Charming Vietnam / Hue – Hoi An – Tam Thanh : มนต์เสน่ห์เวียดนามกลาง ย่ำรอยแดนจักรพรรดิ เมืองมรดกโลก และสตรีทอาร์ต

จะว่าไป เราก็ไปเที่ยวเวียดนามบ่อยเหมือนกันนะ…

ซึ่งส่วนใหญ่ เราจะบินไปลงเวียดนามเหนือ(ฮานอย) หรือเวียดนามใต้(โฮจิมินห์) ซะมากกว่า… แต่ยังไม่เคยได้มาสัมผัสเวียดนามกลางจริง ๆ เลยซักที…

แล้วเวียดนามกลางเนี่ย มันมีอะไรให้เที่ยวบ้างล่ะ..?

เวียดนามกลาง มีเมืองมรดกโลกสีเหลืองมัสตาร์ดสุดคลาสสิคอย่าง “ฮอยอัน” …มีดินแดนแห่งจักรพรรดิ และร่องรอยทางประวัติศาสตร์อย่าง “เว้” …มีชายหาดที่เงียบสงบ สวยงาม และคราคร่ำไปด้วยสตรีทอาร์ตสุดชิคอย่าง “หาดตามถั่น”

ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ ก็มากเพียงพอ… ที่ทำให้เรารีบจับจองตั๋ว แล้วบินมาลงเวียดนามกลางอย่างไม่ลังเล…

Get to know about Vietnam

  • ประเทศเวียดนาม ไทม์โซนเดียวกันกับประเทศไทย
  • สกุลเงินจองเวียดนามคือ ด่อง (Dong) โดยอัตราการแลกเงินล่าสุดจะอยู่ที่ประมาณ 724 ดอง ต่อ 1 บาท หรือคิดง่าย ๆ ก็คือ 10,000 ด่อง เท่ากับ 13.8 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนเงินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)
  • ที่เวียดนาม ขับรถชิดเลนขวา
  • เวียดนามกลาง จะมีเพียงสองฤดูเท่านั้น ก็คือฤดูร้อน และฤดูฝน
  • ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฏาคม ส่วนฤดูฝน จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน
  • ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเที่ยวเวียดนามกลางมากที่สุด ก็คือช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม
  • เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรืออยากสอบถามข้อมูล สามารถโทรไปที่สถานเอกอัครราชทูตณกรุงฮานอย (RoyalThaiEmbassy,Hanoi) ได้ที่เบอร์ (844)38235092-4

Plan Trip

ทริปนี้ เราเดินทางกันวันที่ 2-6 มีนาคม 2562 จากที่หาข้อมูลมา เค้าบอกว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เหมาะที่จะมาเที่ยวเวียดนามกลางเป็นที่สุด เพราะว่าฟ้าใส แดดสวย อากาศร้อนกำลังดี (แต่ก็ร้อนอยู่ดี) และไม่มีมรสุม… เมื่อเลือกวันได้แล้ว ก็มาดูรายละเอียดในแต่ละวันกันบ้าง…

  • วันที่ 1 : เดินทางจากสนามบินดอนเมือง สู่สนามบินดานัง (Da Nang International Airport) ขึ้นรถไฟ ไปเว้ (Hue) พักที่เว้ 1 คืน
  • วันที่ 2 : ซื้อทัวร์เที่ยวเมืองเว้ พักที่เว้ 1 คืน
  • วันที่ 3 : นั่งรถไฟจากเว้ ไปลงที่ดานัง แล้วนั่งรถแท็กซี่ไปเที่ยวบานา ฮิลล์ (Bana Hills) ครึ่งวัน แล้วนั่งรถแท็กซี่ไปฮอยอัน (Hoi An) พักที่ฮอยอัน 1 คืน
  • วันที่ 4 : เที่ยวฮอยอันช่วงเช้า นั่งรถแท็กซี่ไปหมู่บ้านชาวประมงตามถั่น (Tam Thanh Mural Village) พักที่หาดตามถั่น 1 คืน
  • วันที่ 5 : เดินทางมาเก็บตกที่ฮอยอันอีกรอบ แล้วขึ้นรถกลับสนามบินดานัง

Application & Website

แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ ที่จำเป็นสำหรับการเที่ยวเวียดนามไม่ให้สะดุดนั้น สำหรับเรา มีสี่เจ้าที่เราใช้บ่อย ๆ ก็คือ

  • Grab แอปเรียกแท็กซี่ในรัศมี เป็นแอปที่จำเป็นอย่างมากในการเดินทาง วิธีใช้ก็เหมือนกับบ้านเราเลย เพียงใส่จุดหมายที่จะไป แล้วกดเรียก แอปนี้จะแสดงราคา และจ่ายตามราคาที่เห็น รับรองว่าไม่มีโกง หรือโก่งราคาแน่นอน
  • Google Map แอปแผนที่ที่หลายคนรู้จักกันดี
  • Translate แอปแปลภาษาจากกูเกิล ที่ช่วยให้เราสื่อสารกับคนเวียดนามได้อย่างไหลลื่น
  • Baolau.Com เว็บไซต์สำหรับจองรถบัส และรถไฟของเวียดนาม เว็บใช้งานง่ายมาก เพียงใส่จุดหมายปลายทางที่เราต้องการไป รอบเวลาทุกอย่างก็จะปรากฏขึ้นมาให้เราเลือกซื้อ หลังจากซื้อแล้ว ทางเว็บจะส่งตั๋วมาให้ทางอีเมล์ เราสามารถโชว์จากมือถือ หรือปริ้นต์มาแสดงต่อพนักงานที่สถานีได้เลย

ทริปนี้เราเตรียมตัว และหาข้อมูลไปน้อยมาก คือเห็นว่ารีวิวส่วนใหญ่ จะใช้บริการแท็กซี่ในการเดินทาง ก็เลยค่อนข้างชะล่าใจ คิดว่าง่าย ๆ แต่เอาเข้าจริง ทริปนี้มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นนะ…

ลองมาดูกันว่า ทริปเวียดนามกลางที่เราคาดหวัง จะสมหวังอย่างที่คาดไว้หรือเปล่า 

เริ่ม..!!

DAY 1

เราออกสตาร์ทการเดินทางทริปเวียดนามกลาง ด้วยสายการบินแอร์ เอเชีย (Air Asia) เดินทางจากสนามบินดอนเมืองเวลา 16.40 น. ไปถึงสนามบินดานังเวลา 18.20 น.

หลังที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกก็คือ การแลกเงิน และซื้อซิมสำหรับใช้อินเตอร์เนตที่เวียดนาม โดยเราซื้อซิมภายในสนามบินดานัง ในราคา 8 เหรียญ

ด้วยความที่ได้ไฟลท์ค่ำ แต่ก็อยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่า โปรแกรมในวันแรก เราจะเดินทางไปเว้เลย ซึ่งรอบรถไฟที่เราจองผ่านเว็บไซต์ baolau.com รอบที่เร็วที่สุด คือรอบ 23.04 น.

เท่ากับว่า เรามีเวลาเดินเที่ยวเมืองดานังอยู่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

จุดหมายแรกของการมาเยือนเวียดนามก็คือ การไปถ่ายรูปที่สะพานมังกร แลนด์มาร์คยอดนิยมของเมืองดานัง เราเรียกแท็กซี่จากสนามบินดานัง ไปสะพานมังกร ผ่านแอป Grab ในราคา 68,000 ด่อง

พิกัด : https://goo.gl/maps/eoZSq3XRU5B2

Dragon Bridge

สะพานมังกร (Dragon Bridge) สะพานข้ามแม่น้ำฮัน (Han River) ที่มีความยาวกว่า 666 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2555 ด้วยงบการก่อสร้างกว่า 88 ล้านเหรียญสหรัฐ

จุดเด่นที่สร้างความน่าสนใจของสะพานนี้ก็คือ มังกรสีเหลืองมัสตาร์ดตัวใหญ่ ที่เลื้อยพาดผ่านอยู่ตรงกลางสะพาน แถมยังมีการเล่นไฟแอลอีดีเปลี่ยนสีไปตลอดทั้งลำตัว

และความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของมังกรตัวนี้ก็คือ การแสดงโชว์พ่นไฟ ในเวลา 21.00 น. ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงวันเทศกาลสำคัญของเวียดนาม

อุ๊ย..! เรามาวันเสาร์พอดีเลย ฟลุ๊คมาก…

ในระหว่างที่รอโชว์อีกประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็ไปกบดานที่ร้านอาหารบริเวณใกล้เคียงก่อน ซึ่งข้าง ๆ กันนั้น กำลังมีการประกวดร้องเพลงของเด็กน้อยกันอยู่… นี่กินข้าวไป ดู “เดอะ ว๊อยซ์ คิดส์” เวียดนามไป ก็เพลินดีเหมือนกัน…

พอใกล้เวลาสามทุ่ม เราก็เคลื่อนย้ายขบวนเพื่อไปเฝ้าดูมังกรพ่นไฟ ตอนนั้นเราสังเกตได้ว่า งานประกวดร้องเพลง “เดอะ ว๊อยซ์ คิดส์” บริเวณข้าง ๆ นั้น ได้หยุดทำการแสดงไปแล้ว ผู้คนก็เริ่มทยอยออกมาจากงานจนบางตา… ไอ้เราก็คิดว่า คงประกวดกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว… ที่ไหนได้…

เค้าออกมาจับจองที่นั่ง เพื่อดูมังกรพ่นไฟกันค่ะคุณขา…

โอ้โห..!! ใครจะไปคาดคิดว่าคนเวียดนามจะรักการดูโชว์มังกรพ่นไฟขนาดนี้ ถึงกับหยุดการประกวดกลางคัน แล้วมานั่งดูโชว์กันอย่างใจจดใจจ่อ ทำให้เราไม่สามารถเบียดเสียดผู้คนเพื่อไปดูใกล้ ๆ ที่บนสะพานได้…

ไม่กี่อึดใจ มังกรก็ได้พ่นไฟออกมา จนสว่างวาบไปทั่วทั้งลาน เรารับรู้ได้ถึงความร้อนของไฟที่แผ่มาได้อย่างชัดเจน ทุกครั้งที่มังกรพ่นไฟออกมา ก็จะมีเสียงเฮขึ้นมาสอดรับเป็นลูกคู่ทุกครั้ง…

หลังจากที่มังกรพ่นไฟไปประมาณสามสี่ครั้ง เราก็นึกว่าการแสดงจบแล้ว แต่เพียงไม่กี่อึดใจ นางก็พ่นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้พ่นไฟนะ…

นางพ่นน้ำจ้า…

น้ำที่นางพ่นมา ทำเอาผู้คนที่รอดูอยู่บนสะพานแตกฮือกัน ราวกับมีใครโยนแมลงสาบเข้าไปตรงกลางวง… กะเอาจากสายตา คาดว่าน่าจะเปียกไปจนถึงกางเกงในเลย… เราเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ โชคดีมาก… ที่ไม่ดั้นด้นเบียดผู้คนเพื่อไปยืนชมอยู่แถวหน้า…

ไม่งั้น อาจจะต้องยืนให้ลมโกรกจนกางเกงในแห้ง… ก็เป็นได้

หลังจากดูโชว์มังกรพ่นไฟอันสุดตลกโปกฮา เราก็เรียกรถแท็กซี่ผ่านแอป Grab เพื่อไปสถานีรถไฟดานัง ในราคา 48,000 ด่อง

พิกัด : https://goo.gl/maps/EgUJXGxWjHA2

เราจองตั๋วรถไฟผ่านเว็บไซต์ baolau.com ล่วงหน้าจากเมืองไทย แต่ด้วยเอ้อระเหย ทำให้เราจองตั๋วรถไฟช้าไป จึงทำให้เหลือแต่ที่นั่งแบบ Hard Seat เท่านั้น…

แต่เอาก็เอาวะ… ทน ๆ เอาหน่อย เพราะระยะทางจากดานัง ไปถึงเว้ ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น…

ก่อนเข้าไปในสถานี จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยสแกนตั๋ว เราก็นำเอกสารการจองให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปนั่งรอในสถานีได้เลย

ภายในสถานี จะมีจอตารางบอกหมายเลขขบวน และเวลาขึ้นรถไฟ โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง โดยรอบรถไฟที่เราจองคือรอบเวลา 23.04 น. และจะถึงสถานีเว้ในเวลา 01.30 น.

