะขาดใจ เพราะเหนื่อยกับการปั่นจักรยานขึ้นเนินท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บ (หนาวจริง ๆ นะ 3 องศาตอนประมาณ 5 โมงเย็น) ยังไงพรุ่งนี้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจกว่าวันนี้ด้วยนะเจ้าค๊ะ…

เช้านี้เราตื่นมาก็รับรู้ได้เลยว่า การปั่นจักรยานเมื่อวาน เริ่มส่งผลต่อร่างกายเราบ้างแล้ว… ไม่ว่าจะเป็นการปวดขา ปวดไหล่ และปวดก้น… ก็อานมันแข็งนี่นา…

แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจอยากตื่นนัก แต่พอลุกไปเปิดหน้าต่าง แล้วเจอกับแสงแดดที่แยงเข้ามา ตาก็สว่างโดยพลัน… คุณพระ..! เมื่อวานนี้เจอแต่ฝน วันนี้จะได้เจอแสงแดดบ้างแล้วโว้ย…

เช้านี้เป้าหมายแรกของเราอยู่ที่ Goshikinuma หรือที่รู้จักกันในชื่อ บึงน้ำ 5 สี ที่นี่จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่ต้องห้ามพลาด เมื่อมาเยือนฟุคุชิมะ เพราะว่าด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะสีของน้ำในบึง ที่เค้าว่ากันว่า จะเปลี่ยนสีไปไม่ซ้ำตามช่วงเวลาในแต่ละวัน โดยบึงนี้ จะอยู่ห่างจากที่พักเราเพียงแค่ 400 เมตรเท่านั้น

พิกัด : https://goo.gl/maps/pECxbDPF92Q2

ส่วนถ้าใครไม่ได้พักที่โรงแรมใกล้ ๆ เหมือนเรา ก็สามารถขึ้นรถบัสจากหน้าสถานี Inawashiro มาลงที่ป้าย Goshiki-numa Iriguchi ได้เลย โดยรอบเวลารถบัสมีดังนี้

รอบเวลา Bandai Toto Bus (วันธรรมดา)

จากสถานี Inawshiro ไป Goshiki-numa Iriguchi

8.15 น. / 9.15 น. / 10.40 น. / 11.25 น. / 12.45 น. / 13.02 น. / 13.58 น. / 15.00 น. / 16.05 น. / 16.38 น. / 17.00 น. / 17.50 น. / 18.50 น.

จาก Goshiki-numa Iriguchi ไปสถานี Inawshiro

5.51 น. / 7.50 น. / 8.55 น. / 10.15 น. / 10.35 น. / 12.52 น. / 13.25 น. / 14.25 น. / 14.45 น. / 16.00 น. / 17.00 น. / 17.36 น.

รอบเวลา Bandai Toto Bus (วันหยุด)

จากสถานี Inawshiro ไป Goshiki-numa Iriguchi

19.15 น. / 10.40 น. / 11.25 น. / 12.45 น. / 13.58 น. / 15.00 น. / 16.28 น. / 17.50 น.

จาก Goshiki-numa Iriguchi ไปสถานี Inawshiro

10.15 น. / 11.40 น. / 12.21 น. / 12.52 น. / 13.10 น. / 14.45 น. / 16.00 น. / 17.00 น. / 18.20 น.

ราคาค่าโดยสาร 770 เยนต่อเที่ยว

หลังจากที่เมื่อกี๊ เกิดอาการลิงโลดดีใจ เพราะว่าเห็นแสงแดดส่องกระทบตา… แต่พอได้ออกจากโรงแรมมาเที่ยวจริง ๆ ฝนก็พรั่งพรูลงมาต้อนรับเราทันที…

ปักตะไคร้ทันมั้ย…

เหตุผลที่เราเลือกที่พักใกล้ ๆ ก็เพราะว่าเราอยากที่จะมาเที่ยวที่นี่ตั้งแต่เช้า เพราะคิดเอาเองว่า คนน่าจะยังมาเที่ยวไม่เยอะมาก…

แต่กลายเป็นว่า เราคาดการณ์ผิด… และผิดไปเยอะมาก… เพราะทัวร์ลงเต็มไปหมดเลยค่ะคุณ

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอเข้ากับเจ้าบึง 5 สีแล้วจ้า… สวยงามตามท้องเรื่อง ใบไม้สีแดงสดมาก…

บึง 5 สี หรือ Goshikinuma (Goshiki แปลว่า 5 สี Numa แปลว่าบึง) ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติบันได-อะซาฮิ จังหวัดฟุคุชิมะ ห่างจากภูเขาบันได ประมาณ 3 กิโลเมตร ไปทางตอนเหนือ เดิมทีที่ตรงนี้เป็นเพียงพื้นที่รกร้างทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งในปี 1887 ภูเขาไฟบันไดได้เกิดปะทุขึ้นอย่างรุนแรง นอกจากจะคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 477 ชีวิตแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพภูมิศาสตร์ โดยดินได้ถล่มไปปิดกั้นเส้นทางของแม่น้ำ จนเกิดเป็นกลุ่มบึงน้อยใหญ่อย่างทุกวันนี้

จริง ๆ เราตั้งใจที่จะมาพายเรือที่บึงแห่งนี้ด้วยนะ แต่ดูจากสภาพอากาศแล้ว กิจกรรมนี้คงต้องตัดไปอย่างเลี่ยงไม่ได้…

สีใบไม้ที่นี่ สวยจัดจ้านมาก… จนเรารู้สึกเสียดาย เพราะถ้ามีแดดพาดผ่านมาซักนาที สีใบไม้ก็น่าจะสวยขึ้นอีกประมาณ 24.16 เปอร์เซ็น…

แม้ฝนจะตกไม่หนักมาก แต่ก็ตกนาน และสม่ำเสมอ จนหัวเหอเปียกไปหมดแล้วค่า…

ที่นี่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วย ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างเส้นทาง นอกจากจะได้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีกันแล้ว ก็จะได้เห็นอีกหลาย ๆ บึงที่กล่าวไว้ตอนต้นด้วย ซึ่งแต่ละบึงก็จะมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป…

แต่เราไม่ได้ไปเดินชมในครั้งนี้ ไว้โอกาสหน้านะ…

เราเฝ้ารออยู่นาน เพราะหวังว่าฝนจะเบาบางลง แต่ดูเหมือนว่า ฟ้าจะไม่ตอบรับคำอธิษฐานเรา แถมยังซ้ำเติม ด้วยการจัดฝนมาอีกหนึ่งชุดใหญ่อีกต่างหาก

เราจึงทำได้แค่รอ… เอาจริง ๆ อีกนิดก็จะร้องไห้แล้วนะ…

หลังจากที่รออยู่นานจนแทบจะถอดใจ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับ… จู่ๆ ฝนก็ค่อย ๆ หยุดตก และฟ้าก็เปิดพอให้มีแสงแดด… เราจึงรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ ด้วยการวิ่งไปถ่ายรูปให้ได้เยอะที่สุด… มาค่ะ…

หนึ่งในภารกิจหลักของเราก็คือ การไปถ่ายรูปน้องฮาร์ทโตะ (Hearto) ปลาคราฟที่เป็นมาสคอตของที่นี่ ด้วยลายรูปหัวใจสีส้มสดบนลำตัวสีขาวด้านซ้ายที่ชัดมาก ๆ จนเป็นเอกลักษณ์ ที่ว่ากันว่าหากใครมาที่นี่แล้วได้เจอเจ้าฮาร์ทโตะตัวเป็น ๆ แหวกว่ายอยู่ตรงหน้าถือว่าโชคดีมาก ๆ

หลังจากนั้น เราก็ตรงไปซื้อไอศกรีมรสเกลือ ที่เค้าบอกว่าเป็นสีเดียวกันกับบึง ไอศกรีมรสนี้จัดว่าเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ส่วนรสชาดก็แปลกดี หวาน ๆ เค็ม ๆ แต่อร่อยมาก…

อะไรคือการเดินกลับไปขึ้นรถ แล้วฟ้าใสค๊ะ..?

แต่ไม่เป็นไร เพราะตรงนี้วิวก็ดูสวยดี เหมือนประเทศแถบสแกนดิเนเวียอยู่เหมือนกัน…

พอมาถึงโรงแรมเพื่อรอเวลาขึ้นรถ แดดก็ออกมาเปรี้ยงปร้างเลยคุณขา… แต่เห็นแดดจ้ามาเบอร์นี้ อุณภูมิเลขตัวเดียวนะคะคุณ… หนาวใช่เล่น…

เพราะทุกวัน (พระ) คือรันเวย์…

ถ่ายรูปเล่นบริเวณโรงแรมพอเป็นกระษัย รถโดยสารก็มาเทียบท่า ก็ถึงเวลาที่จะต้องบอกลาอุระบันไดอย่างเป็นทางการแล้ว…

เป้าหมายในลำดับถัดไปก็คือ ศาลเจ้า Hanitsu Jinja ศาลเจ้าชื่อดังแห่งเมืองอินะวะชิโระ

และที่บอกว่าดังน่ะ ไม่ใช่เพราะว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ขอเลขแล้วได้หรอกนะ แต่เป็นเพราะบรรยากาศที่อยู่ภายในศาลเจ้าต่างหาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะฉาบไปด้วยสีสันอันสวยงาม ยิ่งกว่าภาพวาดสีน้ำมันซะอีก

พิกัด : https://goo.gl/maps/9P2c2BxuX1G2

หลังจากที่เรานั่งรถมาลงที่สถานี Inawashiro เราก็จัดการเก็บสัมภาระในตู้ฝากของซะก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จแล้วก็ไปเรียกแท็กซี่จากหน้าสถานีไปศาลเจ้า Hanitsu Jinja ค่าโดยสารประมาณ 1,420 เยนต่อเที่ยว

ส่วนขากลับนั้น สามารถนัดเวลากับคนขับรถแท็กซี่คันที่เรานั่งมา ให้มารับได้เลย หากยังไม่ชัวร์เรื่องเวลานัด ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อโทรแจ้งให้เค้ามารับก็ได้…

วิธีเดินทางอาจจะดูแพงไปซักนิด เพราะว่าที่ศาลเจ้านี้ไม่มีรถประจำทางผ่าน ต้องใช้บริการแท็กซี่สถานเดียว… แต่ถ้ามากันหลายคน หารกันคุ้มอยู่นะ…

วิวระหว่างทางก็งดงามดี… แต่เราไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่ เพราะว่าจิตใจไปจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนมิเตอร์ซะมากกว่า… ตัวเลขขึ้นไวยิ่งกว่าบั้งไฟพญานาคซะอีก… #ปาดเหงื่อ

นั่งรถมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว สีแดงสดของต้นเมเปิ้ลโดดเด่นแย่งซีนมาแต่ไกล สะกดทุกสายตาจริง ๆ

ศาลเจ้าฮะนิทสึ (Hanitsu Jinja) แห่งนี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่โบราณ ก่อสร้างขึ้นโดย โฮชินะ มะสะยูกิ (Hoshina Masayuki) ผู้ก่อตั้งรัฐ Tokugawa แห่งอาณาจักรไอสึ (Aizu) และยังเป็นที่เก็บเถ้ากระดูกของเค้าไว้ด้วย ภายในมีพื้นที่บริเวณกว้าง เป็นสถานที่ที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ Unesco ซึ่งปัจจุบันอาคารหลังใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนที่หลังเก่าที่ถูกไฟไหม้ไป ทำให้ความงดงามนั้นลดลงไปด้วย ตัวอาคารตั้งอยู่บนเนินเล็ก ๆ

ด้านหน้าทางเข้าจะมีสะพานข้ามลำน้ำเล็ก ๆ น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

ที่นี่ถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของเมือง Inawashiro  ด้วยภูมิทัศน์ที่เป็นลักษณะเนินเขาเตี้ย ๆ มีต้นเมเปิลปลูกกระจายโดยรอบพื้นที่ภายในบริเวณศาลเจ้า หากมาในช่วงเวลาพีค จะเหมือนกับว่าได้เดินอยู่บนพรมแดงที่ปูด้วยใบเมเปิลที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นเต็มไปหมด บรรยากาศสวยงามมาก ๆ ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นซุปตาร์ มาเดินเฉิดฉายบนพรมแดงท่ามกลางแมกไม้โบกมือทักทายแฟนคลับ….โอ๊ยยยฟิน!

แต่… ใบไม้ส่วนใหญ่ยังเขียวอยู่เลยค่า…

เดินเที่ยวไปไม่เท่าไหร่… ฝนก็ตกมาอีกระลอก… นี่เราทะเลาะกับธรรมชาติรอบที่เท่าไหร่แล้วนะ…

จุดที่เราชอบมากที่สุดก็คือบริเวณสันเนิน ที่มองออกไปก็จะเจอกับยอดไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีอยู่พอดี

ปกติแล้ว ช่วงเวลาพีคของที่นี่คือช่วง  ปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ปีนี้ใบไม้เปลี่ยนสีช้าไปหน่อย

หลังจากที่เดินจนทั่วแล้ว ก็พบว่า เรานัดเวลากับแท๊กซี่นานไป ทำให้เราต้องยืนหลบฝนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว…

โชคดี ที่คนขับรถแท็กซี่กลับมารับก่อนเวลาที่นัดหมายไว้เล็กน้อย ทำให้เราไม่ต้องยืนหนาวตัวเปียกปอนอยู่นานนัก

ถึงเวลาต้องร่ำลาเมืองอินาวาชิโร่กันแล้ว เราจะเดินทางกันต่อ ไปที่เมืองไอสึวากามัตสึ

พอมาถึงสถานี Inawashiro แดดก็ออกทันที แถมแสงก็สวยยังกะหนังรักเกาหลีแน่ะ ให้มันได้อย่างนี้ซิ

มาถึงสถานี Aizu Wakamatsu ทั้งที ก็ขอมาทักทายน้องวัวแดง อะคาเบโกะ ที่หน้าสถานีซักหน่อย…

เราพักที่ Green Hotel Aizu โรงแรมขนาดกลาง ๆ ที่ดูเก่าแก่ตามสภาพ แต่เห็นแบบนี้ นางมีออนเซ็นให้แช่ด้วยนะเออ…

เราจองผ่านเว็บ Agoda ในราคาประมาณ 8,500 เยน/ห้อง พัก 2 คน (ราคารวม vat  แล้ว)

หลังจากเก็บกระเป๋า เข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาหาอะไรกินซักหน่อย เพราะตั้งแต่เช้า เรายังไม่ได้กินข้าวซักมื้อเลย ระหว่างที่เดินหาร้านข้าวอยู่นั้น สายตาก็เหลือบมองไปเห็นท้องฟ้าที่ดำทะมึนมาแต่ไกล…

โอ๊ย… พอแล้วค่า หนูกลัวแล้ว… (นั่งยอง ๆ ยกมือไว้ปะหลก ๆ)

ณ.ขณะนั้น เราก็เกิดอาการหดหู่อยู่ในใจ จนแทบจะถอดใจ แต่เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมาอีกที…

“เฮ้ย.. รุ้งกินน้ำ..!”

