Awesome Autumn in Fukushima Part 1 : ทะเลสาบ โตรกผา ปลาคาร์ฟ และบึงห้าสี

มีคนกล่าวไว้ว่า “จังหวัดฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดอินดี้”

และคนที่พูดประโยคนี้ ก็เป็นคนใกล้ตัวเราเองนี่แหล่ะ… ซึ่งเราก็พยายามพูดโน้มน้าวว่า จังหวัดนี้ไม่ใช่สายอินดี้นะ… ที่นี่มีที่เที่ยวสวย ๆ แบบพิมพ์นิยมของเหล่ามหาชนอยู่เพียบเลย… แต่หลังจากที่เราได้โทรไปจองที่พักแห่งหนึ่งในจังหวัดฟุคุชิมะ แล้วได้ยินคำถามมาจากปลายสายว่า…

“หนูจะมาทำอะไรกันจ๊ะ..? ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ…”

ได้ยินประโยคคำถามมาแบบนี้ เราก็แอบสตั๊นไปเล็กน้อย และคิดขึ้นมาในใจว่า “เอ๊ะ..! หรือว่าจังหวัดนี้มันจะอินดี้อย่างที่เค้าว่าจริง ๆ”

ฟุคุชิมะ (Fukushima) เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) จัดว่าเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่นี่เอง จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ มีอยู่มากมายและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และสวยงาม… และที่สำคัญ จังหวัดนี้อยู่ห่างจากโตเกียวเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเองนะ

Plan Trip

สำหรับแพลนทริปในครั้งนี้ โจทย์ถือว่าค่อนข้างหินพอสมควร เพราะว่าเป้าหมายหลักของเราอยู่ที่หมู่บ้านโชวะ  แต่ด้วยความที่หมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกล แถมรอบรถโดยสารยังมีน้อยจนน่าใจหาย ทำให้เราต้องวางแผนค่อนข้างรัดกุมพอสมควร ส่งผลให้เราต้องตื่นเช้าทุกวัน เพราะต้องไปให้ทันรอบรถไฟ และห้ามตกรถบัสโดยเด็ดขาด..!

วันที่ 1 : Nakatsugawa
วันที่ 2 : Goshikinuma Pond, Hanitsu Jinja, Tsuruga Castle
วันที่ 3 : Ouchi-juku, Furumachi
วันที่ 4 : Aizu Tajima, Showa Village
วันที่ 5 : Mishima, Aizu Yanaizu
วันที่ 6 : Takayu Onsen
วันที่ 7 : Azuma Sports Park

ช่วงเวลาเดินทาง : 30 ต.ค. – 5 พ.ย. 2561

JR East Pass (Tohoku Area)

เนื่องด้วยจังหวัดฟุคุชิมะ อยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ เราจึงเลือกใช้ JR East Pass (Tohoku Area) เป็นพาสที่สามารถขึ้นรถไฟสาย JR แบบไม่จำกัดรอบ เป็นระยะเวลา 5 วัน แบบไม่ติดต่อกัน ช่วงเวลาการใช้บัตรภายใน 14 วัน นับจากวันที่ไปแลกพาส สามารถใช้ได้ในแถบภูมิภาค Kanto และ Tohoku โดยเราซื้อมาในราคาประมาณ 19,000 เยน

Aizu Gurutto Card

ส่วนสถานที่ที่บัตร JR East Pass (Tohoku Area) ไม่ครอบคลุม เราเลือกใช้บัตรเสริมอย่าง Aizu Gurutto Card บัตรที่สามารถขึ้นรถไฟ และรถบัสในฟุคุชิมะได้แบบไม่จำกัดรอบ เป็นระยะเวลา 2 วัน แบบติดต่อกัน

โดยเส้นทางที่สามารถใช้ได้ก็คือ รถไฟสาย Aizu Railway (Ouchi-juku, Tono Hetsuri), JR Tadami Line (ใช้ได้ถึงสถานี Aizu Yanaizu) รถบัส Bandai TOTO Bus (เที่ยวทะเลสาบ 5 สี Goshikinuma Pond) รวมถึงนั่ง Aizu Loop Bus ที่เมือง Aizu Wakamatsu ได้แบบไม่อั้น