เมื่อใกล้เวลาแล้ว จะมีเจ้าหน้ามาเปิดประตู เพื่อให้เราเข้าไปรอที่ชานชาลาได้

พอขึ้นไปบนขบวนแล้ว เราก็เกิดอาการ ”ช๊อค!”

เพราะบนขบวนจะเต็มไปด้วยผู้โดยสารที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตามที่นั่ง หรือแม้กระทั่งตามพื้น…

สภาพของที่นั่ง จะเป็นไม้แข็ง ๆ ตั้งฉากทำมุม 90 องศา ไร้ซึ่งความลาดเอียงใด ๆ ทั้งสิ้น… แรก ๆ นั่งไปก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากแต่อย่างใด แต่พอนั่งไปซักพัก ความปวดเมื่อยต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ แทรกซึมไปทีละเล็กทีละน้อย… จนกลายเป็นความทรมานไปในที่สุด…

แถมบรรยากาศก็ค่อนข้างขมุกขมัว มีกลิ่นอับโชยมาเป็นระยะ บางช่วงแอร์ก็ดับไป มีแต่ความร้อนอบอ้าวเข้ามาแทนที่…

เราหันไปมองเพื่อน เมื่อดูจากสีหน้าแล้ว ความรู้สึกไม่น่าจะต่างกัน ด้วยความที่เราเป็นคนพาเพื่อนสาวมาตกระกำลำบาก ทำให้แอบรู้สึกผิดเล็ก ๆ ก็เลยพูดปลอบใจเพื่อนว่า…

“แก… ก็มโนซะว่า แกคือคุณมินต์ I Roam Alone ที่ออกมาเผชิญความยากลำบากที่ต่างแดนซิ เก๋จะตาย”

เราพูดไป พร้อมกับใส่แอดติจูดของสาวสวยรักการผจญภัยไปเต็มที่… แน่นอนว่าบรรยากาศความสนุกสนาน และเสียงหัวเราะก็เพิ่มขึ้น… แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ตาม… เพราะหลังจากนั้น

เราก็ต้องยอมรับชะตากรรม แล้วนั่งหลังขดหลังแข็งกันต่อไป…

DAY 2

หลังจากที่เข้าคอร์สปรับบุคลิกภาพ เพราะว่านั่งตัวตรงมาตลอดเส้นทาง เราก็มาถึงสถานีรถไฟเว้ ในเวลา 02.15 น.

เลทไปถึง 45 นาที..!

สถานีรถไฟเว้ (ภาพนี้ถ่ายตอนเช้าวันรุ่งขึ้น)

เราเดินหอบสัมภาระอย่างเหน็ดเหนื่อย ราวกับคนอดนอนมาสามวัน ตรงไปที่โรงแรม Hoang Oanh Guesthouse ที่อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเว้เพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น…

Hoang Oanh Guesthouse เป็นเกสต์เฮ้าส์เล็ก ๆ ลักษณะเหมือนตึกแถว เหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะว่าเรามาถึงเว้ในเวลาตีสอง และจะออกจากเว้ในเวลาตีสี่ เลยไม่อยากเลือกที่พักที่ไกลจากสถานีมาก

สภาพโดยรวมของที่พักก็ถือว่าพอนอนได้ เหมาะสมกับราคาที่จ่าย โดยเราจองผ่านเว็บ booking.com เป็นระยะเวลา 2 คืน จำนวน 2 ห้อง ในราคาห้องละ 950 บาท

พิกัด : https://goo.gl/maps/VrRDw7MkL7S2

หลังจากที่นอนหลับเอาแรง เราก็ตื่นมาตอนเช้าเพื่อมาสอบถามเรื่องโปรแกรมทัวร์กับที่พัก โดยที่ทางที่พักเสนอมา จะมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

  • ทางเรือ โดยล่องเรือไปตามแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญของเมืองเว้
  • ทางมอเตอร์ไซค์ โดยจ้างคนขับแล้วเราก็นั่งซ้อนท้ายไป วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยวคนเดียว (ทางที่พักไม่ค่อยแนะนำให้เช่าขับเองซักเท่าไหร่ เพราะการจราจรที่เว้ค่อนข้างพลุกพล่าน และมีคนขับล้มไปหลายรายแล้ว… ถามว่าห่วงคนเหรอ..? เปล่า… นางห่วงมอเตอร์ไซค์)
  • ทางรถยนต์ หรือเหมาแท็กซี่ บรรจุได้ 4 คนต่อคัน

เราตัดสินใจซื้อทัวร์แบบแท็กซี่พร้อมคนขับ ไปส่งสถานที่เที่ยวทั้งหมด 5 สถานที่ ในราคา 750,000 ด่อง ไม่รวมค่าเข้าสถานที่ โดยโปรแกรมจะเริ่มออกสตาร์ทในเวลา 09.00 น.

Hue

ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง เรามาทำความรู้จักกับเว้กันซักเล็กน้อยกันก่อน…

เว้ (Hue) เป็นเมืองเอกของเถื่อเทียน ประเทศเวียดนาม และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหงียนช่วงปี พ.ศ. 2345-2488 มีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเว้ส่วนใหญ่จะเป็นป้อมปราการ พระราชวังหลวง และสุสานจักรพรรดิ

เว้ เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามเวียดนาม เพราะว่าที่ตั้งอยู่ใกล้กับอาณาเขตการปะทะระหว่างเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ส่งผลให้โบราณสถานหลายแห่งถูกทำลายไปอย่างมาก ภายหลังได้รับการบูรณะ จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก Unesco เมื่อปี พ.ศ. 2536

Tomb of Tu Duc

ประเดิมสถานที่เที่ยวแรกของเว้ นั่นก็คือ สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก (Tomb of Tu Duc) สุสานของจักรพรรดิองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์เหงียน ที่ครองราชย์นานที่สุดถึง 40 ปี

เวลาทำการ : 07.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 100,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 20,000 ด่อง
พิกัด : https://goo.gl/maps/YoE8K2LH1zM2

ค่าเข้าโบราณสถานแต่ละที่นั้น ราคาจะตกอยู่ที่ 100,000 ด่อง ยกเว้นที่พระราชวังเว้ ราคาจะอยู่ที่ 150,000 ด่อง ซึ่งถ้าซื้อค่าเข้าแบบเป็นแพคเกจก็จะได้ราคาที่คุ้มกว่า โดยมีให้เลือกอยู่ 2 แบบคือ

3 site Route Package

สถานที่ที่เข้าได้ : Imperial City, Hue – Tomb of Khai Dinh – Tomb of Minh Mang
ราคา : ผู้ใหญ่ 280,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 55,000 ด่อง

4 site Route Package

สถานที่ที่เข้าได้ : Imperial City, Hue – Tomb of Tu Doc – Tomb of Khai Dinh – Tomb of Minh Mang
ราคา : ผู้ใหญ่ 360,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 70,000 ด่อง

ยังไงวางแผนกันก่อนที่จะซื้อตั๋วนะ จะได้ไม่ต้องไปคิดเลขเอาที่หน้างาน นี่แอบมึนไปเล็ก ๆ เพราะว่าเลขศูนย์ของเงินด่องมันเยอะมาก…

จัดการเรื่องตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปชมความงามภายในสุสานกัน

สิ่งแรกที่เดินเข้ามาก็จะเจอเลยก็คือ สระบัวที่ไร้ซึ่งใบบัว โดยมีศาลาตั้งอยู่ริมสระ สามารถนั่งชมวิว และให้อาหารปลาคราฟได้

เอาจริง ๆ เราว่ามันเหมือนสถานที่ตากอากาศมากกว่าสุสานนะ

ที่บอกว่าเหมือนที่พักตากอากาศ ก็น่าจะเป็นเพราะว่า… สุสานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยสร้างเสร็จในขณะที่จักรพรรดิตือดึ๊กยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย… และในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็มักจะมาพักผ่อนที่นี่อยู่เป็นประจำ จึงทำให้บางส่วนของสุสาน ค่อย ๆ กลายสภาพจนเป็นสถานที่พักผ่อนอย่างที่เห็น… กิจกรรมที่ท่านชอบทำก็คือ การนั่งแต่งบทกวี บนศาลาริมสระบัวนั่นเอง…

ส่วนบริเวณตรงกันข้ามกับสระบัว จะเป็นวัด Hoa Khiem Temple ที่พระเจ้าตือดึ๊กทรงเลื่อมใสศรัทธา

สุสานแห่งนี้มีบริเวณอาณาเขตกว้างมาก… และภายในจะมีหลุมศพอยู่หลายแห่ง แต่ว่าไม่มีใครรู้หรอกนะว่าพระศพของจักรพรรดิท่านอยู่ตรงไหน เพราะว่าคนที่ทำพิธีฝังพระศพกว่า 200 คน ได้ถูกสังหารไปจนหมด แต่บางกระแสก็บอกมาว่า คนทำพิธีได้ทำการปลิดชีพตัวเอง เพื่อตามจักรพรรดิไปต่างหาก…

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจริง ไม่จริง… แต่อยากรู้มากกว่าว่า เราจะสามารถไปขอหวยได้ที่ไหนเจ้าค๊ะ…

ส่วนที่เราชอบที่สุด น่าจะเป็นต้นสนที่ปลูกอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ที่นี่ดูร่มรื่น จนอยากจะเอาเสื่อมาปูนอนให้รู้แล้วรู้รอด

เดินมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับ The Pavilion in the wake หรือศาลาสำหรับทำพิธศพ และบวงสรวงดวงวิญญาณ ข้างในมีศิลาจารึกขนาดใหญ่ ที่บรรยายถึงประวัติ และคุณงามความดีต่าง ๆ ของพระเจ้าตือดึ๊ก

ถัดมาอีกหน่อย ก็จะเป็นที่ฝังศพ ซึ่งหลาย ๆ คาดว่าน่าจะเป็นที่ฝังพระศพพระเจ้าตือดึ๊กที่แท้จริง เพราะสังเกตุว่าหลุมนี้ตกแต่งได้สวยงามกว่าที่อื่น แถมไกด์ก็จะชอบพานักท่องเที่ยวมาที่หลุมนี้มากที่สุด