เราลืมตัว เผลออุทานเสียงหลงออกมา… ซึ่งระดับเสียงของเรา น่าจะก้องกังวาลไปหลายเดซิเบล เพราะเราสังเกตเห็นสาวญี่ปุ่นสองคน สะดุ้งโหยงพร้อมกับหันขวับมาทางเรา หลังจากนั้นต่างพากันหัวเราะคิกคัก…

แต่เราหาได้แคร์ไม่ รีบคว้ากล้องมารัวชัตเตอร์อย่างหื่นกระหาย ราวกับสิงโตที่อดอาหารมาร่วมแรมเดือน เพราะตั้งแต่เกิดมา ก็เพิ่งเคยเห็นรุ้งกินน้ำแบบใกล้ชิด และชัดเจนขนาดนี้ แถมยังมีให้เห็นถึงสองวงอีกต่างหาก

หลังจากที่เฟลกับการเที่ยวมาตลอดทั้งวัน ทะเลาะกับธรรมชาติมาตลอดการเดินทาง ฟ้าก็คงเห็นใจเรา เลยประทานรุ้งกินน้ำมาให้ ราวกับกำลังส่งคำปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะ”

ซึ่งคำปลอบใจนี้ ก็ดูจะใช้ได้ผลสำหรับเรา เราเลยมีแรง ยัดโปรแกรมไปอีกหนึ่งที่ซะเลย…

แต่ความจริงแล้ว แค่อยากจะใช้บัตร Aizu Gurutto Card ให้คุ้มมากกว่าน่ะ

สถานที่ต่อไป ก็คือ ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน ปราสาทที่มีประวัติอันยาวนาน คู่เมืองไอสึ

ไอสึ วากามัตสึ (Aizu Wakamtsu) เป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทซึรุกะ, สุสานซามูไร หรือหมู่บ้านซามูไร เป็นต้น… และสำหรับการเที่ยวในเมือง ไอสึ วากามัตสึ นั้นง่ายนิดเดียว แถมประหยัดสุดๆ ที่นี่มีบริการรถบัสสำหรับท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆ อัตราเที่ยวละ 210 เยน หรือจะเลือกแบบ One Day Pass ในราคา 600 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยนสำหรับเด็ก (ปรับราคาขึ้นจาก 500 เยน และ 250 เยนตามลำดับ) โดยสามารถขึ้นกี่รอบก็ได้ใน 1 วัน ซื้อได้ที่บริเวณหน้าสถานี ไอสึ วากามัตสึ

แต่ถ้าใครมีบัตร Aizu Gurutto Card อยู่แล้ว ก็สามารถขึ้นรถบัสแบบไม่จำกัดจำนวนรอบได้เช่นเดียวกันกัน

การเดินทางมา Tsuruga Castle

จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ Tsuruga Castle ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A27
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H14

พิกัด : https://goo.gl/maps/2h6wA13NZJo

ปราสาทซึรุกะ-โจ (Truruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1384 โดยตระกูลอะชินะ (Ashina Clan) แรกเริ่มปราสาทหลังนี้มีถึง 7 ชั้น แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ทำให้ปราสาทแห่งนี้เสียหายไปมาก จึงสามารถบูรณะใหม่เหลือเพียงแค่ 5 ชั้นเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1868 ได้เกิดสงครามโบชิน (Boshin war) ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองไอสึ (Battle of Aizu) และปราสาทแห่งนี้ ก็ได้กลายเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างกองทัพซามูไร และกองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรด์ จนกระทั่งทางกองกำลังของเหล่าซามูไรได้เพลี่ยงพล้ำเสียท่า ทำให้กองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรดิปิดล้อมรอบปราสาทแห่งนี้ไว้ เหล่าซามูไรผู้ภักดี จึงได้ทำการปลิดชีพตัวเอง ณ.ที่ปราสาทแห่งนี้ และจากการปะทะกันคราวนั้นเอง ก็ส่งผลให้ปราสาทซึรุกะเสียหายหนักมาก จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยใช้คอนกรีตเป็นฐาน เพื่อความมั่นคงและแข็งแรง ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น ยังคงรูปแบบสีแดงไว้ดังเดิม

ค่าเข้าชมภายในตัวปราสาท :ผู้ใหญ่ 410 เยน, เด็ก 150 เยน

วลาทำการ : เปิดทำการทุกวัน

08.30-17.00 น. (เข้าก่อน 16.30 น.)

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วในการมาเยือนปราสาทซึรุกะ แต่เป็นครั้งแรกสำหรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งใบไม้ส่วนใหญ่เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่ยังไม่พีคเท่าที่ควร

ปีนี้สภาพอากาศที่แปรปรวน แถมมีพายุกระหน่ำญี่ปุ่นหลายระลอก ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ล่าช้าออกไปจากการพยากรณ์เดิม ช่วงที่เรามาจึงยังเห็นใบไม้สีเขียวกระจายอยู่เต็มไปหมด แต่ความงามของตัวปราสาทสีขาวตัดกับหลังคาสีแดง ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้เราตัดสินใจมาเยือนอีกรอบ แม้ว่าสีของใบไม้จะยังคงเขียวอยู่มากก็ตาม

ตอนที่เราไปถึงที่ปราสาท เวลาประมาณ 16.30 น. ซึ่งใกล้เวลาที่ปราสาทจะปิดในเวลา 17.00 น. แล้ว เราจึงไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเยอะมากนัก เพราะแค่เดินเข้ามาในตัวปราสาท ก็กินเวลาไปหลายนาทีแล้ว แถมอากาศก็เย็น ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีกแล้ว…

สุดท้าย ก็นั่งรถกลับโรงแรมก่อนที่ฟ้าจะมืดดีกว่า อากาศหนาว ๆ แบบนี้ ควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เดี๋ยวจะพาลเที่ยวไม่สนุกกันไป

สำหรับบัตร Aizu Gurutto Card เมื่อรวมค่าเดินทางไป-กลับ จากปราสาทซึรุกะแล้ว เราขาดทุนไปทั้งหมด 210 เยน…

ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ขาดทุนไปไม่เยอะ… #คนงก2018

หลาย ๆ คนน่าจะสงสัยว่า เราลากกระเป๋าไปเที่ยวแต่ละที่ได้ยังไงกัน ไม่ลำบากเหรอ..?

ซึ่งเราตระหนักถึงข้อนี้ดี เราเลยต้องใช้ตัวช่วยอย่าง บริการขนส่งสัมภาระในญี่ปุ่น Kuroneko Yamato หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักในนาม “ขนส่งแมวดำ” นั่นเอง

เดี๋ยวนี้บริการขนส่งสัมภาระที่ญี่ปุ่น สะดวกสบาย และเข้าถึงง่ายมาก เพราะมีจุดบริการกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีรถไฟ, ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งในโรงแรม

ซึ่งโรงแรม Green Hotel Aizu ที่เราพักก็มีบริการนี้เช่นกัน โดยเราสามารถไปแจ้งเจตจำนงได้ที่พนักงานโรงแรม หลังจากนั้นก็กรอกเอกสาร เพียงแค่มีข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของปลายทางที่เราต้องการส่งสัมภาระไป พร้อมทั้งระบุรายละเอียดสำคัญ อย่างเช่น หมายเลขการจองห้องพัก เท่านี้สัมภาระของเราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

ค่าบริการในการขนส่งสัมภาระนั้น จะคิดราคาตามขนาด อย่างของเรา กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้ว คิดค่าขนส่งราคา 2,030 เยนต่อใบ

จัดการเรื่องสัมภาระออกไปได้แล้ว ตัวก็เบาขึ้นเยอะ… เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน…

สำหรับโปรแกรมในวันนี้ คือหมู่บ้านโบราณ โออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) หมู่บ้านที่เรารักที่สุด โดยในวันนี้ ขออนุญาติตื่นสายเล็กน้อย เพราะว่าอาการปวดเมื่อยจากการขี่จักรยาน เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเราจะออกเดินทางกันเวลา 09.19 น.

ขบวนรถไฟสายที่จะไปหมูบ้านนี้ ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ จะต้องซื้อตั๋วที่หน้าสถานีอีกที หรือสามารถใช้บัตร Aizu Gurutto Card ได้ แต่ว่าบัตรของเรา หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน เจ็บใจมาก…

วิธีเดินทาง
จากสถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)
หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที
หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)
*สำหรับช่วงเทศกาลหิมะ จะมีบริการรถบัสรับส่งจากสถานี Yunokami Onsen

วันนี้แต่งตัวมาในธีม  ข้าราชการซี 5 พอมายืนถ่ายรูปตรงนี้ ก็ดูเหมือนพนักงานรถไฟอยู่เหมือนกัน…

เส้นทางรถไฟนี้ จะผ่านหุบเขาน้อยใหญ่ที่สวยงาม และจะสวยมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งดูเหมือนว่าคนขับรถไฟ จะรู้ถึงข้อนี้ดี เวลาผ่านจุดที่สวย ๆ ก็จะชะลอความเร็ว เพื่อให้ผู้โดยสารถ่ายรูปได้จนหนำใจ…

เมื่อมาถึงสถานี Yunokami Onsen ให้เดินออกจากสถานี แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอกับรถบัสหน้าตาน่ารัก ที่จะพาเราไปที่หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ

ตั๋วโดยสารจะมีสองแบบคือ เที่ยวเดียว ราคา 500 เยน และ ไป-กลับ ราคา 1000 เยน โดยที่รอบรถจะมีเพียง 8 รอบต่อวันเท่านั้น ควรแจ้งรอบเวลาขากลับกับเจ้าหน้าที่ประจำรถไว้ด้วย ในกรณีที่ซื้อตั๋วแบบไป-กลับ อย่าลืมเก็บตัวไว้โชว์พนักงานตอนขากลับกันด้วยน๊า…

จาก Yunokami Onsen Station ไป Ouchi-juku

09:00 น./10:00 น./10:40 น./11:20 น./12:05 น./13:05 น./14:05 น./15:05 น.

จาก Ouchi-juku ไป Yunokami Onsen Station

10:20 น./11:00 น./12:25 น./13:25 น./14:25 น./16:00 น.

ภายในรถจะตกแต่งเป็นสไตล์ย้อนยุค เรียกว่าบิ้วด์กันตั้งอยู่ในรถเลย…

เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราก็มาถึงหมู่บ้านโออุจิ-จูคุกันแล้ว บรรยากาศเหมือนย้อนอดีตมาเลย…

ต้องเกริ่นกันก่อนซักนิดว่า ภายในระยะเวลาประมาณปีครึ่ง เราไปเยือนหมู่บ้านโออุจิ-จูคุ มาแล้วทั้งหมดถึง 3 ครั้งเลยนะ

ครั้งแรกเราไปในช่วงฤดูร้อน ตอนนั้นจำได้ว่า เรายังไม่ประสีประสากับหมู่บ้านนี้เท่าไหร่นัก…
ครั้งที่สองในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้มีงานเทศกาลหิมะ ซึ่งสนุกสนานมาก แถมเรายังได้นอนค้างเรียวกังภายในหมู่บ้านอีกต่างหาก ฟินสุด…
และครั้งที่สาม ก็คือครั้งล่าสุดนี้ เราไปเยือนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี… ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ที่หมู่บ้านนี้จะสวยโดดเด่นมากที่สุด…

ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) แห่งนี้ เคยมีอดีตที่รุ่งเรืองมาก เนื่องจากเป็นทางผ่านของเส้นทางการค้าที่คึกคักในสมัยเอโดะ เชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิงมากมาย

แต่แล้ววันนึงก็ต้องพบกับฝันร้าย เพราะเมื่อมีเส้นทางการเดินทางใหม่ไฉไลกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด จนหมู่บ้านนี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง และปิดตัวไปในที่สุด

แต่ในปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

เนื่องจากว่าวันที่เรามาเป็นวันเสาร์ ประกอบกับใบไม้ก็กำลังออกสีสันอย่างสวยงามมาก ทำให้ผู้คนมาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้ ค่อนข้างที่จะหนาตาเป็นพิเศษ

สำหรับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ระหว่างปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกิมมิคน่ารัก ๆ ของหมู่บ้านนี้ก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน… ก็ในเมื่อน้ำตามท่อระบายมันเย็นนัก แม่ก็เอาขวดเครื่องดื่มมาแช่เย็นซะเลย… ส่วนเรื่องความสะอาด วางใจได้ เพราะที่นี่คือญี่ปุ่น ประเทศที่สะอาดหมดจดยันท่อระบายน้ำ…

ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย แต่สิ่งที่ดึงดูดเรามากที่สุดน่าจะเป็นของกิน เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยค่า…

อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือบะหมี่ต้นหอม (Negi Soba) จุดเด่นก็คือ เค้าจะเสริฟโซบะพร้อมกับต้นหอมยักษ์ โดยวิธีการรับประทาน จะใช้ต้นหอมยักษ์ที่เค้าให้มานั่นล่ะ คีบเส้นโซบะแทนตะเกียบ และสามารถทานไปพร้อมกับต้นหอมได้เลย…

แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็เลยไม่ได้ไปลิ้มลอง เราเลยจัดอาหารสตรีทฟู้ดข้างทางที่กินง่าย ๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างถ่าน หรือดังโงะย่าง…

ไอศกรีมรสโซดา ที่เราซื้อเพื่อมาถ่ายรูปโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าสีสวยดี… แต่เอาเข้าจริง รสชาดก็ดีด้วยนะ…

น้องง..!