รายละเอียดเส้นทางเพิ่มเติม จิ้มที่ลิงค์นี้ https://www.aizukanko.com/kk/aizucard/img/aizucard-area.jpg

ราคาอยู่ที่ 2,670 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 1,340 เยน สำหรับเด็ก

Internet SIM

สิ่งที่สำคัญที่สุด และขาดไม่ได้ราวกับปัจจัยที่ 5 นั่นก็คืออินเตอร์เน็ต เราเลือกใช้ Sim2Fly ของเครือข่าย AIS โดยสามารถใช้อินเตอร์เนตได้ 4GB เป็นระยะเวลา 8 วัน ในราคา 399 บาท ถ้าในกรณีที่มีซิมอยู่แล้ว เพียงแค่สมัครแพ็คเกจในราคา 299 บาท ก็ใช้ได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องสัญญาณ ค่อนข้างครอบคลุม และแรงดีไม่มีตก เว้นแต่จะอยู่ในพื้นที่ป่าเขาที่ลึกมากจริง ๆ นอกจากจะใช้หาข้อมูล เปิด google maps นำทางแล้ว ยังสามารถอัพรูปอวดเพื่อน ๆ ให้อิจฉาในระหว่างทริปได้อีกด้วยนะ

สภาพอากาศ

ช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่อากาศในญี่ปุ่นเริ่มเย็นลงก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณภูมิในตอนกลางวันจะอยู่ระหว่าง 10-20 องศา อากาศเย็นสบาย ใส่เสื้อหนาวตัวเดียวก็เอาอยู่ แต่พอตกกลางคืนเมื่อไหร่ อุณภูมิก็จะดีดมาเป็นเลขตัวเดียวเลยค่ะคุณขา เราเคยเจอ 3 องศาในช่วงหัวค่ำ ขณะที่กำลังขี่จักรยานอยู่ เรียกว่าหนาวจนควันออกปาก หนาวจนฟันกระทบกันเลยทีเดียว

นอกจากอากาศจะหนาวแล้ว สิ่งที่มีโอกาสจะเจอสูงมากก็คือ ฝน เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงไพร์มไทม์ของพายุใต้ฝุ่น สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก็คือ ร่ม หรือเสื้อกันฝน อย่าได้ขาดเชียว #เตือนแล้วนะ

สาระกันมาเยอะแล้ว ต่อไปขอเชิญเข้าสู่ช่วงมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง กันดีกว่า…

การผจญภัยของเราเริ่มต้นขึ้น เมื่อล้อเครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินฮาเนดะ ตอนเวลา 07.00 น. สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากที่ผ่าน ต.ม. และรับสัมภาระมาแล้ว นั่นก็คือ การไปแลกตั๋ว JR East Pass (Tohoku Area) แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานี Inawashiro จังหวัดฟุคุชิมะทันที

ที่ต้องรีบขนาดนี้ เพราะว่าเรามีโปรแกรมเที่ยวกันตั้งแต่วันแรกเลย…

วิ่งสิค๊ะ…รออะไร

หลังจากที่หอบสารร่าง และกระเป๋าน้ำหนักกว่า 25 กิโลกรัม มาจากโตเกียวอย่างทุลักทุเล เราก็มาถึงสถานี Inawshiro ในเวลาประมาณเที่ยงครึ่ง

สภาพอากาศ ณ.ขณะนั้น ฝนตกหนัก และหนาวมาก… ถึงขนาดต้องหาถุงมือมาใส่เลยทีเดียว… แต่พอเห็นใบไม้สีแจ่ม ๆ ที่ด้านหน้าสถานี Inawashiro ก็ใจชื้น มีแรงฮึดสู้ขึ้นมา…

เมื่อถึงสถานี เราก็ตรงเข้าไปซื้อ Aizu Gurutto Cardก่อนเป็นลำดับแรก บัตรนี้สามารถใช้ขึ้นรถบัส และรถไฟ ใน Fukushima ได้แบบไม่จำกัดรอบ ภายใน 2 วันติดต่อกัน ในราคา 2,670 เยน