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควร เพราะว่าพื้นที่กว้างใหญ่มาก กว่าจะเดินทั่วก็ทำเอาหน้ามืด

อ้อ… หาทางออกไม่เจอด้วย…

สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก สถานที่แรกของวันนี้ สร้างความประทับใจต่อเรามาก เราชอบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวัด วัง สุสาน หรือแม้กระทั่งป่าสน ทุกอย่างดูลงตัว สวยงาม… จึงทำให้เราอดที่จะคาดหวังในสถานที่ถัดไปไม่ได้จริง ๆ

Tomb of Minh Mang

มาต่อกันที่สุสานที่ 2 ก็คือ สุสานจักรพรรดิมินห์มาง (Tomb of Minh Mang) จักรพรรดิที่เค้าบอกต่อกันมาว่า มีนิสัยแข็งกร้าว และเรืองอำนาจมากที่สุดแห่งราชวงศ์เหงียน

เวลาทำการ : 07.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 100,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 20,000 ด่อง
พิกัด : https://goo.gl/maps/MZHk2ftiQNC2

การออกแบบของสุสานมินห์มาง ได้รับอิทธิพลมาจากจีนอย่างเต็มเหนี่ยว ลักษณะการออกวางแปลนของสุสานจะเป็นในลักษณะสมมาตร เท่ากันทั้งสองด้าน เส้นทางการเดินเที่ยวก็ง่ายดาย เราสามารถเดินเที่ยวเป็นเส้นตรงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงสุสาน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมาทางเดิม

โดยส่วนแรกที่เราจะเห็นก่อนเพื่อนเลยก็คือ บีดิญ (Bi Dinh) อาคารนี้จะมีศิลาจารึกตั้งอยู่ภายในอาคาร บอกเล่าถึงประวัติพระจักรพรรดิมินห์มาง

ถัดมาก็จะเป็น “วิหารซุงอัน” (Sung An Temple) วิหารสำหรับบวงสรวงดวงวิญญาณของจักรพรรดิ

สิ่งที่มหัศจรรย์กว่านั้นก็คือ ที่นี่เค้าสร้างให้ช่องประตูจะตรงกันเกือบตลอดแนว ถ้ายืนถูกตำแหน่งก็จะสามารถมองเห็นสุสานได้จากระยะไกลเลยทีเดียว เก๋สุด…

ถัดมาก็จะเป็นพระตำหนักมินห์ (Minh Pavilion) หรือพระตำหนักแห่งแสงสว่าง (Pavilion Of Light) เป็นพระตำหนักที่ไว้สำหรับให้จักรพรรดิมินห์มาง มาประทับขณะกำลังก่อสร้างสุสาน

เดินมาจนถึงปลายทาง ก็คือพื้นที่สุสานของจักรพรรดิมินห์มาง

ซึ่งจากที่เราหาข้อมูลมา เรื่องเล่าจะคล้าย ๆ กับสุสานพระเจ้าตือดึ๊กเลย ก็คือไม่มีใครทราบว่าหลุมศพที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่…

หลังจากนั้น เราก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อออกจากสุสาน ไปยังสถานที่ถัดไป

เราค่อนข้างเฉย ๆ กับสุสานจักรพรรดิมินห์มาง อาจจะเป็นเพราะมาเที่ยวต่อจากสุสานพระเจ้าตือดึ๊ก ที่สวยงามและร่มรื่นกว่าก็เป็นได้… แต่ถึงอย่างไร สุสานแห่งนี้ ก็เป็นโบราณสถานที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อยู่เยอะมาก…

Tomb of Khai Dinh

มาต่อกันที่ สุสานพระเจ้าไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) จักรพรรดิองค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์เหงียน และสุสานแห่งนี้ จัดว่าเป็นสุสานหลวงแห่งสุดท้ายของเวียดนาม

เวลาทำการ : 07.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 100,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 20,000 ด่อง
พิกัด : https://goo.gl/maps/ZEXLmKiAEC72


สุสานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 11 ปี ลักษณะของสุสานพระเจ้าไคดิงห์นั้น จะสร้างไล่ขึ้นไปตามไหล่เขา เพราะมีความเชื่อว่า ยิ่งสุสานอยู่สูง ก็ยิ่งใกล้สวรรค์…

รูปแบบการก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นงานคอนกรีต และแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ ดูเคร่งขรึมและดุดัน แต่แอบแฝงไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว

ซึ่งลักษณะของสถาปัตยกรรมนี้ จะแตกต่างจากที่สุสานที่อื่นไปพอสมควร เพราะว่าเป็นการผสมผสานศิลปะแบบจีน เวียดนาม และฝรั่งเศส

บริเวณทั้งสองฝั่งนั้น จะมีรูปปั้นหินแกะสลักเป็นรูปข้าราชบริวารต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมของการสร้างสุสานฮ่องเต้ของจีน

การเดินขึ้นบันไดช่วงเวลาบ่ายโมงตรง ช่างเป็นอะไรที่ทรมานยิ่งนัก กว่าจะขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดที่เป็นส่วนของหลุมศพ ก็เล่นเอาลิ้นห้อย…

ภายในห้องเก็บพระศพนั้น ตกแต่งได้สวยงามปะล้ำปะเหลื่อ วิจิตรอลังกาลเว่อร์วัง ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบฝรั่งเศส และเวียดนามเข้าด้วยกัน

ที่สำคัญ มีเก้าอี้ และพัดลมตัวใหญ่ให้นั่งพักเหนื่อยคลายร้อนอีกด้วย… //สูดยาดม

สุสานพระเจ้าไคดิงห์ เป็นสุสานที่เราชอบมากที่สุดของวันนี้ เนื่องด้วยสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนี่เอง ที่ทำให้เราชื่นชอบ และเพลิดเพลินกับการชมในทุก ๆ ขณะที่อยู่ที่นี่

ยกเว้นแสงแดดในยามบ่าย ที่แผดเผาจนแทบจะเป็นเถ้าอยู่แล้ว… //โบกบัวหิมะ

Thien Mu Pagoda

เราเดินทางมาถึง วัดเทียนมู่ (Thien Mu Pagoda) หรือ วัดเทพธิดาราม เพราะมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีผู้คนเคยเห็นเทพธิดามาปรากฏกายที่วัดแห่งนี้ โดยวัดแห่งนี้เป็นวัดของศาสนาพุทธ และมีอายุมากกว่า 400 ปี

ค่าเข้าชม : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/haoHWxYAHLN2

นางเอกของวัดนี้จะตกอยู่ที่ เจดีย์เทียนมู่ เจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น สูง 21 เมตร จัดว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว

เดินเข้ามาภายในวัดเรื่อย เราจะเห็นรถออสตินสีฟ้า เป็นรถที่อดีตเจ้าอาวาสของวัดนี้ ขับไปที่โฮจิมินห์ เพื่อไปประท้วงระบอบคอมมิวนิสต์ โดยการจุดไฟเผาร่างตัวเองจนเสียชีวิต

ที่นี่คนเยอะมาก… ทัวร์ลงกันให้พรึบ… อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ใกล้ ๆ กับพระราชวังเว้ด้วย คนก็เลยแวะมาที่นี่กันเต็มไปหมด

วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม (Perfume River) แม่น้ำสายสำคัญของเว้ มีต้นกำเนิดมาจากต้นน้ำที่มีดอกไม้ป่ากลิ่นหอมเป็นจำนวนมาก

โดยจุดนี้ เป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งด้วย

โดยรวมแล้ว เราก็ชอบวัดเทียนมู่อยู่นะ ถึงแม้ว่าผู้คนจะพลุกพล่านราวกับตลาดสด แต่เจดีย์เทียนมู่ ก็ดูสวยงามแปลกตาดี แถมวิวแม่น้ำหอมก็สวยจัดมากจริง ๆ นี่ถ้ามีเวลามากกว่านี้ อยากจะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกบ้างเหมือนกัน ว่าจะสวยงามสมกับคำร่ำลือรึเปล่า

Imperial City, Hue

เดินทางมายังสถานที่สุดท้ายของวันนี้ นั่นก็คือนครจักรพรรดิ หรือนครต้องห้าม หรือจะเรียกง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ พระราชวังเมืองเว้ (Imperial City, Hue) ที่เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์เหงียนกว่า 13 พระองค์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเว้ ด้วยเนื้อที่กว้างขวางกว่า 5.2 ตารางกิโลเมตร…

เรียกว่าถ้าจะเที่ยวให้ทั่วแบบทุกซอกทุกมุม อาจจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันเลยทีเดียว

เวลาทำการ : 08.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 150,000 ด่อง, เด็กอายุระหว่าง 7-12 ปี 30,000 ด่อง
พิกัด : https://goo.gl/maps/XPYfS8ZYpxG2

บริเวณทางเข้า เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ทั้งสองข้างทาง ให้ความรู้สึกเหมือนสวนสาธารณะซะมากกว่า

ภายในพระราชวังจะมีกำแพงล้อมรอบไว้ถึง 3 ชั้น โดยกำแพงชั้นที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือกำแพงชั้นที่ 1 เพราะว่าเป็นกำแพงส่วนหนึ่งของ ป้อมปราการเมืองหลวงเว้ (Kinh Thah Hue) ป้อมปราการที่ใหญ่ยักษ์จนอ้าปากค้าง ซึ่งกำแพงส่วนนี้ จะโอบล้อมพระราชวังเว้ ด้วยความยาวกว่า 10 กิโลเมตร

อ้อ… และเสาธงที่เห็นอยู่นี่ เค้าว่ากันว่า เป็นเสาธงสูงที่สุดในเวียดนามเลยนะ

นอกจากกำแพงแล้ว ก็ยังสร้างคูน้ำล้อมรอบพระราชวัง เพื่อป้องกันศัตรูอีกชั้นหนึ่งด้วย อลังกาลงานสร้างมาก สัมผัสได้เลยถึงความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิในสมัยนั้น

พระราชวังเมืองเว้ หรือพระราชวังต้องห้าม สร้างโดยเลียนแบบมาจากพระราชวังต้องห้ามของประเทศจีน ในสเกลที่เล็กกว่า โดยใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 27 ปี…

อย่าแปลกใจว่า ทำไมราชวัง หรือสุสานของที่นี่ ถึงมีลักษณะละม้ายคล้ายกับศิลปะของจีนจังเลย นั่นเพราะว่าเมืองเว้ เคยถูกปกครองโดยจีนมากกว่าพันปี จึงทำให้อิทธิพลจากจีน แผ่ปกคลุมไปทุกอณู ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม รวมไปถึง แนวคิด

อาคารส่วนภายใน ที่ตกแต่งด้วยศิลปะแบบจีน ฉาบด้วยสีแดงเลือดนก จัดว่าเป็นภาพจำของพระราชวังเว้… เพราะไม่ว่าใครมา ก็ต้องมาถ่ายรูปตรงนี้กันทั้งนั้น… ยิ่งถ้ามาในช่วงบ่ายแก่ ๆ จะเกิดเป็นเงาพาดผ่านตามประตู ถ่ายรูปออกมา ดูดราม่าดีชะมัด..