พริตตี้ร้านกาแฟที่คิวท์ที่สุดในย่านนี้…

เดินไปซักพัก ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด… แดดออกแล้วค่า… เที่ยวฟุคุชิมะมาสามวัน เพิ่งเจอแแดดจัด ๆ แบบไร้ฝน ก็วันนี้เอง… วิ่งตามมาเลยค่าคุณผู้โช้ม…

อีกสิ่งหนึ่งที่มาที่นี่ แล้วจะต้องห้ามพลาด นั่นก็คือการขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณท้ายหมู่บ้าน ซึ่งทางขึ้นจะมีอยู่สองทาง ทั้งแบบชันมากแต่ระยะทางสั้น และแบบชันน้อยแต่ระยะทางยาว… แน่นอนว่า คนหยิบโหย่งอย่างเรา ก็ต้องเลือกทางที่ชันน้อยกว่าอยู่แล้ว…

ก็ทางนี้ สีต้นไม้มันสวยกว่านี่นา…

ขึ้นมาแล้วก็จะได้วิวนี้เลย สวยสะใจมาก

เดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอกับจุดชมวิวมหาชนที่หลาย ๆ น่าจะคุ้นเคยกันดี… เพราะสื่อโฆษณาจังหวัดฟุคุชิมะ มักจะนำภาพหมู่บ้านโออุจิ-จูคุในมุมนี้ ไปโปรโมทอยู่บ่อย ๆ

ต้นไม้บริเวณจุดชมวิว สีกำลังสวยเลยทีเดียว

หมู่บ้านนี้ เรายกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถ่ายรูปสนุกที่สุด… เพราะมีมุมให้แอ๊คชั่นอยู่มากมาย… จนสามารถเอารูปไปอัพโซเชียลได้ยันปีหน้า…

หลังจากที่เดินสำรวจหมู่บ้านกันไปเกือบครบทุกซอกทุกมุม ก็เลยเดินออกไปหามุมใหม่ ๆ ดูบ้าง สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น ก็คือวิวโดยรอบนี่แหล่ะ สวยงามอลังกาลสุด ๆ

นี่ตั้งใจจะให้ภาพออกมาดูเป็นพิมฐา แต่ดูแล้ว เหมือนกับอาจารย์ที่กำลังวิ่งตามเด็กหนีโรงเรียนมากกว่า…

หมดเวลาพักเที่ยงแล้วจ้า เด็ก ๆ

มโนกันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับแล้ว เรารีบวิ่งกลับมาขึ้นรถในรอบ 12.25 น. แม้ว่าใจจะยังไม่อยากกลับเลยก็ตาม

กลับมาถึงที่สถานี Yunoakami Onsen Station ในเวลาบ่ายโมงเห็นจะได้ ก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ที่จะสำรวจสถานีรถไฟสุดคลาสสิคแห่งนี้

จุดเด่นของสถานีนี้ ก็คือ บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าฟรี บริเวณข้าง ๆ สถานี ที่ดูเหมือนว่าผู้คนจะเข้ามาใช้บริการเยอะมาก…

บรรยากาศภายในสถานี ให้อารมณ์แบบหนังญี่ปุ่นย้อนยุคแบบโอชินมาก ๆ มีชั้นวางหนังสือ สามารถหยิบมาอ่านได้ ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นออก มีผลไม้ และขนมวางขาย มีเตาไว้สำหรับผิงไฟ แถมยังมีกาซาปองให้หยอดเหรียญเล่นอีกนะเออ…

นอกจากบ่อออนเซ็นแช่เท้า และการตกแต่งภายในสถานีที่เป็นจุดเด่นแล้ว สถาปัตยกรรมภายนอก ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะว่าตัวสถานี เป็นอาคารเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณ ที่ไม่ว่าใครมา ก็อดที่จะถ่ายรูปกลับไปไม่ได้…

จุดหมายต่อไปของเราก็คือการไปสถานี Aizu Tajima โดยขึ้นรถไฟรอบ 13.31 น.

เส้นทางระหว่างไปสถานี Aizu Tajima สวยมาก ๆ ท้องฟ้าแจ่มใส เรานั่งมองวิวเพลินเลยล่ะ

เมื่อเรามาถึงสถานี Aizu Tajima เวลาบ่ายสอง เราจึงรีบเดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองมินามิไอสึ (Minamiaizu Tourist Information) ก่อนเป็นลำดับแรก

เราตรงเข้าไปถามพนักงานเพื่อสอบถามเรื่องรถบัสไปฟูรุมาชิ พนักงานก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกับว่าไม่คุ้นหูชื่อเมืองนี้เลยซักนิด… เราเลยทวนชื่อเมืองอีกรอบ พนักงานก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที พร้อมกับกุลีกุจอไปเสาะหาข้อมูลมาให้เราอย่างครบครัน ก่อนที่จะยิงคำถามด้วยความสงสัยว่า…

“น้องจะไปทำอะไรครับ..?”

พี่จ๋า… ทริปนี้น้องได้ยินคำถามแบบนี้มาสองรอบแล้ว แพลนทริปของน้องมันอินดี้เกินไปใช่ไหมค๊ะ..? เรานึก

เราก็เลยอธิบายไปว่า จะไปทำอะไร ไปเที่ยวอะไรบ้าง… ซึ่งพนักงานก็ดูเริ่มจะเข้าใจเป็นอย่างดี…

พนักงานที่นี่ บริการดีแบบถึงลูกถึงคนมาก เพราะนอกจากจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว… พนักงานยังมายืนรอเรียกรถให้ พร้อมกับกำชับกับคนขับรถให้ด้วยว่าเราจะต้องไปลงที่ไหน… แถมตบท้ายด้วยการส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับโบกมือลาจนกระทั่งรถวิ่งไปจนลับสายตา…

โอ้ย… มีเบอร์โทรสำนักงานใหญ่มั๊ยค๊ะ จะโทรไปอวย…

เป้าหมายในวันนี้ก็คือ การนั่งรถบัสไปที่เมือง ฟูรุมาชิ (Furumachi) ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกในเขตมินามิไอสุ (Minamiaizu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) ที่นี่ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่ง ”ต้นแปะก๊วย” …แต่ใช่ว่าเมืองนี้จะเต็มไปด้วยต้นแปะก๊วยจำนวนมหาศาลหรอกนะ… มันอยู่ที่ “ขนาด” ต่างหาก…

พิกัด : https://goo.gl/maps/Y1Rr1313bt92

ส่วนการเดินทางนั้น ถ้าไม่ได้ใช้รถส่วนตัว ก็สามารถเดินทางได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima (เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน

รอบเวลารถบัส

Aizu Tajima Station -> Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen)

09.55 / 12.40 / 14.30 / 17.50

Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen) -> Aizu Tajima Station

06.42 / 07.52 / 11.52 / 14.42 / 16.12

ค่าโดยสารราคา  1,270 เยนต่อเที่ยว

รอบรถที่เราขึ้นในวันนี้คือรอบ 14.30 น. เป็นรถแบบหวานเย็น สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ แถมวิวระหว่างทางไปเมืองฟูรุมาชิเนี่ย สวยมาก ๆ บันเทิงสุด ๆ เอาเป็นว่าแค่นั่งรถมาก็คุ้มแล้ว…

คนขับรถพาเรามาส่งถึงใต้ต้นแป๊ะก๊วยยักษ์อย่างพอดิบพอดี จริง ๆ แล้วต้นแป๊ะก๊วยจะอยู่ห่างจากป้ายรถเมล์ประมาณ 300 เมตร แต่ทางพนักงานที่ศูนย์ท่องเที่ยวทาจิมะ กำชับกับคนขับรถโดยสารว่า ให้มาส่งเราให้ถึงที่เลย…

ครั้งแรกที่เห็นเจ้าต้นแปะก๊วยยักษ์นี้ เราก็รู้สึกได้เลยถึงความยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม แต่ก็รู้สึกสงบในคราวเดียวกัน… แม้จะแอบใจแป้วไปบ้าง เพราะว่าสีใบไม้ยังอมเขียวอยู่เลย…

ซึ่งเจ้าต้นแปะก๊วยที่ว่านี้ มีขนาดความสูงกว่า 35 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 เมตร ตัวลำต้นต้องใช้คนโอบมากถึง 10 คน จัดว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟูรุมาชิ ด้วยอายุยาวนานกว่า 800 ปี…

คุณพระ… ต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่รอบ ถึงจะมีอายุรวมกันได้ 800 ปี..!

ซึ่งคนญี่ปุ่นเองเชื่อกันว่า เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ถูกจัดตั้งเป็นอนุสาวรีย์ของจังหวัด และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามแห่งจังหวัดฟุคุชิมะอีกด้วย

 

ถึงใบไม้จะยังไม่พีค แต่ที่นี่ก็ยังถ่ายรูปออกมาสวย และสนุกมากอยู่ดีนะ… จนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า… ถ้าต้นแปะก๊วยต้นนี้อยู่ที่ประเทศไทย คงจะถ่ายรูปออกมาได้ไม่สนุกเท่านี้แน่ ๆ …เพราะคาดว่าลำต้นน่าจะผูกด้วยผ้าสามสี มีกระถางธูป และตุ๊กตาม้าลายเรียงรายกันอยู่ใต้ต้นไม้ เผลอๆ อาจจะมีชุดไทยห้อยอยู่ตามกิ่งก้านสาขา จนได้ฉายาว่า เจ้าแม่แปะก๊วยทองไปเลยก็เป็นได้…

พอแสงเริ่มหมด อากาศก็ค่อย ๆ เย็นขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ควรจะไปเข้าที่พักได้แล้ว ซึ่งที่พักของเราในวันนี้ชื่อว่า Sugaya Ryokan ที่อยู่ห่างจากต้นแป๊ะก๊วยไปประมาณ 400 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/HuUcC16DaCN2

โดยเราจองผ่านเว็บไซต์ของที่พักโดยตรง ในราคา 7,000 เยนต่อคน รวมอาหารเย็น 1 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว) ห้องถือว่ากว้างขวาง และใหม่พอสมควร

Website : http://www.sugaya-ina.jp/

ที่นี่จะไม่มีห้องน้ำภายในห้อง ต้องใช้ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง ความสะอาดก็ถือว่าผ่านมาตรฐาน…

อาหารเย็นที่นี่จัดว่าโอเคมาก อร่อยหลายอย่างเลยทีเดียว…

โดยเฉพาะ ซาซิมิเนื้อม้า อร่อย นุ่ม ละมุนลิ้น

มะเขือเทศ ที่เค้าเครมว่าของเค้าสดอร่อยที่สุด

หลังจากที่รับประทานอาหารค่ำไปซะพุงกาง เราก็กลับขึ้นมาที่ห้อง ด้วยความหวังว่าภายในห้อง จะต้องมีที่นอนปูรอเรียบร้อยอยู่แล้วแน่ ๆ

แต่ทว่า… สภาพห้องก็ยังอยู่เหมือนเดิมเลยจ้า…

กลายเป็นว่า ที่นี่เค้าไม่มีบริการปูที่นอนให้นะ เราต้องมาปูกันเอง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับการเข้าพักเรียวกัง ที่เราต้องมานอนผ้าปูฝีมือตัวเอง…

เช้านี้เราตื่นขึ้นมาเวลาตี 5 ที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำแต่เช้า แถมยังต้องไปขึ้นรถบัสรอบแรกของวันให้ทันอีกต่างหาก

บรรยากาศยามเช้าอากาศหนาวมาก มีหมอกปกคลุมอยู่บาง ๆ เข้ากันกับภูเขาที่กำลังเปลี่ยนสีอยู่ชะมัด

เราตั้งใจที่จะเดินไปที่ต้นแป๊ะก๊วยยักษ์ แต่ก็โดนต้นไม้ระหว่างทางดักไว้ซะก่อน

นอกจากต้นแปะก๊วยยักษ์ ที่เป็นพระเอกของเมืองนี้แล้ว สิ่งที่เราชอบไม่แพ้กันก็คือ บรรยากาศยามใบไม้เปลี่ยนสีของเมืองนี้ ที่จัดจ้าน และฉูดฉาดกว่าที่เราคิด สีมีความตัดกันอย่างลงตัว นี่กว่าจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วยยักษ์ ก็ถ่ายรูปกันจนเมมเกือบเต็ม…

ก่อนที่เราจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วย เราก็เจอเข้ากับแผงต้นไอวี่ ที่ปกคลุมอาคารซะเกือบมิด แถมสียังสวยมาก ๆ เรียกว่าขโมยซีนต้นแปะก๊วยไปเต็ม ๆ

ก่อนที่ต้นแปะก๊วยจะงอนไปมากกว่านี้ เราก็กลับไปให้ความสนใจพระเอกของเรากันดีกว่า เมื่อวานตามถ่ายรูปมาเยอะแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นรอบเก็บตกละกัน

เมื่อคืนแอบอธิษฐาน ขอให้ตื่นมาแล้วใบไม้เหลืองเลยนะเจ้าค๊ะ… ซึ่งเช้านี้ ใบไม้ก็แอบเหลืองขึ้นมานิดนึง…

ถ้าใครมีอารมณ์อินดี้ เบื่อแล้วกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสถานที่ยอดนิยม อยากให้ลองมาเปิดประสบการณ์ ออกสู่ชนบทมาชมความงามที่เมืองฟูรุมาชิดูบ้าง… เพราะถึงแม้สถานที่จะไกลปืนเที่ยง อยู่ในซอกอยู่ในหลืบ แถมรถราก็ไม่ค่อยมี… แต่พูดได้เลยว่า ที่นี่สวย และเป็น Rare Item ที่ควรค่าแก่การมาเช็คอินอวดเพื่อน ๆ เป็นอย่างมาก

แล้วจะได้รู้ว่า แค่ต้นไม้ต้นเดียว ก็เฟี้ยวได้เหมือนกันนะเออ…

ได้เวลาอันเป็นสมควร เราก็รีบไปรอที่ป้ายรถกันดีกว่า เพราะว่าถ้าตกรถไป จะต้องรอกันอีกนานเลย…

สภาพอากาศ ณ.ขณะนั้น มีฝนตก แดดออก แถมยังหนาวมากอีกต่างหาก… นกสับสนไปหมดแล้วค่ะ พี่ตา…

พอเอาตัวเองมาอยู่ตามชนบทแบบนี้ เราก็ได้เห็นอะไรน่ารัก ๆ ที่ในเมืองใหญ่ ๆ อาจจะไม่มี นั่นก็คือ… เด็กนักเรียนที่เดินเรียงกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ โดยมีผู้ใหญ่ที่อยู่หัวแถว คอยนำทางพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน…

สำหรับป้ายรถบัสขากลับ มีชื่อว่า Furumachi Tobacco Yazen (Tobacco Store Bus Stop) จะอยู่ตรงหน้าร้านขายยาสูบตามชื่อป้ายเลย…

ตอนที่เรารอรถอยู่ ทางพนักงานในร้านคงเห็นว่าฝนกำลังตก จึงเชื้อเชิญให้เราไปหลบฝนข้างในร้าน แถมยังให้ขนมมาให้เรากินระหว่างรอรถอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

พิกัด : https://goo.gl/maps/F9q5H2hWbur

รอบรถที่เราจะต้องขึ้นก็คือเวลา 7.52 น. แต่รถมาเลทไปประมาณ 10 นาที ทำเอาเราแอบกังวลไปเหมือนกัน เพราะนึกว่าตัวเองจะตกรถไปซะแล้ว…

ส่งท้ายเมืองฟูรุมาชิ ด้วยวิวระหว่างทางตอนขากลับนี่ล่ะ ใบไม้สีเจ็บสุด ๆ

เรากลับมาที่สถานี Aizu Tajima Station อีกครั้ง เพื่อที่จะนั่งรถบัสอีกสาย ไปยังสถานที่ถัดไป…

แต่ก่อนที่จะถึงรอบรถบัสในอีก 2 ชั่วโมง เราก็ขอใช้เวลาว่างในระหว่างนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเดินสำรวจเมืองทาจิมะกันดูดีกว่า แม้เราจะไม่ได้เตรียมข้อมูลของเมืองนี้มาเท่าไหร่ แต่ google maps ช่วยคุณได้…

จุดมุ่งหมายแรกของเรา ก็คือ Former Minamiaizu-gun Municipal Government Office หรือ ที่ว่าการ เมืองมินะมิ ไอสึ-กุน หลังเก่า ที่สร้างในปี ค.ศ. 1885 ด้านหน้าอาคารเป็นเสาทรงกลม สไตล์กรีก และมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยรอบทั้ง 2 ชั้น

ในปี 1970 ทางรัฐบาลมีโครงการที่จะก่อสร้างอาคารว่าการหลังใหม่ขึ้น แต่ชาวเมืองก็ได้มีการคัดค้าน ไม่ให้ทำลายอาคารหลังนี้ทิ้ง รวมถึงการสนับสนุนให้อนุรักษ์อาคารหลังนี้ไว้ และในปี 1971 ทางรัฐบาล จึงจัดตั้งอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังมีการจัดแสดง สิ่งของต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณปราสาท ชิกิยามะโจ เมื่อสมัยเอโดะ อีกด้วย

วิธีเดินทาง สามารถเดินมาจากสถานี Aizu Tajima Station ประมาณ 700 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/6XDrr2uM6Xy

อาจเพราะวันที่เรามาเป็นวันธรรมดาที่ผู้คนส่วนใหญ่มาทำงาน จึงมีรถจอดเต็มลานจอดแทบจะแน่นขนัด ภาพที่หวังไว้ เลยไม่สวยงามตามที่คิดไว้ซักเท่าไหร่…

บรรยากาศเมืองทาจิมะในวันฟ้าหม่น ก็ดูสวยดีนะ แม้บางทีจะดูเหงา ๆ ไปหน่อยก็ตาม…

ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การมาถ่ายรูปกับดอกหญ้า จะทำให้ภาพออกมาเป็นอ้อย กะท้อน ได้ขนาดนี้

หลังจากหลงทางอยู่พักใหญ่ เราก็เดินมาถึงปราสาทชิกิยาม่า…

ซากปรักหักพังของปราสาทชิกิยาม่า (Shigiyama Castle Ruins) ไม่มีข้อมูลปรากฎที่แน่ชัดว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12  ปราสาทและกำแพงก่อสร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงซ้อนกัน ตั้งอยู่บนยอดเขา กลางเมือง Aizu Tajima

หลักฐานที่ปรากฏพบคือ ในช่วงปีค.ศ. 1459 Naganuma Munemasa 1 ใน 4 ซามูไรผู้ก่อตั้งเมือง Aizu ได้เข้ายึดครอง และตั้งรกราก พร้อมปรับปรุงปราสาทแห่งนี้ขึ้นใหม่ ด้วยชัยภูมิที่ตั้งที่อยู่บนที่สูง จึงสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะถูกโจมตีอยู่เรื่อย ๆ แต่แล้วก็ถึงกาลสิ้นสุดในปีค.ศ. 1627 สาเหตุจากสงครามโค่นล้มกลุ่มซามูไร ทำให้ปราสาทแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง และภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ปราสาทพังถล่มลงมา กลายเป็นซากจนถึงปัจจุบัน คงเหลือไว้เพียงกำแพงเมืองที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/s8qCg1cPdw22

ก่อนเข้าไป มีป้ายเตือนให้ระวังหมีอันเบ่อเริ่ม… แต่ก็ไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ทั้งนั้น

ถัดจากป้ายระวังหมี ก็จะเป็นป้ายแผนที่ภายในบริเวณปราสาท แต่คาดว่าเราคงจะไปไหนไม่ได้ไกล เพราะรอบข้างจัดว่าเป็นป่ารกชัฏมาก…

สิ่งที่ปะทะเข้าตาเป็นอย่างแรกก็คือ ต้นเมเปิ้ลสีแดงแปร๊ด ที่แย่งซีนต้นไม้ทุกต้นในบริเวณนี้ซะราบคาบ…

พอหันหลังกลับไปก็ร้องกรี๊ด เพราะจุดนี้สามารถมองเห็นเมืองทาจิมะได้ด้วย

เดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับส่วนที่เป็นกำแพงของปราสาท ซึ่งดู ๆ แล้ว ที่นี่แทบไม่เหลือส่วนของสถาปัตยกรรมให้ดูมากนัก มีแต่ป่ารกชัฏอันหนาแน่น จนบางทีก็แอบหวั่นว่า หมีจะออกมามั๊ยนะ…

แว๊กกก.. หมีมา..! เผ่นต่อไม่รอแล้วนะ

หมีเหมอที่ไหนกัน… แค่ได้เวลาที่จะต้องกลับไปขึ้นรถบัสแล้วต่างหาก…

และแล้ว ก็มาถึงสถานที่ที่อินดี้ที่สุด นั่นก็คือ หมู่บ้านโชวะ…

หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่เราอยากจะมาเยือน เพียงเพราะว่ารูปเพียงหนี่งรูปที่เราไปเห็นจากอินเตอร์เนตเท่านั้น… และหลังจากที่รู้ชื่อสถานที่ เราก็จับยัดเข้าไปอยู่ในบัญชี Bucket List ของเราทันที…

มาดูกันว่า… สถานที่ที่เราตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ มันจะสวยงามอย่างที่คาดการณ์ไว้รึเปล่านะ

หมู่บ้านโชวะ (Showa village) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคไอสุ (Aizu) เขตโอนูมะ (Onuma) จังหวัดฟุคุชิมะ (fukushima) ที่นี่มีประชากรเพียงแค่ 1,332 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์โอทอปที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้ก็คือ ผ้าคารามูชิ (Karamushi) ที่ผลิตจากเส้นใยพืช Choma ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของหมู่บ้าน

วิธีเดินทาง

หมู่บ้านโชวะสามารถมาได้ 2 เส้นทาง คือ

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟ JR Tadami Line ไปลงสถานี Aizu-Kawaguchi แล้วนั่ง Aizu Bus ที่หน้าสถานีไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่าโดยสาร ประมาณ 960 เยน (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Kawaguchi ไป Showa Village

8.23 น. / 15.33 น. / 9.03 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Shimohara) ไป สถานี Aizu Kawaguchi

7.10 น. / 11.10 น. / 17.30 น.

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima (เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Tajima ไป Showa Village

11.15 น. / 14.30 น. / 17.50 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Public Hall) ไป สถานี Aizu Tajima

7.02 น. / 12.52 น. / 16.42 น.

*รถโดยสารเข้าหมู่บ้านทั้งสองเส้นทาง อาจงดให้บริการในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก

พิกัด : https://goo.gl/maps/A448vmDfa3M2

เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Aizu Tajima โดยที่ป้ายรถจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานนี ใกล้ ๆ กับร้านโซบะ ยืนรออยู่ซักพักก็มีรถมาจอดเทียบ พร้อมกับเปิดประตูเชื้อชวนให้ขึ้นรถ

“อ้าว ไหงเป็นรถตู้..”

แต่เราก็มั่นใจว่าต้องใช่รถโดยสารไปหมู่บ้านโชวะแน่ ๆ เพราะเห็นมาสคอตของหมู่บ้านที่แปะอยู่บริเวณข้าง ๆ ตัวรถ

เราขึ้นไปแล้วบอกคนขับก่อนเลยว่าต้องการที่จะลงที่ไหน โดยเราเอารูปชื่อจากในกูเกิลให้ดู ทางคนขับเห็นปุ๊บก็ร้องอ๋อทันที…

เพียงไม่กี่อึดใจ คนขับก็ส่งเราถึงที่ ตอนนั้นเราขอบคุณซะยกใหญ่ เพราะเข้าใจว่าคนขับตั้งใจมาส่งโดยเฉพาะ แต่พอสังเกตุดี ๆ

“อ้าว… มีป้ายอยู่หน้าที่พักเลยนี่นา…”

และที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า โชวะกัง เรียวกัง

โชวะกัง เรียวกัง (Showakan Ryakan) เรียวกังขนาดเล็ก ที่มีความอบอุ่นเหมือนมานอนบ้านญาติสูงมาก ที่พูดแบบนี้เพราะว่าเจ้าของเป็นหญิงสาวสูงวัย 2 คน แม่ลูก ดูแลแขกผู้เข้าพักกันลำพัง 2 คน ให้ความเป็นกันเอง และช่วยเหลือดีมาก ถึงแม้ว่าจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ก็รับรู้ได้ถึงความน่ารัก และความมีน้ำใจได้เป็นอย่างดี

และเจ้าของที่พักที่นี่แหล่ะ ที่เป็นเจ้าของวลี “หนูจะมาทำอะไรจ๊ะ..? ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ..”

จริง ๆ แล้ว คุณป้าเค้าถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเค้าเห็นว่าที่นี่เป็นที่ห่างไกล รถราก็มาลำบาก กลัวจะมากันไม่ถูก ยิ่งพอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยแล้ว ก็เลยดูจะกังวลมากขึ้นเป็นพิเศษ

เราไม่แน่ใจว่าที่นี่มีห้องพักทั้งหมดกี่ห้อง แต่ห้องพักทั้งหมดจะอยู่ชั้น 2 ของบ้าน ขนาดของห้องไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ขาดเพียงเครื่องปรับอากาศ แต่ในเมื่ออากาศหนาวขนาดนี้จะมีทำไมล่ะจ๊ะ แต่ไม่ต้องกลัวหนาวนะ เค้ามีฮีตเตอร์ไฟฟ้าเตรียมไว้ให้ อุ่นสบายเลย

ราคา 7,560 เยน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว)

Tel. 0241-57-2230

Website : http://www.asahi-net.or.jp/~KD5J-IGRS/

วิวหลังห้องพักจัดว่าเด็ดมาก ยอมศิโรราบให้อย่างไร้ข้อกังขา…

จบเรื่องที่พัก ต่อไปก็เป็นเรื่องเที่ยว…

เมืองโชวะ เป็นเมืองที่ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นการมาเที่ยวจะเหมาะกับคนที่ขับรถส่วนตัวมามากกว่า

แล้วถ้าคนที่ไม่ได้ขับรถมาอย่างเราล่ะ…

เรารู้ถึงข้อจำกัดนี้ดี ก่อนที่ทำการจองที่พัก เราจึงสอบถามที่พักแต่ละที่ก่อนว่า มีจักรยานให้เช่ามั๊ย..?ปรากฏว่ามีที่พักอยู่ที่หนึ่ง ที่มีจักรยานให้เช่า.. นั่นก็คือ Toaruyado เรียวกังอีกเจ้า ที่อยู่ตรงข้ามกับเรียวกังที่เราพัก…

เดิมทีเราเลือกที่จะพักเรียวกังที่นี่ เพราะว่าสามารถจองผ่านอีเมล์ และใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ แต่ว่าทางเรียวกังไม่สะดวก เนื่องจากว่ามีเด็กเล็กอยู่ที่บ้านด้วย แต่ว่าทางเรียวกังสะดวกที่จะให้เช่าจักรยานในราคา 500 เยนต่อคัน…

Website : http://www.toaruyado.com

ไปค่ะ พี่สุชาติ…

และแล้วก็ถึงเวลาตามล่าความฝัน สถานที่ที่เป็นจุดตั้งต้นของทริปนี้เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ อดีตโรงเรียนประถมกูอิมูระ โดยระยะทางจากที่พัก ถึงที่หมาย ก็ประมาณ 2.7 กิโลเมตร

เราถึงกับยิ้มมุมปาก พลางกับคิดในใจว่า… โถ… ระยะทางแค่นี้เอง พี่ปั่นไปปรู๊ดเดียวก็ถึงแล้ว…

แต่… หลังจากที่ปั่นไปได้เพียง 30 วินาที ก็อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาอัลบาเนีย…

มันเหนื่อยมากค่า..!

ด้วยเส้นทางขาไป มีลักษณะเป็นทางขึ้นเขา ซึ่งต้องใช้แรงค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าจักรยานจะเป็นแบบมีเกียร์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ประกอบกับความล้าจากการปั่นจักรยานเข้าป่าในวันแรกยังคงส่งผลมาจนถึงวันนี้…

แต่วิวสองข้างทางก็สวยซะเหลือเกิน… ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากการปั่น เป็นการจูงจักรยานชมวิวไปซะแล้ว

หลังจากที่ปั่น.. อ้อ… จูงจักรยานจนหน้ามืด เอาจริง… อีกนิดก็จะอ้วกอยู่แล้ว… สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นต้นแปะก๊วยสีเหลืองอร่ามที่อยู่ไกล ๆ เลยทำให้มีแรงฮึดเฮือกสุดท้าย… ม่ะ..!!

และแล้วเราก็เข้าเส้นชัยไปแบบหมดสภาพ… ในช่วงระหว่างที่เราพักหายใจ เราไปทำความรู้จักสถานที่นี้กันหน่อยดีกว่า…

อดีตโรงเรียนประถมร้างกูอิมารุ ( Former Kuimaru Elementary School) มีอายุยาวนานถึง 80 ปี แต่ได้ปิดทำการ และถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ผู้คนในหมู่บ้านต่างถกเถียงกันหลายคราถึงการทุบทิ้ง หรือ อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ สุดท้ายมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำการอนุรักษ์ไว้ ซึ่งงบประมาณทั้งหมดมาจากการระดมทุนของหน่วยงานภาครัฐ และประชน โดยตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 24 ล้านเยน เริ่มปรับปรุงเมื่อเดือนกันยายน 2017 แล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2018

พิกัด : https://goo.gl/maps/Gwe8bVMwYix

ต้นแปะก๊วยโดยรวมเพิ่งจะเหลือง และยังมีความเขียวเจือปนอยู่ จริง ๆ เราหวังว่าจะมาเจอใบแป๊ะก๊วยร่วงอยู่เต็มพื้นมากกว่า… แต่แค่นี้ก็สวยเกินไปแล้ว ยิ่งพอเข้าคู่กันกับอาคารโรงเรียนข้างหลังด้วยแล้ว… มันเป็นความคลาสสิคแบบสุด ๆ

มาดูภายในตัวอาคารกันบ้าง…

ตัวโรงเรียนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น 1 หลัง ปัจจุบันปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกึ่งพิพิธภัณฑ์ โดยจะจำลองบรรยากาศห้องต่าง ๆ เป็นห้องเรียนแบบย้อนยุค ทั้งหมด 6 ห้อง ชั้นล่าง 2 ห้อง ชั้นบน 4 ห้อง และเป็นห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ด้านล่าง อีก 1 ห้อง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชม และถ่ายรูปได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ย้อนนึกถึงโรงเรียนในสมัยที่ยังเป็นเด็กเลย ที่เมืองไทยก็เป็นอาคารเรียนไม้ ทุกเดือนต้องมีการทำความสะอาด ลงแว็กซ์ที่พื้น เล่นกันสนุกสนาน

สวมบทเป็นคุณครูเจ้าระเบียบ…

แยกร่างมาเป็นนักเรียนสุดเฟี้ยว…

ปิ๊ง..!