บริเวณสนามหญ้าตรงกลางนี้ เมื่อก่อนจะเป็นสิ่งปลูกสร้างอยู่เต็มผืน แต่ว่าได้ถูกทำลายไปในช่วงสงคราม จนไม่เหลืออะไรให้จินตนาการต่อได้เลย

เราชอบการใช้สีของที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณประตู ไม่ว่าจะเป็นประตูวัด, วัง, หรือศาลเจ้า ที่มักจะทาสีเหลืองมัสตาร์ด ตัดกับสีส้ม และฟ้า ดูเก่าแก่ และน่ารักในคราวเดียวกัน

เราปลื้มพระราชวังเว้พอสมควรนะ… ถ้าให้จัดอันดับ ก็ชอบพอ ๆ กับสุสานพระเจ้าตือดึ๊กเลย แต่อาจจะเป็นรองสุสานพระเจ้าไคดิงห์อยู่หน่อย… เราชอบขนาดพื้นที่ของที่นี่ แม้คนจะเยอะ แต่ก็ดูบางตา เพราะความกว้างใหญ่ของวัง… รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ดูขึงขัง ดุดัน แต่มีเสน่ห์ ชวนให้คิดถึงประวัติศาสตร์ในครั้งที่ยังรุ่งเรือง…

จบไปแล้วอย่างสวยงาม สำหรับการล่าท้าแดดเที่ยวเมืองเว้… เมื่อดูจากสภาพแต่ละคนในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เพราะร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ และหน้าแดงแปร๊ด เนื่องจากโดนแดดเป็นเวลานาน… เราเลยตัดสินใจล้มเลิกแผนการเที่ยวถนนคนเดินในยามค่ำคืน แล้วบอกคนขับรถให้พากลับไปส่งที่โรงแรมเลย

อยากอาบน้ำใจจะขาดแล้วค่า…

สรุปแล้ว เราชอบเว้มาก… เรียกว่าหลงรักกันเลยทีเดียว เราอินกับทุกที่ที่ไป แม้แสงแดดจะเป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวไปหน่อยก็ตาม… ดีใจที่ไม่ได้ตัดเว้ออกไปจากโปรแกรม รู้สึกขอบคุณตัวเอง ที่ยอมนั่งรถไฟหลังขดหลังแข็งดั้นด้นมาถึงที่นี่…

และขอฝากบอกถึงหลาย ๆ คน ที่กำลังจะมาเที่ยวดานัง แต่กำลังลังเลว่า “ควรจะไปเว้ดีหรือเปล่า..?”

”ไปเหอะแกร… มันดีมาก”

DAY 3

สวัสดีตอนเช้า ในเวลาตี 4

โปรแกรมในวันนี้ เราจะเดินทางไปบานา ฮิลล์ สถานที่พักตากอากาศยอดฮิตของดานังกัน โดยจะขึ้นรถไฟจากสถานีเว้ในเวลา 4.55 น. ไปลงที่สถานีดานังในเวลา 7.30 น. หลังจากนั้นจึงต่อแท็กซี่ไปลงที่บานา ฮิลล์

ในตอนขากลับนี้ เราจองที่นั่งรถไฟเป็นแบบ Soft Seat ในราคา 125,000 ด่อง ซึ่งแน่นอนว่า นั่งสบายกว่าตอนขามา ที่เป็นที่นั่งแบบ Hard Seat อยู่มากโข… เรียกว่านั่งหลับไปเกือบตลอดทาง ไม่ต้องสวมวิญญาณรายการเถื่อนทราเวลอีกต่อไป

หลังจากที่เดินทางมาถึงดานัง เราก็มองหาร้านอาหารใกล้ ๆ กับสถานี เพื่อเติมพลังกันก่อนที่จะไปเที่ยวบานาฮิลล์ จนมาจบที่ก๋วยเตี๋ยวปูชามนี้ กินคู่กันกับปาท่องโก๋ รสชาดอร่อยแบบแปลก ๆ

Bana Hill

บานา ฮิลล์ (Bana Hill) เมืองเทพนิยายในสายหมอก ที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมความสนุก และความบันเทิงไว้มากมาย ตั้งอยู่บนยอดเขาที่อากาศดีเกือบตลอดทั้งปี อยู่ห่างจากตัวเมืองดานังประมาณ 40 กิโลเมตร

เราเดินทางโดยใช้แอป Grab เรียกแท็กซี่ จากสถานีรถไฟดานัง ไปบานา ฮิลล์ ในราคา 292,000 ด่อง

พิกัด : https://goo.gl/maps/3dfSN3kYjwM2

เราเห็นว่าหลาย ๆ คน ต่างแนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้พักที่บานาฮิลล์เลยซัก 1 คืน เพราะว่าจะได้มีเวลามาถ่ายรูปในจังหวะที่คนน้อย ๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น… แต่เราก็ฝันสลาย เมื่อได้ทำการจองโรงแรม Mercure Danang French Village Bana Hill แล้วค้นพบว่า ไม่มีห้องว่างเลย

พอเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ก็แอบคิดหนัก หรือว่าจะตัดบานาฮิลล์ออกจากโปรแกรมไปเลยดีนะ… แต่ท้ายที่สุด เราก็ขอสวนกระแสความคิดในหัว ด้วยการตัดสินใจไปแบบครึ่งวัน…

ดูซิว่าคนมันจะเยอะแค่ไหนกันเชียว..!

ซึ่งคำตอบ… ก็ตามภาพเลยค่ะ… TT

อัตราค่าบริการที่นี่จะตกอยู่ที่ 700,000 ด่อง ซึ่งจะรวมค่าขึ้นกระเช้า ทั้งไป และกลับ รวมถึงสามารถเล่นเครื่องเล่นข้างบนได้ด้วย

แต่สำหรับคนที่พักที่โรงแรม Mercure Danang French Village Bana Hill อัตราค่าบริการอยู่ที่ 400,000 ด่องเท่านั้น

วิธีการไปถึงยอดเขาบานา ฮิลล์ได้นั้น ต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปอย่างเดียว

ซึ่งกระเช้านี้ เป็นกระเช้ารางเดียวแบบไม่หยุดพักระหว่างทางที่ยาวที่สุดในโลกเลยนะ ด้วยระยะทางกว่า 5,042 เมตร และความสูงถึง 1,291 เมตร

ต้องบอกไว้ก่อนว่า เราเป็นคนกลัวความสูงมาก การนั่งกระเช้าที่มีระยะทางไกลขนาดนี้ จึงเป็นความทรมานบันเทิงเป็นอย่างยิ่ง

จู่ ๆ บทสวดมนต์ทุกบท ก็จำได้ขึ้นใจเฉยเลย…

แล้วก็ไม่ผิดอย่างที่คาด ขึ้นมาแล้วเจอคนเยอะมาก… ประหนึ่งดั่งตลาดนัดรถไฟในเย็นวันศุกร์

อ่ะ..! มาถึงแล้ว ก็ต้องถ่ายรูปลูกโลกยูนิเวอ… อ้อ.. ซันเวิลด์เป็นที่ระลึกซักหน่อย โดยมีผ้าใบ และนั่งร้านก่อสร้างเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม

โชคไม่ดี ที่เรามาเที่ยวในช่วงที่เค้ากำลังปรับปรุงก่อสร้าง ทำให้อาคารถูกคลุมด้วยผ้าใบก่อสร้างจนหายไปกว่าครึ่ง โบสถ์คริสต์ที่ตั้งใจมาถ่ายรูปด้วย ก็ถูกคลุมจนหมดเกลี้ยงไปทั้งหลัง

อ่ะ หันมาอีกด้านก็ได้…

บนนี้ กำลังจะมีสตาร์บัคส์ด้วยนะจ๊ะพี่จ๋า…

บริเวณลานตรงกลาง จะมีการแสดงประกอบเพลง ขบวนพาเหรด และผู้คนที่แต่งตัวเป็นคาแรคเตอร์ต่าง ๆ กันเต็มไปหมด อารมณ์เหมือนมาเดินเที่ยวดิสนีย์แลนด์ยังไงอย่างงั้น

Golden Hand

เหตุผลหลัก ๆ ที่เรามาบานา ฮิลล์ ก็คือ เราอยากจะมาถ่ายรูปกับสะพานมือ (Golden Hand) มาก เคยเห็นจากในรูปแล้วกระตุ้นต่อมเที่ยวอย่างรุนแรง จนอยากที่จะมาเห็นของจริงกับตา… แต่ก่อนที่จะไปสะพานมือ เราต้องนั่งกระเช้าไปต่ออีกนิดนะ…

โอย…ความเสียวที่ยังไม่จบสิ้น

และแล้ว ก็เดินทางมาถึงสะพานมืออันโด่งดังแล้วจ้าคนเยอะมาก… เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะถ่ายรูปออกมา แล้วจะไม่ติดคน…

ฝันร้ายของคนบ้าถ่ายรูปที่แท้ทรู…

เอาจริง ๆ สะพานมือแห่งนี้สวยมากนะ… แต่เนื่องจากเรามาในช่วงเวลาไพร์มไทม์ ช่วงเวลาที่ผู้คนหลั่งไหลมาถ่ายรูปกับสะพานเต็มไปหมด…

หลังจากที่พยายามหามุมถ่ายรูปอยู่นานสองนาน เราก็ยอมจำนนต่อจำนวนผู้คนอันมหาศาล เลยตัดสินใจที่เที่ยวที่มุมอื่นดูบ้างดีกว่า

French Village

ลองเปลี่ยนมาเดินตามโซนอาคารที่ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศสดูบ้าง…

บอกไว้ก่อนว่า รูปเซตนี้ อาจจะมีมุมเสยเยอะหน่อย เพราะว่าถ้าแพนกล้องลงมากว่านี้อีกนิด ก็จะเจอกับมวลมหาประชาชนอีกเป็นโขยง…

อาคารส่วนใหญ่บนบานาฮิลล์ ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส… จนบางทีเดินไปมา ก็ลืมไปเหมือนกันนะว่าเรากำลังอยู่เวียดนาม…

แต่ไม่ใช่ว่า อยู่ ๆ เค้าก็นึกอยากจะสร้างเมืองฝรั่งเศสขึ้นมาเสียดื้อ ๆ นะ เพราะที่บานาฮิลล์เค้ามีสตอรี่มาก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ยอดเขาบานาฮิลล์แห่งนี้ เคยเป็นสถานที่พักตากอากาศของชาวฝรั่งเศสมาก่อน จนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ชาวฝรั่งเศสจึงได้ถอนกำลังกลับประเทศไป และปล่อยให้ที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนมาดูแล…

จนกระทั่งในปี 2009 สถานที่รกร้างแห่งนี้ ก็ได้ถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่เห็น

เราค้นพบว่า คนไทยมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก… เราได้ยินภาษาไทยลอยเข้าหูมาตลอดทุก ๆ ยี่สิบเมตร… บางทีก็มีคนไทยเดินตรงดิ่งเข้ามาถามเราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “สวนสนุกอยู่ตรงไหนคะพี่..?”

พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะลูกขา…

Fantasy Park

นอกจากอาคารภายนอกที่ราวกับยกเมืองฝรั่งเศสมาไว้ทั้งเมืองแล้ว ที่นี่ก็ยังมีสวนสนุกที่ราวกับยกบางส่วนของสวนสยามมาไว้ด้วยอีกเช่นกัน

เครื่องเล่นก็จะมีมากมายหลายชนิด แต่ไม่ค่อยมีโหด ๆ ซักเท่าไหร่… ที่ดัง ๆ ก็คือ Alpine Coaster รถรางขนาดจิ๋ว ที่นั่งได้ 1-2 คน… ซึ่งเราเคยเล่นที่ดาลัดมาแล้ว สนุกเว่อร์…
แต่จำนวนคนต่อคิวนั้น ที่บานาฮิลล์เยอะกว่ามาก… ส่วนสวนสนุกในร่มก็อารมณ์เหมือนเครื่องเล่นในห้างซีคอนสแควร์ และคิวก็ยาวเฟื้อยอีกเช่นกัน

รถบั๊มพ์ก็มีนะจ๊ะพี่จ๋า… นี่ถ้ามีดีเจ พร้อมกับเปิดเพลงกล้วยตานีปลายหวีเหี่ยว น้องคงจะเล่นยันสว่างแน่ ๆ เลยค่ะคุณพี่…

หลังจากที่พยายามหากิจกรรมทำบนบานาฮิลล์ สุดท้าย เราก็ยอมแพ้ต่อคลื่นมหาชน เพราะไม่ว่าจะไปเล่นเครื่องเล่นใด ก็จะเจอกับคิวที่ยาวยิ่งกว่าระยะทางของกระเช้าบานาฮิลล์ซะอีก… เลยตัดสินใจกลับกันเลยดีกว่า

ขานั่งกระเช้ากลับ เราก็ยังรู้สึกกลัวอยู่เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ จู่ ๆ กระเช้าก็หยุดทำงานอย่างกะทันหัน แล้วปล่อยให้เราลอยเท้งเต้งอยู่ท่ามกลางความสูงอยู่อย่างนั้น…

“ชิฮ๋ายแล้ว..!!!”

สติของเราตอนนั้นแทบจะแตกกระเจิง หน้าซีด ปากซีด มือก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด เพราะกลัวกระเช้าจะแกว่ง แต่ไม่วาย ก็ยังมีลมมาช่วยกระพือให้กระเช้าแกว่งไปมาอย่างน่าหวาดเสียวไปอีก…

วิวสวย ๆ ข้างนอกไม่ได้ช่วยอะไรเลย…

ไม่กี่นาทีต่อมา กระเช้าก็กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม เรางี้โล่งอก หายใจหายคอได้เต็มปอดมากขึ้น เป็นสามสี่นาที ที่ยาวนานราวกับสามสี่ปีเลยทีเดียว…

หลังจากที่ลงกระเช้ามาได้อย่างปลอดภัย เพื่อนสาวเราก็พูดถึง และแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์นี้ว่า

“มันก็สนุกดีนะแก..”

สรุปแล้ว เราไม่ประทับใจกับบานา ฮิลล์ ซักเท่าไหร่นัก เพราะจำนวนคนที่มากมายมหาศาล ที่ต่างแย่งกันกินแย่งกันใช้ ประกอบกับอาคารบางส่วนได้ปิดปรับปรุงไปอีก ทำให้ถ่ายรูปไม่ได้ดั่งใจเลย

แต่… ถ้าเราได้ค้างคืนที่นี่ซักคืน อาจจะทำให้เปลี่ยนใจมาชอบก็ได้ เพราะว่าจะได้มีเวลาถ่ายรูปในช่วงเวลาที่คนน้อย ๆ ได้เล่นเครื่องเล่นโดยที่ไม่ต้องต่อคิวนาน ๆ

เอาเป็นว่า ถ้าใครไม่ได้จองโรงแรม แล้วจะตัดโปรแกรมบานา ฮิลล์ออกไป ก็ถือว่าไม่ได้พลาดอะไรไปนะ…

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะเดินทางจากบานา ฮิลล์ แล้วไปต่อที่ฮอยอัน โดยเรียกแท็กซี่จาก Grab ได้ในราคา 580,000 ด่อง

เราให้เแท็กซี่มาส่งที่ Son Trang Hotel Hoi An ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ โดยจองผ่าน Booking.com จำนวน 2 ห้อง เป็นเวลา 1 คืน ในราคา 820 บาท (พัก 2 คน) และ 600 บาท (พัก 1 คน)

พิกัด : https://goo.gl/maps/4Tt2KfMUVGF2

โลเคชั่นโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากเมืองเก่าฮอยอันมากนัก สามารถเดินไปเที่ยวได้สบาย ๆ สภาพโรงแรม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ยังดูใหม่ และสะอาดมาก บรรยากาศก็ตกแต่งได้อย่างสวยงาม พนักงานน่ารัก และเป็นกันเอง ที่สำคัญ มีจักรยานให้บริการฟรีสำหรับแขกที่เข้าพักด้วยนะ

แต่ก็มีข้อหักคะแนนเล็กน้อยตรงที่ไม่มีลิฟต์ เดินขึ้นชั้นสูง ๆ อาจจะมีหอบเล็ก ๆ

อ้อ… ห้องน้ำที่นี่เป็นกระจกใสนะจ๊ะ ถ้ามากับแฟน ก็อาบน้ำไปโพสท่าไป… แต่ถ้ามากับเพื่อนก็ตัวใครตัวมันละกันจ้า…

ล้อเล่นน่ะ เค้ามีม่านปิดอยู่นะ ไม่ต้องห่วง

Hoi An

ฮอยอัน (Hoi An) ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุครุ่งเรืองที่สุดจะอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือว่าอินเดีย

ปัจจุบันนี้ เมืองฮอยอัน ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี 2542 อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ชนิดที่ว่ามีทัวร์มาลงอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว

ถ้าไม่เชื่อดูจากจำนวนคนในภาพได้เลย… จากที่เคยคิดว่าฮอยอัน น่าจะเป็นเมืองที่เงียบ ๆ สงบ ๆ เหมาะแก่การมานั่งอ่านหนังสือชิลล์ ๆ

แต่ความจริงที่ได้เห็น ก็ได้ทำลายจินตนาการของเราไปซะราบคาบ…

ได้ยินมาบ่อย ๆ ว่า ฮอยอันยามเย็นนั้น สวยงามและโรแมนติคมาก ซึ่งเราก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับสิ่งที่ได้ยินมานะ ถึงแม้ว่าผู้คนจะเยอะและดูวุ่นวายไปหน่อยก็ตาม…

แนะนำว่าช่วงเย็น ๆ ซักประมาณ 6 โมง ให้ลองมาเดินเลียบแม่น้ำฝั่งตลาดกลางคืนดู เพราะจะได้เห็นเมืองฮอยอันฝั่งเมืองเก่ายามค่ำคืน ที่โคมไฟแต่ละดวงเริ่มสว่างไสว โดยมีท้องฟ้ายามทไวไลท์สีนวล ๆ เป็นฉากหลัง…

หูย… โรแมนติคจนอยากจะหาสามีซะเดี๋ยวนั้นเลยค่า…

ยิ่งฟ้ามืดลงเท่าไหร่ ความคึกคักของเมืองนี้ ก็ดูจะทวีมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงผู้คนที่หนาตาขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่ต่างจากงานลอยกระทงที่ ม.เกษตร เลย…

ฮอยอันนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งโคมไฟ… เราจะเห็นโคมไฟหลากหลายสีสัน อยู่ตามท้องถนนเต็มไปหมด… ร้านค้าแทบทุกร้าน ต้องนำโคมไฟมาประดับไว้หน้าร้าน ราวกับว่าถ้าใครไม่เอามาแขวน จะต้องถูกผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตยังไงอย่างงั้น…

ฮอยอันฝั่งเกาะ ดูจะคึกคักมากกว่าใครเพื่อน เพราะว่าเต็มไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ รวมถึงตลาดกลางคืนฮอยอัน (Hoi An Night Market)

พิกัด : https://goo.gl/maps/QgoHFJza1Bs

ตลาดกลางคืนที่นี่ ก็ดูจะไม่ต่างจากตลาดนัดบ้านเราเท่าไหร่นัก ภายในจะมีร้านโคมไฟอยู่ประมาณ 6-7 ร้าน ที่ดูจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ เพราะว่ามักจะมีคนมายืนถ่ายรูปบริเวณหน้าร้านกันเต็มไปหมด…

สิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนเลยว่า ร้านโคมไฟที่นี่ เค้าไม่ชอบให้ถ่ายรูป ยิ่งถ้าเป็นรูปแบบติดตัวเองโดยที่มีฉากหลังเป็นโคมไฟด้วยเนี่ยยิ่งห้าม… ถ้าเห็นใครกำลังทำอยู่ เจ้าของร้านนางจะรีบปรี่ตรงมาสะกิดยิก ๆ  พร้อมกับบอกว่า “โน โฟโต้ ๆ” ทันที

ซึ่งมันลามมาถึงร้าน “โรตี” ด้วยค่ะคุณ

ขณะที่เรากำลังเดินอยู่ที่ตลาดเพลิน ๆ เราก็หันไปเห็นร้านโรตี ข้าง ๆ กับร้านขายโคมไฟ เราสะดุดตาเพราะว่านางเขียนป้ายว่า 

“Roti From Thailand”

ไอ้เราก็แบบ “เฮ้ย… จากไทยแลนด์เหรอ ลองไปชิมดูซักหน่อยละกัน”

ก่อนที่จะเดินเข้าไป เราก็ยกกล้องขึ้นมาจะถ่ายร้านโรตี ยังไม่ทันได้กดชัตเตอร์ คนขายโรตีที่เป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ จู่ ๆ ก็ตะโกนเสียงดังออกมาว่า “โน โฟโต้ ๆ” พร้อมกับกำหมัด เดินพุ่งมาหาเรา ด้วยใบหน้าที่พร้อมไฝว้เต็มที่…

ตอนนั้นเราตกใจมาก ระคนกับงุนงงว่า เราทำอะไรผิดไปรึเปล่า… เพื่อนสาวเห็นท่าไม่ดี นางรีบบอกซอรี่ ๆ แล้วรีบจูงมือเราเดินออกมา

“กรี๊ด… อดกินโรตีเลยค่ะ อิผี..!”

เราไม่เข้าใจเหตุผลในการห้ามถ่ายรูปของตลาดแห่งนี้ซักเท่าไหร่ คือร้านโคมไฟมันก็ยังพอเข้าใจได้ว่าอาจจะไปเกะกะ ไปบังหน้าร้านเค้า แต่ร้านโรตีนี่มีเหตุผลกลใดที่ต้องมาห้ามด้วยคะพี่ขา… //นกงงไปหมดแล้วค่ะพี่ตา…

ในเมื่อตลาดกลางคืนฮอยอัน ไม่เป็นมิตรกับเราเท่าไหร่นัก เราก็เลยกลับมาเดินเล่นฝั่งเมืองเก่าดีกว่า… เดินไปเรื่อยเปื่อย เราก็เจอกับร้านขายโคมไฟอีกร้าน ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ อีกทั้งยังดูจะเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวอีกด้วย… เพราะเจ้าของร้านไม่ห้ามการถ่ายรูปใด ๆ เลย

ฮอยอันในวันแรก ยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่า จะชอบดีหรือไม่ชอบดี เพราะถึงแม้ว่าเมืองจะสวย น่ารัก และโรแมนติค… แต่ผู้คนบางส่วนก็ทำเอาเราอกสั่นขวัญแขวนไปไม่น้อย… หวังว่าในวันรุ่งขึ้น เมืองแห่งโคมไฟแห่งนี้ จะทำคะแนนตีตื้นขึ้นมา จนทำให้เราหลงรักได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ…

DAY 4

วันนี้เราตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่าตั้งใจที่จะมาถ่ายรูปเมืองฮอยอันในเวลาเช้าตรู่ ก่อนที่ช่วงสาย จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างเดินขวักไขว่อยู่ทั่วเมือง

เราปั่นจักรยานของทางโรงแรม ตรงเข้าไปในเขตเมืองเก่าของฮอยอัน ในสภาวะที่ไร้ผู้คนจนเราแทบจะไม่เชื่อสายตา

โหว… ถ่ายรูปซิค๊ะ รออัลไล…!!