มโนพอแล้ว เดินออกไปดูวิวดีกว่า…

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ…

จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของที่นี่คือต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่ 2 ต้น ที่อยู่บริเวณลานด้านหน้าตัวอาคาร ในยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นช่วงที่งดงามมาก ๆ เพราะใบแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองโดดเด่น ยามร่วงโรยลานด้านหน้าทั้งหมดจะปกคลุมไปด้วยใบแปะก๊วยสีเหลืองทองช่างเป็นภาพที่ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นภาพที่ทำให้เราดั้นด้นมาจนถึงที่แห่งนี้

ต้นแป๊ะก๊วย เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์รวมของคนในหมู่บ้าน เพราะระหว่างวันจะเห็นครอบครัวพาเด็กเล็ก ๆ มาวิ่งเล่นกันที่สนามด้านหน้ากันสนุกสนาน

ถ่ายรูปกันจนอัพเฟซบุ๊คได้ถึงปีหน้าแล้ว ก็ได้เวลาที่จะกินอาหารแบบจริงจังกันซักที ข้าง ๆ อาคารโรงเรียนสุดเรโทรนี้ มีร้านอาหารสุดคิ้วท์ ที่เค้าบอกต่อกันมาว่า โซบะที่ที่นี่อร่อยมาก… ชื่อว่า Schola 100 Percent Soba

จุดเด่นของร้านนี้คือ สามารถนั่งทานไปมองวิวต้นแปะก๊วยไปได้ด้วย ฟินแบบมหากาฬ

มาถึงก็ต้องสั่งโซบะ ของขึ้นชื่อเค้าซิเนอะ… พอลิ้มรสแล้วขอบอกเลยว่า โซบะเค้าเริ่ดจริงอะไรจริงอย่างที่โฆษณาไว้เลย…

เซตนี้ราคา 800 เยน สั่งเครื่องดื่มด้วยน้ำผลไม้+เพิ่ม 150 เยน

ส่วนเครปชิ้นนี้ เราสั่งเพราะเห็นว่าโต๊ะข้าง ๆ สั่ง ก็เลยชี้ไปแล้วบอกกับพนักงานว่า จะเอาแบบโต๊ะนู้น… อร่อยจริงนะ มาแล้วต้องจัด…

จานนี้ราคา 700 เยน

แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน ในวันนี้ทางร้านบอกว่ามีชีสเค้ก และช็อคโกแล็ตชีสเค้ก เราเลยจัดทั้งสองรส เป็นชีสเค้กที่เข้มข้น อร่อยลงตัวมาก ๆ

ราคาชิ้นละ 250 เยน

นั่งกินไปชมวิวไป ฟินเงียบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง

ตอนแรก เราตั้งใจจะอยู่ที่นี่จนกระทั่งฟ้ามืด เพื่อรอดู Light up..!

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก… เห็นห่างไกลความเจริญอย่างนี้ นางก็มีโชว์เล่นไฟกะเค้าด้วยนะ…

แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับเรากลัวอันตราย ที่จะต้องขี่จักรยานกลับในเวลากลางคืน เราจึงตัดสินใจกลับเข้าที่พักเลยจะดีกว่า…

แต่กว่าจะมาถึงที่พัก ก็เสียเวลาลั่นชัตเตอร์ไปอีกหลายกุรุส… ก็วิวมันเริ่ดมากเลยค่ะคุณพี่…

ขากลับไม่ค่อยเหนื่อยเท่าขามา แต่ก็หนักหนาพอที่จะทำให้ต้องหยุดพักหายใจระหว่างทาง… แต่ข้อดีก็คือ ทำให้เรามีเวลาเดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ที่ไม่ใช่วิวจากถนนเพียงอย่างเดียว… #ลุงเหนื่อย

เห็นดอกหญ้าเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าใส่…

ความอ้อย กะท้อน มาอีกแล้ว แต่ดูจากฟีล คราวนี้น่าจะมาในธีม พี่หงา คาราวาน…

กลับมาถึงที่พักอย่างหมดสภาพ ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทานอาหารเย็นกันดีกว่า

เมื่อถึงเวลาอาหารที่แจ้งไว้ เค้าก็มาตามเราไปยังห้องพักอีกห้อง ที่อยู่เยื้อง ๆ เข้าไปด้านใน เปิดประตูเข้าไปก็พบกับชุดอาหารที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างดี

ไคเซกิมาเป็นเซ็ตเลยน๊า…..น่าทานใช่มั้ยล่ะ..?

อาหารมื้อนี้ ถือเป็นอาหารแบบไคเซกิมื้อที่อร่อยที่สุดสำหรับเราในทริปนี้เลยนะ ความฟินให้ระดับ 10 กะโหลก มิชลินระดับ 10 ดาว ดีงามไปหมดทุกสิ่งอย่าง… ยิ่งเทียบกับค่าที่พักที่จ่ายไปบอกเลยว่าเกินคุ้ม…

เทมปุระก็มี รสชาดดีเว่อร์ แถมกุ้งสดมาก…

ซาชิมิก็มา…..ขอบอกว่าสดมาก… สดจนงงว่าหมู่บ้านในหุบเขาแบบนี้ มีอาหารทะเลสด ๆ ได้ยังไงกัน หอยเชลล์ตัวใหญ่เบิ้ม รสชาดหวานเจี๊ยบ…

อิ่มแล้วก็สะบัดตูดกลับห้องพักดีกว่า…

Finally..! ก็ได้เจอเรียวกังที่ปูที่นอนให้แล้วจ้า… โอ้ย ปลาบปลื้ม น้ำตาจะไหล…

วันนี้เราตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่าจะต้องขึ้นรถบัสตอน 7 โมง ตอนนั้นจำได้ว่าอุณภูมิประมาณ 4 องศา แทบไม่อยากลุกออกจากฟูกที่นอนเลย

พอออกมาดูวิวก็ร้องกรี๊ด… เพราะหมอกลงจัดมาก เราชอบบรรยากาศแบบนี้ ขอให้ฝนไม่ตกก็พอ

อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เราเลือกจองห้องพักแบบรวมอาหาร 2 มื้อ ในราคา 7,560 เยน แต่เมื่อมาถึง และคุยรายละเอียด ถึงได้รู้ว่าอาหารมื้อเช้าของที่นี่จะเสิร์ฟในเวลา 08.00 น. ซึ่งเราเปลี่ยนแผนมาเป็นออกจากเมืองนี้ในตอน 07.00 น. แทน เจ้าของที่พักก็ยังเป็นกังวล และยื่นข้อเสนอว่าจะรับเป็นข้าวปั้นแทนมั้ย ซึ่งเราปฏิเสธไป เพราะกลัวเค้าจะลำบากต้องตื่นมาทำอาหารให้เรากันแต่เช้า แต่สิ่งที่เค้าตอบกลับมาคือ “โอเคไม่เป็นไร ถ้าไม่รับอาหารเช้า ราคาจะเหลือ 7,020 เยนนะ” แสดงให้เห็นว่าเค้าไม่เอาเปรียบเราเลย

ไม่บ่อยนัก ที่เราจะถ่ายรูปกับเจ้าของที่พัก ถ้าไม่ประทับใจจริง ๆ ก่อนที่จะขึ้นรถกลับจากหมู่บ้านโชวะ เราจึงขออนุญาติคุณป้ามาถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึกซะหน่อย เป็นหลักฐานและเครื่องการันตีว่า ที่พักนี้อบอุ่น เป็นกันเอง และถ้ามีโอกาส จะขอกลับมาพักที่นี่อีกแน่นอน…

ใครไม่สิบ เราให้สิบจ้า… 10 10 10

เราขึ้นรถจากหน้าที่พักตอนเวลา 7.10 น. โดยที่คุณป้ายืนโบกมือคอยส่งเราขึ้นรถ แถมก่อนไปคุณป้ายังให้ขนมเรามา 2 ชิ้นเล็ก ๆ เผื่อหิวอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

คราวนี้เราจะเดินทางไปที่เมือง Kaneyama โดยไปลงที่สถานี Aizu Kawaguchi

นั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Kawaguchi แล้ว ค่ารถ 960 เยน

เมืองนี้เราเคยมาเมื่อครั้งฤดูหนาวที่แล้ว พอเจอสภาพเมืองที่ไร้หิมะ ก็ดูแปลกตาจนจำแทบไม่ได้เลย…

ภายในสถานี มีบอร์ดประกาศศักดาสำหรับผู้มาเยือน เราก็ขอเป็นอีกหนึ่งตัวแทนจากประเทศไทย สวมชุดประจำชาติ แล้วมาเพิ่มแต้มให้แดนสยามเราซักหน่อย…

ก่อนที่รถไฟขบวนถัดไปจะมา เราก็พอมีเวลาให้ไปเตร็ดเตร่อยู่บ้าง เราเลยเดินไปที่จุดชมวิวหมู่บ้าน Ooshi ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 700 เมตร เพื่อไปถ่ายภาพหมู่บ้านเล็ก ๆ ยามใบไม้เปลี่ยนสี มาเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น หลังจากที่ตามถ่ายในช่วงฤดูหนาวมาแล้ว

เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกันต่อแล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคือสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

ก่อนขึ้นรถไฟ ต้องถ่ายรูปน้องทาดามิเป็นที่ระลึกก่อนนิดนึง

รถไฟสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงาม แม้ใบไม้ในแถบนี้ จะยังเปลี่ยนสีไม่เต็มที่นัก แต่แค่นี้ก็สวยเกินบรรยายแล้ว

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองที่เราไม่ได้วางแผนกันมาตั้งแต่ต้น คือมาด้นสดเอาในวันนั้นเลย เพราะว่าตอนแรกเรากะว่าจะไปนั่งเรือชมใบไม้เปลี่ยนสี (Mugen kyo no watashi) ที่บริเวณสถานี Hayato แต่ว่าเราทำการจองช้าไป จึงทำให้ที่นั่งเต็มไปซะก่อน… สุดท้าย หวยก็เลยมาตกอยู่ที่เมืองมิชิมะ นี่แหล่ะ

ถ้าพูดชื่อ มิชิมะ (Mishima) หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเมืองนี้ เป็นที่ตั้งของจุดชมวิวรถไฟสายทาดามิ สะพานไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryuu) อันโด่งดัง… หลาย ๆ คนก็น่าจะร้องอ๋อ…

แต่ในคราวนี้ เราไม่ได้จะมาถ่ายรูปรถไฟหรอกนะ… เราจะพาไปซอกแซกเมืองมิชิมะแทนต่างหาก…

ต้องเกริ่นกันซักนิดก่อนว่า เมืองนี้เราเคยมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นเมืองที่เราประทับใจมาก เพราะว่าเงียบสงบดี จนบางทีก็เงียบเกินไปราวกับเมืองร้าง… ลองมาดูกันว่า การกลับมาในครั้งนี้ เมืองมิชิมะจะยังสามารถทำให้เราประทับใจได้อีกรึเปล่า…

สิ่งหนึ่งที่เราลืมสังเกตุไปเลยก็คือ วันนี้ฟ้าใสมาก… แทบจะไม่มีเมฆเลยด้วยซ้ำ ขออากาศแบบนี้ทุกวันเลยได้มั๊ยค๊ะ…

ตอนที่เรามาถึง ก็เป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ เลยต้องเตร็ดเตร่ไปมาเป็นสัมภเวสี ถ่ายรูปเล่นรอเวลาอยู่ซักพักใหญ่

แต่เหมือนพนักงานภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จะสังเกตุเห็นเรา จึงได้มาปลดผ้ายันต์.. อ้อ.. เปิดร้านให้เราเข้าไปนั่งหลบหนาวข้างในก่อน…

ไอ้ครั้นจะมานั่งเฉย ๆ ก็ดูจะเขิล ๆ ไปหน่อย เราเลยสั่งกาแฟมา 1 ถ้วย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ใช่คนที่กินกาแฟเลยซักนิด…

เราบอกตั้งแต่ตอนต้นว่า วันนี้เราจะ “ไม่ไป” ตามล่ารถไฟทาดามิที่สะพานไดอิจิ เคียวเรียว… ซึ่งเหตุผลหลักในการปฏิเสธที่จะไปในครั้งนี้ก็คือ

“เรากลัว…”

เรากลัวที่จะต้องปั่นจักรยานแม่บ้าน ขึ้นเนินเขาอันสูงชันอย่างหน้ามืดตามัว… เพราะเรายังจดจำความรู้สึกครั้งแรก ที่เราปั่นจักรยานไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิเมื่อปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี… มันเป็นอะไรที่ เหนื่อยมาก… เหนื่อยจนแทบเป็นบ้า… เหนื่อยจนต้องกรีดร้องขอชีวิต…

ยิ่งหลังจากที่ผ่านการปั่นจักรยานอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ทะเลสาบอะคิโมโต และหมู่บ้านโชวะด้วยแล้ว… ก็ขอบอกกับตัวเองเลยว่า ทริปนี้ตรูจะไม่ขี่จักรยานอีกแล้ว…

แต่ความมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นค่ะคุณขา…

เพราะที่ศูนย์ได้ทำการอัพเกรดจากจักรยานแม่บ้านจ่ายตลาด เป็นจักรยานไฟฟ้าแล้วจ้า…

อัตราค่าบริการจักรยานไฟฟ้า

  • 4 ชั่วโมง 500 เยน
  • 8 ชั่วโมง 1,000 เยน

ตัวมอเตอร์จักรยานที่ช่วยทุ่นแรงให้การปั่นได้อย่างมหาศาล และมีตัวล๊อคบริเวณล้อหลัง เมื่อทำการจอด

บนแฮนด์จะมีตัวปรับระดับการปั่น และหน้าจอก็แสดงจำนวนแบตเตอรี่

หลังจากที่ตกลงเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ได้เวลาออกไปตะลอนเมืองมิชิมะกัน โดยจุดแรกที่เราจะไปก็คือ จุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่เราไม่รู้ชื่อ จุดนี้เป็นจุดที่เราเริ่มเห็นบ่อย ๆ ตามโฆษณาต่าง ๆ ในจังหวัดฟุคุชิมะ ซึ่งจุดถ่ายรูป จะอยู่บนเนินถัดไปอีกหน่อย… ส่วนรางรถไฟทาดามิ จะอยู่ตรงชั้นที่สองนะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/Cek4gBE7A9s

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถไฟจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-miyashita และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-miyashita Station – Aizu-nishikata Station

05.57 – 06.00 / 07.34 – 07.36 / 09.12 – 09.15 /  12.59 – 13.02 / 15.54 – 15.57 / 19.36 – 19.39

Aizu-nishikata Station – Aizu-miyashita Station

07.25 – 07.29 / 09.07 – 09.10 / 14.27 – 14.30 / 18.17 – 18.20 / 21.04 – 21.07

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างก็คือ จุดนี้ สามารถถ่ายรูปคนกับรถไฟในเฟรมเดียวกันได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย แต่ต้องถ่ายด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าเป็นถนนที่มีรถสัญจรไปมา

อีกทีที่เราไปก็คือ สะพานสีแดงแปร๊ด ระหว่างเส้นทางไปจุดถ่ายรูปรถไฟอีกจุดหนึ่ง

เมืองมิชิมะ อาจจะไม่โดดเด่นเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีมากนัก เพราะว่าต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นสนที่ไม่มีการเปลี่ยนสีของใบไม้

เลยสะพานสีแดงมาอีกหน่อย ก็จะเป็นจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิอีกหนึ่งจุด ส่วนรอบเวลารถไฟที่จะผ่านจุดนี้ ก็เป็นรอบเวลาเดียวกันกับจุดแรกที่เราแนะนำเลย

พิกัด : https://goo.gl/maps/jTLwPKYSkWo

ตอนอยู่เมืองไทย ต้องเดินหลบแดด… แต่พออยู่ญี่ปุ่น เห็นแดดแล้วต้องโดดใส่…

มิชิมะ ก็ยังคงเป็นมิชิมะ… คนน้อยยังไง ก็ยังน้อยอยู่อย่างนั้น… ผู้คนหายไปไหนกันหมดนะ…

ด้วยความที่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างจักรยานไฟฟ้า ทำให้เรามั่นหน้าที่จะลองเสี่ยง ปั่นขึ้นเนินมหากาฬ เพื่อไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่ สะพานไดอิจิ เคียวเรียว ดูซักตั้ง… ผลปรากฏว่า เราปั่นขึ้นเนินได้แบบไม่มีปัญหา… แม้ว่าจะมีอาการหอบบ้าง แต่ไม่เหนื่อยรากเลือดเหมือนตอนปั่นจักรยานแม่บ้านแน่ ๆ

ส่วนวิธีมาที่จุดนี้ นอกจากจะเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน เช่น

  • ทางรถยนต์ส่วนตัว
  • ทางแท๊กซี่ โดยสามารถเรียกได้ที่หน้าสถานี Aizu-miyashita ถ้าไม่มีแท๊กซี่ ก็ให้เดินตรงมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 50 เมตร เพื่อให้ทางพนักงานช่วยโทรเรียกแท๊กซี่ให้
  • เดิน… ฟังไม่ผิดแน่นอน เดินด้วยเท้านี่แหล่ะจ่ะ… แค่ 2.5 กิโลเมตรเอ๊ง…
  • และอีกวิธีก็คือ นั่งรถ Shutter Bus โดยรอบที่ออกจากสถานี Aizu-miyashita ไปที่จุดชมวิวจะมีเพียง 1 รอบต่อวันเท่านั้น ก็คือเวลา 8.10 น. ส่วนขากลับจะมี 2 รอบ คือเวลา 10.30 น. และ 13.00 น. อัตราค่าบริการ 500 เยนต่อเที่ยว ซึ่งรถ Shutter Bus นี้ จะไม่เปิดให้บริการในวันอาทิตย์ และวันหยุดของญี่ปุ่น

พิกัด : https://goo.gl/maps/xLzoEK4GpXs

จุดถ่ายรูปสะพานไดอิจิ เคียวเรียว จะอยู่ใกล้ ๆ กับจุดพักรถ Ozekaido Mishima Juku Roadside Station ที่นี่จะมีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร จะเห็นว่า วันนี้เป็นวันที่คึกคักมาก เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์

วิวบริเวณโดยรอบ

ทางเดินไปจุดชมรถไฟ เรารู้สึกว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ ยังไม่เปลี่ยนสีดีนัก

เมื่อเราขึ้นมาก็พบว่า ใบไม้ส่วนใหญ่ยังคงเขียวอยู่ตามคาด

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-hinohara และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.23 – 14.27 /  18.13 – 18.17 / 21.00 – 21.04

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.40 – 19.44

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

แล้วเราก็เกิดคำถามขึ้นมาให้ต้องตัดสินใจ ว่าเราจะอยู่รอถ่ายรูปรถไฟทาดามิ หรือว่าจะไปที่เมืองยาไนสึเลย เพราะถ้ารอถ่ายรูปรถไฟ เราก็จะไปถึงที่เมืองยาไนสึตอนสี่โมงเย็น ซึ่งถือว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว…

เราชั่งใจอยู่นาน… สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกไปเมืองยาไนสึ เหตุผลเพราะว่า วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส แถมใบไม้ก็กำลังอยู่ในช่วงพีคอีกต่างหาก…

น้องง…

แล้วก็ได้เวลาที่จะต้องไปจากเมืองนี้แล้ว เราเอนจอยกับเมืองนี้มาก เป็นสามชั่วโมงที่คุ้มค่า ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา แถมไม่ได้ถ่ายรถไฟเลยซักขบวน… จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เราคงจะเป็นมนุษย์อินดี้ ที่หลงรักเมืองสุดเรียบง่ายเมืองนี้อย่างหมดใจ

ปิดจ๊อบจากการไปตามล่ารถไฟ แต่ไม่ได้รถไฟมาซักขบวน คราวนี้เราขอเบนเข็มมาตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนเดิมดีกว่า

เป้าหมายในลำดับต่อไปก็คือ เมืองยาไนสึ นั่นเอง

เมืองยาไนสึ (Yanaizu) เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคไอสึ (Aizu) จังหวัดฟุคุชิมะ ที่นี่มีทัศนียภาพที่สวยงาม และถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธ์ มีแม่น้ำทาดามิ (tadami) และแม่น้ำทาคิทานิ (takitani) ไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวัดเอนโซจิ (Enzo-ji Temple) ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าวัวแดง อะคาเบโบะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังสุดน่ารัก แห่งเมืองไอสึ อีกด้วย

โดยเรานั่งรถไฟจากสถานี Aizu Miyashita มาลงที่สถานี Aizu Yanaizu โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 23 นาทีเท่านั้น

สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปว่า ตอนนี้เราแบกสัมภาระติดตัวมาด้วย แม้น้ำหนักอาจจะดูไม่เยอะมาก แต่พอแบกไปเที่ยวมาทั้งวัน ก็รู้สึกปวดไหล่อยู่เหมือนกัน… สิ่งที่เราโหยหามากที่สุดตอนนี้ นอกจากหมอนวดจับเส้นดี ๆ ก็คือการไปเช็คอินที่พัก แล้วโยนข้าวของทุกอย่างทิ้งไว้ในห้อง ให้เร็วที่สุด…

โดยที่พักที่เราจะไปเก็บสัมภาระมีชื่อว่า Tsukimitei Ryokan ที่อยู่ห่างจากสถานี Aizu Yanaizu ประมาณ 1.1 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/AY6skwxfxRm

หน้าตาของสถานี Aizu Yanaizu เป็นสถานีเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยคู่มือการท่องเที่ยวอยู่เต็มไปหมด…

เมื่อออกมาจากสถานีแล้ว Aizu Yanaizu แล้ว ก็เลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงไปตามทางได้เลย

ผ่านร้านขนมมันจู เจ้าดังของเมืองยาไนสึ ที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่ คนก็ต่อแถวยาวเป็นหางว่าว… จะมีช่วงว่างก็ตอนหน้าหนาวนี่ล่ะ ที่สามารถเดินตรงเข้าไปซื้อได้เลย

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสีสันมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราใกล้ถึงวัดเอนโซจิ วัดชื่อดังของเมืองยาไนสึกันแล้ว และใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณถนนเส้นนี้สวยมาก เมื่อมาผนวกเข้ากับอากาศที่สดใสในช่วงบ่าย ก็ยิ่งสวยมากขึ้นไปอีก…

ต้องยอมรับว่า บรรยากาศภายในเมืองยาไนสึในเวลานี้ ถือว่าสุดยอดมาก มองไปตรงไหนก็สวย… รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่เลือกมาเมืองยาไนสึในวันนี้

เดินมาตามแมพเรื่อย ๆ ก็ถึงที่พักเราแล้ว Tsukimitei Ryokan เรียวกังโลเคชั่น “ปัง” มากที่สุดในย่านนี้…

ก็จะไม่ให้ปังได้ยังไง เพราะพี่แกเล่นตั้งอยู่ตรงโค้งริมแม่น้ำทาดามิเลย โดยที่มีสะพานสวย ๆ เชื่อมอีกฝั่ง พร้อมทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีมาเสริมบรรยากาศอีก… แล้วเชื่อเหอะ ใครที่มาเที่ยวที่เมืองนี้ ร้อยทั้งร้อยจะต้องถ่ายรูปเรียวกังนี้กลับไปทุกคน เอาหัวเป็นประกัน…

ส่วนวิธีการจองนั้น เราจองผ่านทางโทรศัพท์ โดยได้เบอร์มาจากเว็บไซต์ของที่พัก ซึ่งพอโทรไป ปรากฏว่ามีห้องว่างพอดี เราเลยรีบทำการจองแบบไม่ต้องคิดนาน เพราะว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ห้องพักจะเต็มเร็วมาก ๆ

ส่วนราคาจะอยู่ที่ 8,000 เยนต่อคน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคาไม่รวม vat 8%)

Website : http://www.tsukimitei.com/

บรรยากาศภายในห้องพัก ก็เหมือนกับเรียวกังทั่ว ๆ ไป แต่ที่นี่ห้องจะเล็กกว่าหน่อย ไม่มีห้องอาบน้ำ และห้องสุขาภายในห้องพัก

วิวจากห้องพักที่นี่ เป็นสิ่งเราอยากแนะนำเหลือเกิน… เพราะว่าวิวสวยมาก และสามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้จากในห้องเลยนะ เอาแค่นั่งเฉย ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

เมื่อจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเที่ยวเมืองยาไนสึกันต่อ แต่ก่อนที่จะตรงไปวัดเอนโซจิ เราแอบสังเกตุเห็นทางขึ้นเขาบริเวณหลังที่พัก ซึ่งเดาว่าข้างบนน่าจะเป็นสวนอะไรซักอย่าง ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปสำรวจดูหน่อยดีกว่า

ขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นสวนจริง ๆ ด้วย แต่ดูจากสภาพโดยรวมแล้ว น่าจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร… แต่วิวข้างบนก็ดูสวยแปลกตาดีเหมือนกัน เพราะได้เห็นวิวสะพานแดงในอีกมุมหนึ่ง

นอกจากสะพานแล้ว บนสวนนี้ ก็สามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้ในอีกมุมด้วยนะ ถ่ายรูปออกมาก็ดูไม่ซ้ำใครดี… ว่าแล้วก็ลงจากเขาแล้วตรงไปที่วัดเลยดีกว่า

วัดเอนโซจิ (Enzoji) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และเรื่องเล่ากล่าวขานที่มากมาย ถูกก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 807 โดยนักบวชชื่อ Tokuichi Daishi แห่งเมือง Aizu ปัจจุบันมีอายุล่วงเลยมาถึงกว่า 1,300 ปี และเมื่อเทียบขนาดกับวัดอื่นๆแล้ว พื้นที่วัดนี้จัดว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุคุชิมะเลยทีเดียว

ช่วงเวลาทำการ

9:00 ถึง 17:00 (เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ปิดทำการเวลา 16:30, เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปิดทำการเวลา 17:30)

พิกัด : https://goo.gl/maps/fvCTTvTTrgw

รูปนี้ถ่ายตรงสะพานหน้าเรียวกังเลยล่ะ ดีงามพอมั๊ย…

ก่อนที่เข้าไปถึงตัววัด เพื่อซึมซับถึงแก่นแท้ของธรรมะ เราก็ต้องผ่านความยากลำบากกันก่อน…

บันไดทางขึ้นวัด ที่มองเผิน ๆ แล้ว ก็ดูจะไม่ได้สูงอะไร แต่พอเดินขึ้นไปแล้ว ก็แอบหน้ามืดอยู่เหมือนกันนะคุณ…

พอเดินขึ้นมาถึงข้างบน ก็พบว่าคนเยอะมาก ก็วันนี้เป็นวันอาทิตย์นี่เนอะ แถมอากาศก็ดีเหมาะแก่การมาเที่ยวสุด ๆ

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโถงระเบียงของอาคารหลักที่ตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ วัดคิโยมิสุในเกียวโต เดิมทีระเบียงนี้สร้างมาจากไม้ แต่ช่วงหลังได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง และปลอดภัย แต่ส่วนอื่น ๆ ในวัดก็ยังคงไว้เป็นไม้เช่นเดิม

และระเบียงตรงนี้ ก็เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดเช่นกัน การได้มายืนดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็ดูจะโรแมนติคดีไม่หยอกนะ…

เดินเฟี๊ยสที่ลานวัด…

อิจจ…

จะว่าไปวัดนี้มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อยู่เพียบเลย ยังไงก็เตรียมเมม และชาร์จแบตกล้องมาให้พร้อม เพราะว่าได้รัวชัตเตอร์กันมันส์หยดแน่ ๆ

นอกจากวิวระเบียงวัดที่ขายดีแล้ว ทิวใบเมเปิลสีแดงบริเวณข้างวัดก็ขายดีด้วยเช่นกัน… เพราะคนมามุงถ่ายรูปตรงนี้เยอะมาก กว่าจะรอจังหวะให้คนโล่ง ๆ ได้นี่ เล่นเอาสัปหงกไปหลายรอบ…

เราชอบเวลาที่ใบไม้สัมผัสกับแสงแดด เพราะมันช่วยขับสีของใบไม้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น… ดังนั้น สภาพอากาศ จึงถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการชมความงามใบไม้เปลี่ยนสี

หลังจากฟินกับความงามของทิวเมเปิ้ลแดงจนอิ่มแล้ว เราก็ลองไปชมจุดอื่น ๆ ในบริเวณวัดกันบ้าง

ต้นแปะก๊วยบริเวณทางเดินไปลานจอดรถ ที่ใบไม้น่าจะอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว เพราะใบไม้ส่วนใหญ่ร่วงหล่นจากต้นจนแทบโกร๋น แต่ก็ทำให้พื้นกลายเป็นพรมสีเหลืองอร่ามผืนใหญ่แทน…

เราใช้เวลาในการถ่ายรูปตรงนี้อยู่พอสมควร เพราะว่าคนน้อยดี

เดินเที่ยวเพลิน ๆ พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำ จนแสงสวย ๆ หายไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาแค่ 4 โมงเย็นเองนะ

เรามัวแต่สนใจใบไม้ จนลืมทักทายเจ้าถิ่นของที่นี่เลย นั่นก็คือ น้องวัวแดงอะคาเบโกะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังของเมืองไอสึ

ตามตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ในสมัยแรกเริ่มที่มีการก่อสร้างวัดเอนโซจิขึ้นมา ชาวบ้านยาไนสึได้ใช้วัวแดงจำนวนหนึ่ง  เป็นพาหนะเพื่อใช้ในการขนไม้ขึ้นไปบนยอดเขา เรียกว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัดนี้เลยทีเดียว เมื่อวัดได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว วัวเหล่านั้น ก็ไม่ยอมจากวัดไปไหน จนต่อมาวัวเหล่านั้นจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า และถูกขนานนามว่า อะคาเบโกะ Akabeko (Aka หมายถึงสีแดง, Beko หมายถึงวัว)