ร้านค้าส่วนใหญ่ในฮอยอัน ยังไม่เปิดให้บริการกันเลย แถมรถราก็ไม่ค่อยมี ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะเราสามารถถ่ายรูปได้โดยไม่ต้องแย่งใคร แถมโพสท่าได้อย่างไม่เคอะเขิล…

แนะนำเลยว่า เมืองฮอยอันในยามเช้าเนี่ย สงบ สวยงาม และถ่ายรูปได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ในเมื่อตอนนี้ เมืองทั้งเมืองแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง ราวกับฉากเปิดในหนังเรื่อง 28 Days Later ทำให้เรามีเวลาซึมซับบรรยากาศเมืองฮอยอันได้อย่างสุนทรีย์ และมองเห็นสถาปัตยกรรมโดยรวม ที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ผสมญี่ปุ่น ของที่นี่ได้อย่างชัดเจน

Japanese Covered Bridge

สถานที่แรกที่เราเลือกไปก่อนที่คนจะเยอะก็คือ สะพานญี่ปุ่น แลนด์มาร์คสำคัญของฮอยอัน

สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge) หรือสะพานแห่งมิตรไมตรี  สะพานแห่งนี้ ก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 จุดประสงค์ก็คือ เพื่อเชื่อมต่อชุมชนการค้าระหว่างจีน และญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/EeYDLb2yz4q

ที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ ก็เพื่อที่จะมาถ่ายรูปกับสะพานญี่ปุ่นนี่แหล่ะ… คนไม่มีเลยค่ะคุณขา… ถ่ายให้ตายยังไงก็ไม่มีคนมาร่วมเฟรม นิพพานของคนบ้าถ่ายรูปที่แท้ทรู…

Faifo Coffee

มาถึงฮอยอันทั้งที ก็ต้องมา Faifo Coffee ร้านกาแฟชื่อดังของที่นี่ซักหน่อย โดยชื่อร้าน Faifo นี้ เป็นชื่อเก่าของเมืองฮอยอัน ทางร้านเลยนำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อร้าน พร้อมกับตกแต่งให้ได้บรรยากาศเมืองฮอยอันในสมัยก่อน

ช่วงเวลาเปิด : 08.00 – 21.30 น.

พิกัด : https://goo.gl/maps/SmKC6hMwbd32

จุดขายตัวเป้ง ๆ ของร้านกาแฟแห่งนี้ก็คือ ดาดฟ้าของร้าน ที่สามารถขึ้นไปนั่งจิบเครื่องดื่ม พร้อมกับชมวิวเมืองฮอยอันไปด้วย… ซึ่งแน่นอน ถ้ามาในช่วงสายหรือช่วงเย็น บนดาดฟ้าแห่งนี้ จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ที่ต่างมาจับจองที่เพื่อถ่ายรูปลงอินสตาแกรม…

แนะนำว่า ให้มาร้านนี้ตอนเช้า ๆ ซักแปดโมงกำลังดี เพราะว่าแดดกำลังสวย อากาศยังไม่ร้อนมาก และที่สำคัญ บนดาดฟ้าแห่งนี้จะเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น…

Faifo Tea เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ดื่มแล้วสดชื่น ดับร้อนได้ดีทีเดียว

พอเริ่มสาย ๆ ร้านค้าส่วนใหญ่ก็เรื่มทยอยกันเปิดร้าน พร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยว และมอเตอร์ไซค์ ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว…

นอกจากมอเตอร์ไซค์ที่ขวักไขว่ไปมาแล้ว ก็จะมีซิงโคล่ (Cyclo) รถสามล้อรับจ้างของเวียดนามนี่แหล่ะ ที่เยอะไม่แพ้กัน… บางช่วงถึงขั้นเป็นคาราวานซิงโคล่ ขับเรียงแถวกัน ยาวยิ่งกว่าขบวนแห่นากซะอีก…

แต่เราชอบนะ เพราะว่ามันช่วยเสริมบรรยากาศเมืองฮอยอัน ให้ดูมีมนต์เสน่ห์มากขึ้นไปอีก 28.4 เปอร์เซ็น

ฮอยอัน เราจัดว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะได้เหมือนกัน เพราะที่นี่จะอุดมไปด้วยแกลลอรี่งานศิลปะอยู่เป็นจำนวนมาก สำหรับใครที่ต้องการหาแรงบันดาลใจ ฮอยอัน ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะ

“ไปเวียดนามระวังจะได้กินเนื้อหมานะแกร”

ไม่รู้ทำไม ชอบมีคนมากรอกประโยคนี้ใส่หูเราซะเหลือเกิน… อยากจะบอกว่า เนื้อหมาที่เวียดนามใช่ว่าจะหากินได้ง่าย ๆ นะ แถมราคายังแพงซะด้วย ถ้ามีงบกินเฝอแค่มื้อละ 30-40 บาท ก็สบายใจได้ว่า ไม่มีทางจะได้สัมผัสเนื้อหมาแน่ ๆ

อีกอย่าง เท่าที่เราสังเกตเห็น คนเวียดนามส่วนใหญ่รักสัตว์มากนะ เราเห็น “น้องง” เดินเพ่นพ่านในฮอยอันอยู่เต็มไปหมด

Old House of Tan Ky

อีกสถานที่ที่ควรค่าแก่การมาเยือนก็คือ บ้านตระกูลเติ่นกี๋ (Old House of Tan Ky) บ้านโบราณเลขที่ 101 ของคหบดีในสมัยก่อนที่ชื่อว่า ลีเติ่นกี๋

บ้านโบราณหลังนี้ เป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในฮอยอัน มีอายุราวๆ 270 ปี เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันถึง 3 ชาติคือ จีน ญี่ปุ่นและเวียดนาม

พิกัด : https://goo.gl/maps/8b8FZ4m2pVC2

ปัจจุบัน บ้านหลังนี้ไม่มีคนพักอาศัยแล้ว แต่ว่าเปลี่ยนเป็นสถานที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์แทน โดยข้างในตัวบ้าน จะคงความโบราณของข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้ได้เข้าชม

เรื่องประวัติศาสตร์ เราอาจจะไม่ได้สันทัด หรือสนใจเท่าใดนัก เพราะเราสนใจจุดถ่ายรูปบริเวณหลังบ้าน ที่ติดแม่น้ำมากกว่า กับกำแพงสีเหลืองที่ดูเก่าแก่แต่มีมนต์ขลัง… มาค่ะ…

กวาดสายตาไปยังฮอยอันฝั่งเกาะดูบ้าง ตอนกลางวันดูเงียบเหงาผิดกับตอนกลางคืนลิบลับเลย

Cam Pho Temple

หลังจากนั้น เราก็ปั่นจักรยานมาที่วัดประจำเมือง Cam Pho Temple หรือ Cam Pho Communal House วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1817 โดยชุมชนชาวจีนในฮอยอัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/NR95CBD559F2

วัดนี้ สะดุดตาเราด้วยประตูสีเหลืองมัสตาร์ดสุดคิวท์ แต่ว่าภายในวัดนั้นค่อนข้างเล็ก และไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก เดินเข้าไปแล้วก็เดินออกแบบงง ๆ

Phuc Kien Assembly Hall

เรามายังสถานที่ถัดมา ซึ่งก็คือสมาคมฟุกเกี๋ยน (Phuc Kien Assembly Hall) สมาคมจีนที่ยิ่งใหญ่ และเกาแก่ที่สุดในฮอยอัน

สมาคมนี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1792 โดยชาวจีนที่อพยพมาจากฟุกเกี๋ยน ในอดีตถือเป็นจุดศูนย์รวมของพ่อค้าชาวจีนที่อพยพเข้ามาค้าขายในเมืองนี้

พิกัด : https://goo.gl/maps/e3gjaNQUbxH2

ที่นี่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน โดดเด่นด้วยประตูสีชมพูสุดคิวท์ ที่ตั้งตระหง่านมาแต่ไกล… ส่วนข้างในจะมีศาลเจ้าแม่ทับทิม ที่ผู้คนในเมืองนี้ต่างนับถือบูชา

SUNDAY in Hoi An

อีกที่หนึ่ง ที่เราเคยเห็นคนไปถ่ายรูปกันเยอะมาก นั่นก็คือร้าน Sunday in Hoi An กับฉากสีชมพู พร้อมกับข้อความ Hoi An Vibes Only

ในตอนแรก เราเข้าใจว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟ แต่พอไปถึงกลับเป็นร้านขายของกิฟต์ชอป รวมถึงของตกแต่งบ้าน เราก็เลยแอบงงเล็กน้อย เพราะว่าจะตรงดิ่งเข้าไปถ่ายรูปในร้าน แล้วก็เดินออกมาโดยที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือเลย ก็ดูจะใจร้ายไปซักหน่อย…

อ้อ… กลัวแม่ค้าวีนเหมือนที่ตลาดฮอยอันด้วย…

พิกัด : https://goo.gl/maps/K53MYMmR5A32

แต่โชคดีที่เพื่อนสาว ควักเงินแสนซื้อของในร้าน ก็เลยกล้าเข้าไปถ่ายรูปอย่างไม่เคอะเขิล… มาค่ะ…

Mot Hoi An

ร้านอาหาร Mot Hoi An (ไม่รู้ว่าชื่อร้านอ่านออกเสียงยังไง แต่เราขออนุญาติเรียกร้านนี้ว่า ร้านคุณมด ละกัน) ร้านนี้เป็นร้านดังแห่งฮอยอัน ที่ใครก็ต้องแวะมา อย่างน้อยก็ต้องซื้อน้ำดอกบัวมาถ่ายรูปลงอิสตาแกรมชิค ๆ ล่ะน่า…

พิกัด : https://goo.gl/maps/urKhAjF4Sqs

เมนูอาหารร้านคุณมด จะมีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง ด้วยความไม่รู้ก็จิ้ม ๆ เอาในเมนู ก็ได้อาหารออกมาหน้าแบบนี้ ส่วนรสชาดอาหารนั้นอร่อยมาก ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการกินอาหารที่เวียดนาม แนะนำให้เข้าร้านคุณมด

ราคา 40,000 ด่องต่อชาม

มาถึงร้านคุณมดทั้งที จะไม่ลิ้มรสน้ำดอกบัวก็เหมือนกันมาไม่ถึงฮอยอัน…

รสชาดของน้ำดอกบัวนั้น ก็เหมือนกับน้ำสมุนไพร ที่น่าจะมีส่วนผสมของมะนาว ข่า ตะไคร้ และอีกมากมายหลายอย่างที่ลิ้นเราไม่สามารถแยกแยะออกได้… ตอนอากาศร้อน ๆ แบบนี้ ดื่มแล้วก็สดชื่นดีเหมือนกัน…

ราคา 12,000 ด่องต่อแก้ว

“ฮอยอัน ฉันรักเธอ” เป็นชื่อละครที่ทำให้ทุกคนติดปากเวลาพูดถึงฮอยอัน… ซึ่งประโยคนี้ ก็ดูจะอธิบายความรู้สึกของเราได้อย่างชัดเจนที่สุด…

แม้ตอนที่เรามาเจอหน้ากันครั้งแรก เราอาจจะตกใจกับจำนวนผู้คนที่แห่แหนกันมาชมเมืองนี้ราวกับมีการแสดงคอนเสิร์ตของแม่นกน้อย อุไรพร… แต่มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะในยามเช้านั้น ฮอยอันสวย และสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้เรากลับมาหลงรักเมืองสีมัสตาร์ดนี้ ได้อย่างสนิทใจ…

หลังจากนั้น เราก็ต้องบอกลาเมืองฮอยอัน แล้วเดินทางกันต่อไปที่หมู่บ้านชาวประมงตามถั่น (Tam Thanh Mural Village) ที่เมืองตามกี่ (Tam Ky) ซึ่งหมู่บ้านนี้ อยู่ห่างจากเมืองฮอยอันประมาณ 44 กิโลเมตร และไม่มีประจำทางผ่าน จึงทำให้เหลือวิธีการเดินอยู่เพียงไม่กี่วิธีเท่านั้น นั่นก็คือ

  • พาหนะส่วนตัว (รถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์)
  • ใช้บริการแท็กซี่ โดยค่าโดยสารจากเมืองฮอยอัน
  • เช่ารถพร้อมคนขับ (Privete Car) โดยสามารถจองได้ที่โรงแรมที่พัก ซึ่งราคาสามารถต่อรองได้ และอาจจะได้ราคาถูกกว่าแท็กซี่
  • ซื้อทัวร์ Half Day Tour จากเมืองฮอยอัน หรือในเว็บไซต์ Klook.com ก็ได้ (เช็คราคาล่าสุดอยู่ที่ 476 บาทต่อคน)

ส่วนเราใช้วิธีเดินทางโดยรถแท็กซี่จาก Grab ในราคา 570,000 ด่อง

พิกัด : https://goo.gl/maps/j1Fj7pqZ1ZH2

เราให้แท็กซี่มาจอดที่ Annabo Tam Thanh Beach House โรงแรมติดชายหาดตามถั่นที่เงียบสงบ โดยเราจองผ่านเว็บไซต์ Booking.com จำนวน 2 ห้อง เป็นเวลา 1 คืน ในราคา 1,200 บาท (พัก 2 คน) และ 960 บาท (พัก 1 คน) ราคานี้ไม่รวมค่าอาหารเย็นนะ…

พิกัด : https://goo.gl/maps/tSKyWY3ZbHo

พนักงานที่นี่จะมีเพียง 2 คนเท่านั้น ก็คือคุณแม่บ้านที่พ่วงตำแหน่งแม่ครัวมาด้วย และคุณทอมมี่ คนดูแลที่พัก ที่เฟรนด์ลี่ และคุยเก่งมาก…

หลังจากที่ทักทายกัน คุณทอมมี่บอกกับพวกเราว่า พวกเราคือแขกคนไทยกลุ่มแรกตั้งแต่เปิดที่พักมาเลยนะ… แถมยังบอกอีกว่า วันนี้มีเพียงกลุ่มเราเท่านั้นที่เข้ามาพัก… คุณทอมมี่เลยอัพเกรดห้องให้ โดยสามารถเลือกเอาได้เลยว่าอยากจะพักห้องไหน…

เอ๊า… ลุย..!!

เราเลือกห้องพักที่อยู่ชั้น 1 บริเวณกลางบ้าน เพราะว่าห้องกว้าง และบรรยากาศภายในห้องก็เริ่ดเวอร์ ตกแต่งได้ถูกใจคนบ้าถ่ายรูปอย่างเรามาก… เราโดนตกก็เพราะรูปถ่ายในห้องนี้ที่เราเห็นจากเว็บไซต์นี่แหล่ะ

ส่วนเพื่อนอีก 2 คนเลือกห้อง Sea View ที่อยู่ชั้น 2 ห้องนี้มีระเบียงที่สามารถมองเห็นทะเลได้ แถมยังมีบันไดสำหรับขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าได้อีกต่างหาก…

บรรยากาศโดยรอบของที่พัก ตกแต่งได้ฟีลลิ่งทะเล๊ทะเลสุด ๆ

จุดเด่นของที่พักนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถเดินไปชายหาดตามถั่นได้ เพียงแค่เดินไปที่หลังบ้านเท่านั้น

หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ทะเลเวียดนามหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ..? ในวันนี้เราก็ได้คำตอบแล้ว…

ชายหาดที่นี่ สวยกว่าที่คาดไว้เยอะมาก หาดทรายขาวเนียนละเอียดกว่าที่คิด และดูสะอาดสะอ้าน เห็นแล้วก็อยากจะไปเปลี่ยนชุด แล้ววิ่งแจ้นลงไปเล่นน้ำทะเลให้รู้แล้วรู้รอด…

Tam Thanh Mural Village

หลายคนอาจจะสงสัย ว่าที่หมู่บ้านประมงนี้มันมีอะไร ทำไมเราต้องถ่อมาถึงนี่ด้วย งั้นเราไปทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า

หมู่บ้านชาวประมงตามถั่น (Tam Thanh Mural Village) ตั้งอยู่ที่เมืองตามกี่ (Tam Ky) จังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) ประเทศเวียดนาม โดยอยู่ห่างจากเมืองฮอยอันเพียงแค่ 44 กิโลเมตร… เดิมทีแล้ว ที่นี่ก็เป็นเหมือนหมู่บ้านปกติทั่วไป ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และประกอบอาชีพประมงในการเลี้ยงชีพ…

จนเมื่อปี 2560 ทางจังหวัดกว๋างนาม และกลุ่มศิลปินเกาหลีใต้ ได้ร่วมมือกันจัดทำโปรเจคที่ชื่อว่า “Art For a Better Community” เพื่อพลิกฟื้นสภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้นของคนในหมู่บ้าน โดยใช้งานศิลปะสตรีทอาร์ตเป็นตัวชูโรง จุดประสงค์หลักของโปรเจคนี้ก็คือ ต้องการให้ที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน…

ซึ่งโปรเจคนี้ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก มีศิลปินจากเวียดนาม และเกาหลี ร่วมแรงร่วมใจมาช่วยกันบรรจงตวัดฝีมือ และฝีแปรงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ตกันอย่างคับคั่ง ส่งผลให้บ้านสีมอ ๆ จำนวนกว่า 100 หลังคาเรือน กลายสภาพเป็นบ้านสีลูกกวาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้เป็นคนที่คลั่งไคล้อะไรกับสตรีทอาร์ตนัก ที่มาที่นี่ ก็เพียงแค่อยากจะมาเดินชิลล์ ๆ ริมทะเล มาพักผ่อนร่างกาย หลังจากที่ตระเวนเที่ยวเวียดนามมาอย่างตรากตรำ เท่านั้นเอง…

แต่กลายเป็นว่า เรากลับชอบที่นี่มากที่สุดไปซะอย่างงั้น…

เราสังเกตว่า ที่หมู่บ้านนี้มีร้านขายของชำอยู่เพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น และส่วนใหญ่แทบจะไม่มีของให้จับจ่ายมากนัก ดังนั้น ถ้าจะมาพัก ควรเตรียมเสบียง(จำพวกเบียร์ หรือน้ำอัดลม)มาให้พร้อม

สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกแบบเล็ก ๆ ก็คือ เราจะไม่รู้เลยว่า ตรงไหนบ้างที่มีภาพสตรีทอาร์ตซ่อนอยู่… พอเจอภาพปุ๊บ ก็รีบตะโกนบอกเพื่อนให้มาถ่ายรูปกันปั๊บ… ราวกับเล่นเกมส์หาสมบัติยังไงอย่างงั้น…

น้องง… ?

สตรีทอาร์ตของหมู่บ้านนี้ อาจจะไม่ฮิปเหมือนปีนัง หรือโคตรคูลแบบฮ่องกง แต่จะมีความโลคัลแบบบ้าน ๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว… ซึ่งเราชอบมาก เพราะมันดูเข้ากันกับบรรยากาศของหมู่บ้านชายทะเลได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางภาพอาจจะได้รับอิทธิพลจากเกาหลีมากไปหน่อยก็ตาม…

ก็แหงล่ะ เป็นโครงการร่วมกับเกาหลีนี่เนอะ…

พอแดดร่มลมตก เราก็ชวนเพื่อนไปเดินเล่นที่ชายหาดตามถั่นกัน

บรรยากาศยามเย็นที่นี่เป็นอะไรที่เราไม่ได้คาดหวังมาก่อน เพราะนอกจากอากาศจะดีแล้ว เรายังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่กำลังสาละวนกับการหาปลาในอวนแห บนเรือประมงรูปร่าง และสีสันที่แปลกตา

เราสามารถขึ้นไปถ่ายรูปบนเรือได้ด้วยนะ แต่ว่าอาจจะต้องขออนุญาตกับเค้าก่อนนิดนึงเนอะ จริง ๆ แล้วเค้าก็ไม่ได้หวงอะไรหรอก แต่ว่าขอไว้หน่อยจะดีกว่า…

นอกจากจะเพลิดเพลินกับการดูวิถีชีวิตของชาวประมงแล้ว เรายังบันเทิงกับ “น้องง” หมาทะเลที่หาดนี้ด้วย

น้องง แต่ละตัววิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เดี๋ยววิ่งลงทะเลบ้าง ขึ้นมาคลุกทรายบ้าง วิ่งเล่นไล่ตามเด็กเป็นฝูงบ้าง…

โอย… อิจฉาดัชนีความสุขของน้องง…

นั่งกินลมชมวิวจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า แล้วจึงกลับที่พัก ทั้ง ๆ ที่ใจอยากจะปูเสื่อนั่งตั้งวงอยู่ตรงนี้ซะมากกว่า

เรานัดทานอาหารมื้อเย็นกับที่พักไว้ตอน 1 ทุ่ม ในระหว่างนั้น เราแอบเห็นแม่ครัวกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอย่างขะมักเขม้น พร้อมกับกลิ่นอาหารที่โชยมาแตะจมูกเป็นระยะ ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังรอแม่ทำกับข้าวที่บ้านยังไงอย่างงั้น…

เมื่อถึงเวลา โต๊ะบริเวณหน้าบ้านก็เต็มไปด้วยอาหารที่พร้อมเสริฟ ประกอบไปด้วย ผัดผัก, ไข่เจียว, ต้มปลา และปลาทอดตัวโต กินพร้อมกับข้าวที่คดใส่ถ้วยมาอย่างดี

เห็นอาหารหน้าตาเบ ๆ อย่างนี้ แต่รสชาดไม่เบอย่างที่คิดนะ…

อาหารทุกเมนูของมื้อนี้อร่อยมาก รสชาดเทสต์คนไทยเลยล่ะ แถมมีพริกน้ำปลามาเป็นเป็นน้ำจิ้มปรุงรสด้วย… กินไปป้อยน้ำตาไป… ลืมอาหารเวียดนามรสชาดจืด ๆ ไปซะหมดสิ้นเลย…