ต่อมาน้องวัวแดงเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาเป็นของเล่นยอดนิยม โดยมีลักษณะเป็นตุ๊กตากระดาษ(Paper Mache) จุดเด่นอยู่ที่หัวสามารถขยับด๊อกแด๊กไปมาได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคไอสุไปในที่สุด

เรามาเที่ยวที่วัดนี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นบรรยากาศยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าซักที วันก็มีโอกาสได้เห็นแล้ว บรรยากาศมันดีงามมาก แล้วก็หนาวมากด้วยเช่นกัน… #วิ่งเข้าที่พักด้วยความเร็วแสง

เวลาพักเรียวกัง เราจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เวลาทานอาหาร เพราะอยากจะรู้ว่าแต่ละที่ จะทำอะไรมาให้เราทานบ้าง และนี่คือหน้าตามื้อเย็นของเราในวันนี้

ระหว่างที่เราทานอาหารเย็นอยู่ ก็มีพนักงานมาถามเราว่า จะรับเกี๊ยวซ่ามั๊ยคะ..? เราก็ตอบตกลงไป… กลายเป็นว่า สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดสำหรับมื้อนี้ ก็คือเกี๊ยวซ่าจานนี้นี่แหล่ะ…

อรุณสวัสดิ์…

เราตื่นตอนประมาณหกโมงเช้าเห็นจะได้… อากาศกำลังเย็นสบายจนไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลย…

หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งมองวิววัดเอนโซจิที่อยู่ตรงหน้า เพื่อซึมซับบรรยากาศ และบันทึกไว้เป็นความทรงจำที่งดงาม…

เราลงมาที่ห้องอาหารเพื่อจะทานอาหารเช้า แล้วก็พบว่า ห้องอาหารวิวสวยมากค่า… ตอนกลางคืนมันมืด ก็เลยไม่รู้เลยว่า ห้องอาหารที่เรามาใช้วิวมันจะสวยขนาดนี่…

เอ๊ะ..! จะว่าไป นี่คืออาหารเช้ามื้อแรกของทริปเลยนะเนี่ย…

หลังจากที่เติมพลังด้วยอาหารเช้าแบบฟูลคอร์ส ก็ถึงเวลาเช็คเอาต์ออกจากที่พักแล้ว

บรรยากาศเมืองยาไยสึยามเช้าสดชื่นมาก เราชอบที่เมืองนี้มีภูมิทัศน์ที่เอื้อแก่การหามุมถ่ายรูปมาก

ขอถ่ายรูปขวดโค้กรุ่นลิมิเต็ดอิดิทชั่น ลายเมืองไอสึ มาอวดกันซักหน่อย เราไปเจอมาที่ร้านมินิมาร์ท เลยรีบซื้อมาเก็บสะสมซะเลย…

เราขึ้นไปที่วัดเอนโซจิ เพื่อไปเก็บตกบรรยากาศอีกรอบ…

แอคชั่นสุดท้ายก่อนจากลา ถ่ายบริเวณป้ายบอกทางไปวัดเอนโซจิ… #ไปเล่นตรงนู้น…

ในวันนี้ เราจะเดินทางกันไกลหน่อย และต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่สถานี Fukushima นู่นเลย… จะได้เจอความเจริญในตัวเมืองบ้างแล้วเว้ย…

เราเดินมาถึงที่สถานี Aizu Yanaizu ด้วยสภาพเหงื่อท่วมกาย เพราะขากลับเป็นทางลาดชันตลอดเลย ยังไงขากลับควรเผื่อเวลาเพิ่มอีกหน่อยนะ…

#โพสท่ายังไงให้ดูผอม

เราขึ้นรถไฟรอบเวลา 09.35 น. เพื่อไปลงสถานี Aizu Wakamatsu แล้วหลังจากนั้น ก็ต่อรถไฟไปเมืองฟุคุขิมะอีกที

ขบวนรถไฟจากสถานี Aizu Wakamatsu ไปยังสถานี Koriyama คนเยอะมาก เราได้ยืนตลอดสายเลย… แต่อย่างน้อยก็พอมีโชคอยู่บ้าง เพราะเราได้ยืนอยู่ข้างหลังคนขับ เลยได้ยืนดูวิวหน้าขบวนไปจนถึงโคริยามะเลย

เวลาเราจัดทริป เรามักจะใส่ที่พักสไตล์เรียวกังแบบมีออนเซ็นพ่วงเข้าไปในลิสต์ด้วยเสมอ เพราะนอกจากเราจะได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังจะได้มาผ่อนคลาย หลังจากที่ตรากตรำเที่ยวจนร่างกายแทบพัง… ถือว่า เป็นการมาเติมพลัง ให้มีแรงเที่ยวได้ในวันถัดไปนั่นเอง…

และในครั้งนี้ เราเลือกที่จะไปพักที่ ทาคายุ ออนเซ็น (Takayu Onsen) เหตุผลก็เพราะว่า น้ำแร่ของที่นี่ เป็นน้ำแร่ที่มีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมายหลายชนิด และสีของน้ำก็จะเป็นสีขาวขุ่น หรือสีน้ำนม คล้าย ๆ กับที่นิวโตะ ออนเซ็น (Nyuto Onsen) จังหวัดอาคิตะนั่นเอง

การเดินทาง

จาก Fukushima Station(West Exit) มีรถบัสให้บริการ 3-5 รอบต่อวัน ที่ป้ายหมายเลข 8 ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที ค่าโดยสาร 820 เยน

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่จองที่พักที่ทาคายุ ออนเซ็น ก็จะมีบริการรถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารฟรี โดยขึ้นที่ป้ายหมายเลข 8 เช่นเดียวกัน ส่วนเงื่อนไข หรือเวลาบริการ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายที่พักนั้น  ๆ จึงควรติดต่อสอบถามที่พักเพื่อความแน่ใจอีกที

เราเดินทางมาถึงสถานีฟุคุชิมะ แล้วออกจากสถานีที่ประตู West Exit เมื่อออกมาก็จะเจอเข้าอนุสาวรีย์ที่รูปร่างแบบนี้ ให้กวาดตามองไปบริเวณทางขวามือ ก็จะเจอกับป้ายจอดรถ ที่มีรถบัสจอดรออยู่มากมาย

เรารีบเดินไปที่ป้ายหมายเลข 8 ทันที ก็พบกับรถรับ-ส่งของโรงแรมจอดที่จอดรอเราอยู่แล้ว จุดสังเกตุว่ารถบัสคันไหน เป็นรถบัสของทางโรงแรมก็คือ ป้ายโลโก้ที่ติดอยู่ข้างตัวรถ

โดยในครั้งนี้เราพักที่ Kagetsu Highland Hotel 

ที่นี่มีรถรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟฟุคุชิมิ สามารถรอขึ้นรถของทางโรงแรมได้ที่ป้ายรถเมล์หมายเลย 8-9 โดยจะมีรอบเวลาดังนี้

จากสถานีฟุคุชิมะ ไป Kagetsu Highland Hotel

15.00 น. ถึงโรงแรมเวลา 15.30 น.

จาก Kagetsu Highland Hotel ไป สถานีฟุคุชิมะ

10.30 น. ถึงสถานีฟุคุชิมะ 11.00 น.

*หมายเหตุ : ต้องทำการสำรองที่นั่งกับทางโรงแรมล่วงหน้า

เมื่อถึงเวลา รถบัสก็ออกตัวมุ่งหน้าสู่ ทาคายุ ออนเซ็น วิวรอบข้างสวยดี ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีกันอย่างไม่มีใครยอมใครจริง ๆ

แม้ถึงตอนนี้จะเข้าสู่วันที่ 6 ของทริปนี้แล้ว เราก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอกับใบไม้เปลี่ยนสี ราวกับเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก

ก่อนที่จะไปทาคายุ ออนเซ็น เราก็มาทำความรู้จักออนเซ็นแห่งนี้กันซักหน่อยดีกว่า

ทาคายุ ออนเซ็น (Takayu Onsen) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดฟุคุชิมะ ในช่วงกลางของภูเขาอาซูมะ (Azuma Mountain) ใกล้กับทางเข้าถนน Azuma Bandai Skyline ซึ่งห่างจากตัวเมืองฟุคุชิมะประมาณ 14 กิโลเมตร

เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ในช่วงสมัย Sengoku มีเรียวกังที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง ปัจจุบันมีเรียวกังเปิดให้บริการประมาณ 12 แห่ง บางแห่งเปิดให้ใช้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการเพียงมาแช่น้ำแร่เท่านั้นด้วย รวมถึงมีห้องอาบน้ำสาธารณะ และบ่อแช่เท้าสาธารณะกลางแจ้งที่เปิดให้บริการฟรีตั้งอยู่กลางเมือง

โดยเราเลือกพักที่ Takayu Onsen Kagetsu Highland Hotel เพราะว่ามีห้องว่าง ราคาโอเค แถมยังจองผ่านเว็บ Agoda ได้

พิกัด : https://goo.gl/maps/cXciYiFHVeP2

Kagetsu Highland Hotel ที่นี่ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นโรงแรมขนาดค่อนข้างใหญ่ มีห้องพักทั้งหมด 69 ห้อง ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง ที่เชื่อมต่อกัน โดยแบ่งเป็น อาคารหลัก 5 ชั้น มีห้องพัก 33 ห้อง เป็นห้องพักที่มีห้องสุขาภายใน และอาคารหลังใหม่ 6 ชั้น มีห้องพัก 36 ห้อง ในสไตล์ญี่ปุ่นที่มีห้องอาบน้ำและห้องสุขาภายใน

ราคาห้องมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทห้องพัก และจำนวนมื้ออาหาร ซึ่งห้องพักแบบที่จองราคา 13,500 เยน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว)

Website : http://kagetsu.net/sp/

เมื่อมาถึงแล้ว เรากะทำเรื่องเช็คอิน และจะมีพนักงานนำเรามาส่งถึงห้องพัก พร้อมอธิบายรายละเอียดให้เป็นอย่างดี แม้จะต้องสื่อสารกันด้วย google translate

พอเปิดประตูมา เราก็เจอเข้ากับกระเป๋าเดินทางที่ใช้บริการขนส่งแมวดำ จัดวางอยู่ภายในห้องพักอย่างเรียบร้อย

นี่ถ้าไม่เห็น เราก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย…

ห้องพักมีขนาดกว้างมาก สามารถกระโดดตีลังการาวดอฟได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังดูสะอาดสะอ้าน เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ระบบฮีตเตอร์ที่เราโหยหาก็มี…

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่โรงแรมนี้มักจะนำมาโฆษณาอยู่บ่อย ๆ ก็คือ วิวจากระเบียง ที่มองเห็นตัวเมืองฟุคุชิมะได้กว้างไกลเกือบทั้งเมือง…

ส่วนห้องน้ำที่นี่ เป็นสิ่งที่เราปลาบปลื้มเป็นที่สุด เพราะว่าห้องใหญ่มาก แถมแยกส่วนกันชัดเจน… อ่างล้างหน้าก็มีถึงสองอัน… ซึ่งอันนึงมีไว้ใช้ ส่วนอีกอันนึงมีไว้โชว์…

เปิดตู้เสื้อผ้า ก็จะเจอชุดยูกาตะ พร้อมเสื้อคลุมจัดเตรียมไว้อย่างดี… ได้เวลาแปลงร่างแล้วซิ…

นั่งชิลล์ชมวิว ก็ดูเข้าที

หรือจะตั้งวงป๊อกเด้ง ก็ไม่อั้นจำนวนขา… #ขอจองขาบ๊วย

ถ่ายรูปกันพอเป็นกระษัย แล้วก็ได้เวลาที่เรารอคอย นั่นก็คือเวลาดินเนอร์นั่นเอง

โดยอาหารค่ำแบบไคเซกิของที่นี่ จะจัดเตรียมไว้ แยกห้องสำหรับผู้เข้าพักแต่ละกลุ่ม เป็นส่วนตัวมาก ๆ อาหารโดยรวมอร่อย ชูรสชาติของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน และมีความพิถีพิถันในการจัดจานมาเป็นอย่างดี จนเชฟป้อมต้องกดคะแนนให้…

ซาชิมิสด ๆ

ชิ้นเล็กชิ้นน้อย น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม

ปลาย่างที่อร่อยยันก้าง…

กุ้งอบชีส ตัวใหญ่บิ๊กเบิ้มมาก…

อันนี้ออกแนวขนมหวาน รูปร่างคล้ายดอกไม้เล็ก ๆ ที่ดูก็รู้เลยว่าผ่านการประดิษฐ์มาอย่างดี… จนเราแทบไม่กล้ากินเลยทีเดียว

ของหวานเด็ดมาก ครีเอทสุด ๆ ใช้อามะสาเกมาทำเป็นพุดดิ้ง ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว รสหวาน ทานคู่กับองุ่นที่มีรสเปรี้ยว เป็นการคอมบิเนชั่นกันแบบลงตัวสุด ๆ จานนี้ให้ 10 กะโหลก

ฟินกับอาหารเย็นกันไปแล้ว ก็ได้เวลามาฟินกับออนเซ็นกันต่อ

ที่นี่จะแบ่งแยกออนเซ็น  โดยมีจะทั้งแบบ indoor และ outdoor สำหรับผู้ชาย และผู้หญิง รวมทั้งหมด 4 ห้อง รวมถึงมีไพรเวทออนเซ็นอีก 2 ห้อง

และที่นี่ ไม่เปิดบริการให้แช่ออนเซ็น สำหรับผู้ที่ไม่เข้าพักนะ…

พอกลับมาถึงห้องพัก ที่นอนก็ถูกปูไว้ให้อย่างเรียบร้อย ฟูกหนานุ่ม เพียงแค่ล้มตัวลงนอน ก็แทบจะชัตดาวน์ตัวเองลงในทันที

ส่งท้ายค่ำคืนนี้ด้วยวิวเมืองฟุคุชิมะที่สว่างไสวในยามค่ำคืน คืนนี้อากาศเย็นสบาย ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ สามารถมานั่งจิบเบียร์ริมระเบียงได้อย่างสบายอารมณ์…

เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จนมารู้สึกตัวก็ตอนที่แสงแดดยามเช้าเล็ดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา… โอ๊ย… ยังไม่อยากลุกจากที่นอนดูดวิญญาณเลยจ้า…

เดินสะลึมสะลือมาจิบชาร้อน ๆ ยามเช้า ก็พอจะทำให้ตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง…

แต่สิ่งที่ทำให้หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ก็ดูเหมือนจะเป็นวิวข้างนอกระเบียงนี่แหล่ะ… และที่เห็นอยู่นี่ไม่ใช่ไฟป่านะ หมอกทั้งนั้น…

เช้านี้เราทำการจองบ่อออนเซ็นแบบส่วนตัวไว้ จะสวยฟินแค่ไหน เดี๋ยวเราจะพาไปดูกัน

นอกเหนือจากออนเซ็นหลัก 4 บ่อ แยกชายหญิงแล้ว ที่นี่ยังมีห้อง Private Onsen อยู่อีก 2 ห้อง ตั้งอยู่ติดกัน แต่รูปแบบของบ่อแช่ และวิวจะต่างกันเล็กน้อย  ซึ่งต้องทำการจองช่วงเวลาในการใช้งานกับพนักงานที่ Lobby โดยมีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 1,500 เยน (+ vat 8%) สามารถใช้บริการได้ 50 นาที หลังจากทำการจองแล้ว พนักงานจะนำเราไปยังห้องออนเซ็นส่วนตัวนี้ และมอบกุญแจสำหรับล็อกให้เรา

ห้องออนเซ็นส่วนตัวที่นี่จะเป็นแบบกึ่งกลางแจ้ง โดยที่ภายในจะมีพื้นที่ส่วนแห้ง ไว้สำหรับแต่งตัว เปิดประตูออกไปก็จะเป็นบ่อออนเซ็น ที่เปิดโล่งด้านหน้า สามารถมองเห็นวิวธรรมชาติ สัมผัสบรรยากาศภายนอกกันได้แบบฟิน ๆ โดยจะมีพื้นที่อาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนลงแช่อยู่ด้วยกัน 2 จุด

โดยส่วนตัวแล้ว เราว่าออนเซ็นห้องนี้ จะสวยกว่าอีกห้องหนึ่ง เพราะว่าบ่อใหญ่กว่า และสามารถชมวิวด้านข้างได้ด้วย แต่เราไม่ได้ใช้บริการห้องนี้นะ เพราะมีคนจองอยู่ก่อนแล้ว เราเลยขออนุญาตพนักงานเพื่อเข้ามาถ่ายรูป ก่อนที่ผู้จองจะเข้ามาใช้บริการ

ส่วนห้องนี้ คือห้องที่เราทำการจองไว้ จุดเด่นของห้องนี้ก็คือ บ่อออนเซ็นที่มีลักษณะคล้ายรูปแว่นตา…

ความพิเศษของน้ำแร่ที่นี่ นอกจากจะมีความเป็นกรดสูงกว่าของที่อื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วย “ไฮโดรเจนซัลไฟด์” ที่มีผลทำให้สีของน้ำแร่มีสีฟ้าอ่อน ๆ มีความขุ่น คล้ายสีของน้ำนม และมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นของไข่เน่า ซึ่งข้อดีของน้ำแร่ที่นี่คือ ช่วยกระตุ้นในเรื่องของการไหลเวียนของเลือดได้ดี ส่งผลดีต่อระบบประสาท อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิว และช่วยสมานแผลได้ดีอีกด้วย  และเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำแร่ไว้ให้มากที่สุด เรียวกังส่วนใหญ่จึงไม่มีการดัดแปลง หรือใส่ส่วนผสมอื่นใดลงไปในน้ำแร่ที่ดึงมาใช้จากแหล่งต้นกำเนิด

ข้อดีของบ่อออนเซ็นแบบส่วนตัวก็คือ เราสามารถถ่ายรูปได้เต็มที่ โดยที่ไม่รบกวนคนอื่น

หลังจากที่ตรากตรำเดินทางมาหลายวัน จนร่างแทบจะพังอยู่แล้ว… ก็ปล่อยให้ออนเซ็น มาทำหน้าที่เยียวยาร่างกายให้กลับมามีกำลังวังชาเหมือนเดิม…

แช่ออนเซ็นจนสบายเนื้อสบายตัวแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเช้า ซึ่งจัดไว้แบบแยกห้องสำหรับแขกแต่ละกลุ่มแบบอาหารค่ำเลย เป็นส่วนตัวดีมาก เห็นน้อย ๆแบบนี้ อิ่มแบบเกือบจุกอยู่นะ เค้าจะเตรียมโถข้าว และน้ำเปล่าไว้อยู่มุมห้อง ให้เราตักเติมเองกันจนพอใจ

ภายในโรงแรมจะมีร้านค้าของที่ระลึก ขนมของฝากให้เลือกสรรมากมาย

ช้อปปิ้งเสร็จแล้วก็รีบขึ้นไปแต่งตัว เก็บสัมภาระพร้อมลงมาเช็คเอ้าท์ รอเวลารอบรถที่จะไปส่งเรายังสถานีรถไฟฟุคุชิมะ

สำหรับรอบเวลาเช็คเอ้าท์ของที่นี่คือเวลา 10.00 น. ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้ากว่าหลาย ๆ โรงแรม แต่ข้อดีก็คือ เราสามารถนอนตื่นสายได้อีกนิดหน่อย

ส่วนรถบัสขากลับนั้นจะเป็นเวลา 10.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เราค่อนข้างลุ้นพอสมควร เพราะว่าเรามีโปรแกรมที่จะไปต่อจากนี้…

ตอนขึ้นรถกลับ กลุ่มพนักงานหลากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้จัดการ ยันแม่ครัว จะมารอส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับโบกมือร่ำลากันจนรถขับออกจากตัวโรงแรมไปจนลับสายตากันเลยทีเดียว น่ารักอบอุ่นมาก ๆ

และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของทริป… เป็นโค้งสุดท้าย ที่แผนการทุกอย่างที่วางไว้ ดูผิดเพี้ยนไปซะหมด…

เหตุเพราะว่า เรากลับมาจากทาคายุ ออนเซ็น ช้าไป ทำให้ไม่ทันรอบรถบัสเวลา 11.00 น. ที่จะไป Azuma Sports Park ส่วนรอบถัดไปก็คือเวลา 13.25 น.

จริง ๆ เรื่องนี้จะไม่ยุ่งยากเลย ถ้ารถขากลับ ไม่ใช่รอบเวลา 17.15 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ค่ำเกินไปสำหรับเรา กลัวว่าจะไปสนามบินไม่ทัน… แถมช่วงนี้ฟ้าก็มืดเร็วเหลือเกิน…

หรือว่าจะเท ไม่ไปดี… เรานึกในใจ

แต่ด้วยความดื้อของตัวเอง คิดว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ไปให้สุดจนหยดสุดท้ายเลยละกัน…

วิธีเดินทางไป Azuma Sports Park

จากสถานี Fukushima ให้ออกทางออก East Exit ขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 7 ไปลงที่ Azuma Sport Park ป้าย Azumasogotaiikukanใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที (ค่าโดยสาร 630 เยนต่อเที่ยว)

รอบเวลารถบัสไป-กลับ Azuma Sports Park วันธรรมดา

จาก Fukushima Station ไป Azuma Sport Park

11:00 น. / 13:25 น. / 16:20 น. / 17:45 น. / 19:10 น.

จาก Azuma Sport Park ไป Fukushima Station

7:17 น. / 8:08 น. / 11:53 น. / 14:20 น. / 17:15 น. / 18:43 น.

รอบเวลารถบัสไป-กลับ Azuma Sports Park วันเสาร์-อาทิตย์

จาก Fukushima Station ไป Azuma Sport Park

07:15 น. / 8:15 น. / 9:45 น. / 11:00 น. / 12:40 น. / 14:10 น. / 16:20 น. / 17:45 น. / 19:05 น.

จาก Azuma Sport Park ไป Fukushima Station

8:08 น. / 10:39 น. / 11:59 น. / 13:34 น. / 15:09 น. / 16:34 น. / 17:15 น. / 18:43 น.

พิกัด : https://goo.gl/maps/fYoYVEb2CST2

หลังจากที่ลงรถ เราก็พบว่า ถ้าจะไปที่ถนนแปะก๊วย ก็ต้องเดินผ่านสวนไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรแน่ะ

แต่ไม่เป็นไร เพราะสวนที่นี่สวยดี ทำให้การเดินไม่ได้น่าเบื่อเลยซักนิด

Azuma Sports Park สนามกีฬาของจังหวัดฟุคุชิมะ ที่นอกจากจะเป็นสถานที่ออกกำลังกายแล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ใบไม้ต่างพากันเปลี่ยนสีไปทั่วทั้งสวน เป็นอะไรที่สวยงามมาก ราวกับภาพวาดของโมเน่ต์ยังไงอย่างงั้น

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ที่กว้างใหญ่มาก แถมยังมีสนามกีฬาอยู่มากมายหลายประเภท ทั้งเบสบอล, ฟุตบอล, ยิมนาสติก, เทนนิส หรือแม้กระทั่งสนามเด็กเล่นสำหรับเด็ก

แต่เราไม่ได้สนที่จะออกกำลังกายหรอกนะ เราสนสีสันของต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นแปะก๊วยกว่า 100 ต้น ที่ตั้งเรียงรายอยู่ใจกลางสวน ที่กำลังฉายแสงจนแสบตา… ถือว่าเป็นพระเอกของงานนี้

พิกัด : https://goo.gl/maps/Zz2yR2tM2yu

เราสังเกตุว่า ต้นแปะก๊วยที่นี่ต้นไม่ใหญ่มาก อาจจะเพราะว่าเพิ่งปลูกมาได้ไม่นาน เพราะว่าสนามกีฬาแห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อปี 1995 นี่เอง แต่ก็ทำให้เราอดจินตนาการไปอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ได้ว่า ที่นี่จะต้องสวยงามมากกว่านี้อีกหลายเท่าอย่างแน่นอน

แต่ถึงจะต้นแค่นี้ แต่ความสวยก็จัดเต็มนะ แม้ว่าหลายต้นใบไม้จะร่วงไปแล้วบ้าง แต่เรากลับคิดว่า ต้นแปะก๊วย มันสวยที่สุดก็ตอนร่วงนี่แหล่ะ

ถนนต้นแปะก๊วยจะมีทั้งหมดสองฝั่ง โดยที่มีถนนตัดผ่านตรงกลางระหว่างสองฝั่งเลย

เราสามารถขึ้นบันไดมาบนถนน แล้วถ่ายรูปจากมุมสูงได้ด้วย ก็ได้มุมมองที่แปลกตาดีเหมือนกัน

สนามกีฬาอาซูมะ เป็นสถานที่ที่สวยเกินความคาดหมายมากจริง ๆ ถ้าให้จัดอันดับ ก็น่าจะอยู่ลำดับต้น ๆ ของสถานที่ที่เราประทับใจมากที่สุดในทริป จนรู้สึกอยากจะขอบคุณทางจังหวัดฟุคุชิมะเหลือเกิน ที่สร้างสนามกีฬาสวย ๆ แบบนี้ให้ผู้คนได้เข้ามาใช้บริการ

และอีกอย่างที่ต้องขอบคุณก็คือ ความ”ดื้อ”ในตัวเรา ที่ยืนยันจะไปสนามกีฬาแห่งนี้ให้ได้… ไม่งั้นเราคงจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ที่ต้องพลาดสถานที่สวย ๆ อย่างนี้ไปอย่างแน่นอน…

ถ่ายรูปกันจนอิ่มหนำ ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับกันแล้ว อย่างที่บอกไว้ตอนต้น รถบัสสายที่เรานั่งมา รอบรถขากลับไปสถานี Fukushima ในวันธรรมดาก็คือเวลา 5 โมงเย็น ซึ่งก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ช่วงฤดูนี้ฟ้าจะมืดเร็วมาก แค่ 4 โมงเย็น ก็แทบจะมืดสนิทแล้ว ถ้าจะให้เรารอรถบัสตอน 5 โมง ท่ามกลางความมืดมิดในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ก็แลดูจะน่ากลัวเกินไปหน่อย

เราเลยลองค้นหาเส้นทางอื่น ๆ ดู ก็เจอรถบัสสาย Tsuchiyu Line (土湯線) ที่สามารถเดินทางไปที่สถานี Fukushima ได้เหมือนกัน รอบเวลาก็ดี แถมระยะทางเดินไปที่ป้ายรถ ก็พอ ๆ กันกับระยะทางป้ายตอนขามาซะอีก

ซึ่งระยะทางจากถนนแป๊ะก๊วยมาที่ป้ายรถบัส ก็ประมาณ 1.2 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/Wyd5niDegP92

โดยเส้นทางก็คือ ถนนที่ตัดผ่านระหว่างทิวแปะก๊วยนั่นเอง เมื่อขึ้นบันไดจากถนนแปะก๊วยมาที่ถนนแล้ว ก็หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วเดินตรงไปอย่างเดียวเลย

วิวระหว่างทางก็ฟรุ๊งฟริ๊งดี มีทุ่งดอกคอสมอสแปลงเล็ก ๆ ให้ถ่ายรูปเล่นด้วย

เดินมาประมาณ 15 นาทีก็ถึงป้ายแล้ว ป้ายนี้มีชื่อว่า Togenohara เป็นป้ายโดด ๆ ไม่มีหลังคงหลังคาอะไรทั้งนั้น

ตารางรอบเวลาที่รถจะจอดป้าย ทางซ้ายมือคือรอบรถเวลาปกติ ส่วนทางขวาจะเป็นรอบรถช่วงปีใหม่

เรารอขึ้นรถรอบ 16.04 น. ซึ่งระหว่างรอก็แอบลุ้นเหมือนกันว่า ข้อมูลที่ได้มามันจะชัวร์มั๊ย..? ยังไม่ทันได้ลุ้นอะไร รถบัสก็ผ่านมาตรงเวลาเป๊ะ…

ส่วนค่ารถขากลับอยู่ที่ 660 เยน

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็กลับมาถึงสถานีฟุคุชิมะโดยสวัสดิภาพ… จึงถือว่า เป็นการปิดทริปตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีที่ฟุคุชิมะได้อย่างสมบูรณ์แบบ…

ฟุคุชิมะ ยังคงยืนหนึ่งในใจเราเสมอมา

แม้บางสถานที่ มีเพียงต้นแปะก๊วยแค่ต้นเดียว กลับทำให้เรารู้สึกประทับใจได้แบบไม่น่าเชื่อ

บางสถานที่อาจมีเพียงจุดหมายเดียวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราไปเยือน แต่กลับได้ความประทับใจจากหลาย ๆ สิ่ง และหลาย ๆ คน ในระหว่างเส้นทางที่ผ่าน

บางสถานที่อาจยากลำบากในการเดินทาง แต่กลับเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม

มาเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะกัน… จังหวัดที่ใครหลาย ๆ คนต่างขนานนามว่าเป็นจังหวัดอินดี้… แต่ใครจะไปสนกันล่ะ ถ้าจังหวัดอินดี้ มันจะสวยได้ขนาดนี้… จะอินดี้ในอินดี้, อินดี้ซ้ำอินดี้ซ้อน, หรือจะอินดี้อีกกี่อินเซปชั่นก็ยอม…

มาเที่ยวจังหวัดอินดี้ จังหวัดนี้กันนะ…

1 Comment

  1. สวยมากกกกกกกกก
    ขออนุญาตตามรอยในปี2019ค่ะ❤️❤️❤️

Leave a Reply