แต่ที่พิเศษกว่านั้น… คุณทอมมี่ นางชงว้อดก้าแบบโลคัลมาผสมโรงด้วย… รสชาดลื่นคอ ไม่บาดปาก หวานทานง่าย เมามายไม่รู้ตัว…

เรียกว่าอิ่มหนำกับอาหารเสร็จเรียบร้อย ก็มาแดนซ์เพลง EDM (เวียดนาม) ต่อกันได้เลย…

“พี่ขา ขอเพลงของเย็นจิตร พรเทวี หน่อยค่า…”

DAY 5

เมื่อคืนนี้เป็นคืนที่เราหลับสนิทที่สุด อาจจะด้วยเพราะฤทธ์ของว้อดก้า หรือว่าที่นอนอันแสนนุ่มก็ตามแต่ ส่งผลให้เราตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทัน ซึ่งคุณทอมมี่ นางโปรโมทไว้ว่า หาดตามถั่นนี้ เป็นจุดชมแสงแรกของวันที่สวยมาก ประกอบกับจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่นี่ในตอนเช้าด้วย…

โอเค พี่พลาดไปแล้ว… บั่ย… //นอนต่อ

อาหารเช้าที่ทางแม่ครัวทำให้ไม่แน่ใจว่าเรียกเฝอได้รึเปล่า รสชาดอร่อยมาก แต่ไก่เหนียวไปหน่อย…

โปรแกรมที่ตามถั่นวันนี้ เราจะมาตามเก็บสตีทอาร์ตเพิ่มเติม เพราะมีอีกหลายภาพที่เรายังไม่ได้เห็น และอีกหลายภาพก็ต้องมาถ่ายซ่อมใหม่ เพราะแสงตอนเช้ากับตอนบ่ายจะไม่เหมือนกัน

เท่าที่สังเกต ที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก ข้อดีก็คือเราสามารถถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมารอถ่ายรูปต่อหรือเปล่า

สตรีทอาร์ตบางภาพ อาจจะอยู่ในบริเวณบ้านคน โดยมีประตูรั้วกั้นไว้แบบหลวม ๆ …แต่ไม่ต้องห่วง พอเจ้าของบ้านเค้ามองเห็นนักท่องเที่ยว เค้าก็จะเดินยิ้มร่า มาเปิดประตูรั้วให้เข้าไปถ่ายอย่างเต็มอกเต็มใจทุกครั้ง…

แต่พอเข้ามาถ่ายรูปแล้ว ยังไงก็ระมัดระวังข้าวของของเค้าด้วยนะ… นี่เข้าไปแล้ว เท้าไปเกี่ยวกับแหจับปลาโดยบังเอิญ แต่โชคดี ที่ไม่มีอะไรเสียหาย…

ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเรื่อย ๆ จนไปเจอเข้ากับกำแพงปลา ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับที่ปูซานยังไงชอบกล แต่เราก็ชอบตรงนี้เป็นพิเศษนะ คาดว่าน่าจะเป็นไฮไลต์ของที่นี่เลยล่ะ

กว่าจะได้รูปสวย ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย…

ตอนปีนขึ้นไปนั่งที่กำแพง ก็แอบหวาดเสียวจะหงายหลังเหมือนกันนะ แต่เพื่อความสวยงาม มีหรือจะพลาด แนะนำว่า ให้เพื่อนคอยประคองอยู่ข้างหลังกำแพง จะช่วยให้บรรเทาความเสียวได้ในระดับหนึ่ง…

หลังจากนั้น เราก็มาเดินบนทางเลียบหาดตามถั่น อยากจะบอกว่า เช้านี้อากาศดี ลมพัดตึงตลอดเวลา จนอยากจะมาหาร่มไม้ แล้วผูกเปลนอนชะมัด

เรารักหมู่บ้านประมงนี้มาก… เราไม่รู้ว่าโปรเจคศิลปะเปลี่ยนชีวิตนี้ ประสบความสำเร็จไปมากน้อยเพียงใด แต่ที่เราสัมผัสได้ก็คือ ที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยมาก…จนน่าใจหาย และส่วนใหญ่ ขับรถมาถ่ายรูปแล้วก็จากไป รายได้แทบจะไม่ตกถึงคนท้องถิ่นเลย…

ถ้าใครมาเที่ยวฮอยอัน ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่ Tam Thanh Mural Village กันนะ… มานอนเลื้อยบนเตียง ฟังเสียงคลื่นชิลล์ ๆ …มาจิบเบียร์ ให้ลมทะเลตีจนหน้าแดง… มาเดินถ่ายรูปสตรีทอาร์ตเก๋ ๆ อัพโปรไฟล์อวดเพื่อนให้มันหมั่นไส้เล่น… มาสัมผัสวิถีชาวประมงแบบโลคัลอย่างใกล้ชิด ประหนึ่งดั่งญาติสนิทมิตรสหาย…

อย่างน้อย… ก็มาช่วยต่อลมหายใจให้หมู่บ้านแห่งนี้ ได้มีกำลังใจ และมีแรงฮึด เพื่อที่จะทำให้สถานที่นี้ เป็น Destination ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว… อย่างที่ตั้งความหวังไว้ต่อไป…

หลังจากนั้น เราก็ขึ้นรถจากหมู่บ้านตามถั่น กลับมาที่ฮอยอันอีกรอบ โดยใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับที่คุณทอมมี่แนะนำมา ในราคา 500,000 ด่อง

ในตอนแรกเรากะว่าจะไปนั่งเรือกระด้ง แต่ก็อยากซื้อของฝากที่เล็ง ๆ ไว้ด้วย เมื่อดูจากเวลาแล้ว น่าจะไม่ทัน เลยจำเป็นต้องตัดเรือกระด้งออกไปอย่างน่าเสียดาย

ขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งโคมไฟ ใช่ว่าจะสวยแค่เฉพาะตอนกลางคืนนะ เพราะตอนกลางวัน สีสันอันฉูดฉาดของโคมไฟ ก็ช่วยให้ฮอยอันมีเสน่ห์อย่าบอกใคร

ถ้าใครตาผีหน่อย อย่าลืมมาสอดส่องตามตรอกซอกซอยดูบ้างนะ เผื่อจะเจอมุมถ่ายรูปสวย ๆ แนะนำว่า ช่วงเที่ยง ๆ ยามพระอาทิตย์ตรงหัวนี่แหล่ะ แสงกำลังดีเลย ถ่ายรูปออกมากำแพงสีแจ่มเว่อร์…

ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถทำให้เมืองฮอยอันเงียบเหงาลงได้ สำหรับเราแล้ว ฮอยอันเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดไม่แพ้เมืองไหน ๆ เลยล่ะ

เดินตากแดดหัวแดง จนครีมกันแดดได้ทำการปลิดชีพตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาหลบร้อนกันที่ร้านนั่งยองเวียดนามสไตล์กัน

เราสั่งน้ำเสาวรสมา โดยที่คุณป้าคั้นเองสด ๆ จากมือ ดื่มแล้วชื่นใจ คลายร้อนได้ชะงัดนัก

พอกลับมาดูรูปอีกที เพิ่งสังเกตุว่ามือคุณป้าดำมากค่า…

Trung Hoa Assembly Hall

มาเก็บตกสถานที่สุดท้ายที่สมาคม Trung Hoa Assembly Hall ที่ถูกสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1741 โดยมีชื่อเดิมว่า Duong Thuong Assembly Hall ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อปัจจุบันในปี ค.ศ. 1928

พิกัด : https://goo.gl/maps/fvzTngrjU3T2

ในฮอยอันวันแรก ๆ เราแค่ไปยืนถ่ายรูปบริเวณข้างนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาในตัวอาคาร เพราะดูจากข้างนอกแล้วไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากนัก

ปรากฏว่า… พอเข้ามาก็รู้สึกว่าเกือบพลาดอะไรดี ๆ ไปแล้วเชียว… เพราะว่าอาคารภายใน ต่างทาสีเป็นสีฟ้าเต็มไปหมด ถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับคนบ้าถ่ายรูปกับกำแพงอย่างเรายิ่งนัก

อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า “ฮอยอัน ไม่ได้มีแค่สีเหลืองนะ”

เราเดินกลับไปที่ตลาดกลางคืนอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในเวลากลางวัน เพื่อมาซื้อโคมไฟ กลับไปเป็นที่ระลึก

ปรากฏว่า แม่ค้าร้านโคมไฟที่เราแอบหวั่น ๆ ว่าจะวีนเหวี่ยง กลับน่ารักมาก… ผิดกับเมื่อคืนก่อนลิบลับราวฟ้ากับเหว…

อ้อ… อาจจะเป็นเพราะว่าเรามาซื้อโคมไฟนั่นเอง…

พอแปรเปลี่ยนสภาพเป็นลูกค้าปั๊บ… อยากจะถ่ายรูปกี่มุม กี่ท่า ก็เอาเลยจ้า

และแล้ว ก็ได้เวลาโบกมือลาเมืองแห่งโคมไฟนี้อย่างเป็นทางการแล้ว… เราใช้บริการรถพร้อมคนขับจากโรงแรม Son Trang Hoi An Hotel ไปสนามบินดานัง ในราคา 400,000 ด่อง

ฮอยอันในวันสุดท้าย ยังเป็นฮอยอันที่เราหลงรักเหมือนเมื่อวาน เรามักจะได้ยินผู้คนบอกมาบ่อย ๆ ว่า

“เที่ยวฮอยอัน ครึ่งวันก็พอ”

สำหรับเราแล้ว ต้องขอบอกว่ามันไม่พอ… เพราะที่นี่ ยังมีสถานที่ และมุมถ่ายรูปลับ ๆ ซ่อนตัวอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด… นี่กลับมาแล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่ายังมีอีกหลายจุดที่เราพลาดไปอย่างน่าเสียดาย…

สงสัยคงต้องมีฮอยอัน “รอบที่สอง” ซะแล้วล่ะ… //ปั้มเงิน

เวียดนามกลาง มันดีกว่าที่เราคิดไว้มาก…

ทั้ง ๆ ที่เราตั้งความหวังไว้ระดับหนึ่งแล้ว แถมยังมีสถานการณ์บางอย่าง มาตัดคะแนนไปบ้างแล้วก็ตาม… แต่ด้วยความที่นางมีดีมากพอ จนทำให้เรามองข้ามข้อเนกาทีฟต่าง ๆ ไปได้ โดยไม่ติดใจอะไร…

เรารักเมืองประวัติศาสตร์อันขึงขังอย่าง “เว้” …เรารักที่จะซอกแซกไปตามตรอกซอกซอย เพื่อหา”สเปซ”ของเราใน “ฮอยอัน” …เรารักหาดทรายนุ่ม ๆ แสงแดด และผู้คน ที่หมู่บ้านชาวประมงสุดอินดี้อย่าง “ตามถั่น”

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ก็มากเพียงพอที่เราจะฟันธงว่า…

“เวียดนามกลาง คือภูมิภาคที่เรารักมากที่สุดในเวียดนาม”

Leave a Reply