ซึ่งการซื้อบัตรนี้ ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย… ไม่ใช่ว่าบัตรนี้ไม่ดีนะ แต่เป็นที่เราต่างหากที่คำนวณการเดินทางผิดพลาด โดยที่ลืมไปว่า วันนี้เราค้างคืนที่นี่ และพรุ่งนี้ก็ไม่ได้มีโปรแกรมที่จะต้องเดินทางไปไหนไกล ๆ เลย พอบวกลบคูณหารการเดินทางทั้งหมดแล้ว เราขาดทุนไปประมาณ 630 เยน…

โอ๊ย… คราวหลังจะไม่คิดเลขหลังจากที่ลงเครื่องบินแล้วจ้า…

ภารกิจของเราในวันนี้ ก็คือการเข้าเช็คอินที่โรงแรม Active Resorts URABANDAI เหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่ก็เพราะว่า โรงแรมนี้อยู่ตรงกันข้ามกับ Goshikinuma pond หรือทะเลสาบ 5 สีเลย แถมยังมีป้ายรถบัส ที่หน้าโรงแรมอีกต่างหาก สะดวกมาก…

พิกัด : https://goo.gl/maps/zEWcJC5wPCu

ซึ่งรอบเวลารถบัสก็เป็นรอบเวลาเดียวกันกับการไปเที่ยวทะเลสาบ 5 สีเลย แต่ว่าจะถึงโรงแรมก่อน โดยระยะห่างจากป้าย Goshiki-numa Iriguchi (ชื่อป้ายรถบัสทะเลสาบ 5 สี) เพียง 300 เมตรเท่านั้น…


Bandai Toto Bus Timetables

รอบเวลาไป-กลับ จากสถานี Inawashiro ไป Active Resort Urabandai

*เป็นรอบเวลาระหว่าง 1 เมษายน – 30 พฤศจิกายน 2562

ข้อมูลจาก Bandai TOTO Bus
http://www.totobus.co.jp/bandai/timetable.html
http://www.totobus.co.jp/bandai/images/NHD2_InawashiroUrabandai.pdf

ราคาค่าโดยสาร 770 เยน ต่อเที่ยว

เรากะเตงกระเป๋าใบใหญ่ ขึ้นรถบัสอย่างทุลักทุเล ถ้าใครมีสัมภาระติดตัวมา แต่ไม่อยากแบก ก็สามารถฝากได้ที่ตู้รับฝากกระเป๋าที่สถานี Inawashiro ได้นะ แต่ว่าจำนวนตู้อาจจะน้อยไปหน่อย ต้องมาวัดดวงกันที่หน้างานกันอีกที…

นั่งชมวิวเพลิน ๆ แป๊บเดียวก็มาถึงแล้วจ้า รถบัสมาจอดที่หน้าล็อบบี้โรงแรมเลย ใกล้มาก… ถ้าใกล้กว่านี้ก็ประตูห้องแล้ว…

หลังจากที่เช็คอิน และจัดการเรื่องสัมภาระออกไปให้พ้นตัวแล้ว ก็ได้เวลาไปตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีอย่างจริง ๆ จัง ๆ กันซักที…

Nakatsugawa

โปรแกรมแรกของทริป และเป็นโปรแกรมที่เราตั้งความหวังไว้มาก… นั่นก็คือ การปั่นจักรยานบนเส้นทางสุดแสนจะอินดี้ เลียบทะเลสาบอะคิโมโต เพื่อไปหุบเขานาคาซึกาวะ

หุบเขานาคาซึกาวะ (Nakatsugawa) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติบันได-อะซาฮิ (Bandai-Asahi) บนพื้นที่ราบสูงบันได โคเกน (Bandai-kogen) โดยเป็นหุบเขาที่มีธารน้ำไหลผ่านลงที่ทะเลสาบอะคิโมโต (Akimoto) ที่นี่เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม และมีชื่อเสียงมาก โดยการเดินทางจะมีอยู่ 2 วิธีคือ

  • การขับรถยนต์ โดยมาจอดที่ Nakatsugawa Valley Rest House (中津川渓谷レストハウス) แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 10-15 นาที
  • การขี่จักรยาน หรือเดิน บนเส้นทางเลียบทะเลสาบอะคิโมโต (Akimoto Cyling Road)

โดยเส้นทางปั่นจักรยานเลียบทะเลสาบ จะมีระยะทางทั้งหมด 8.5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากจุดที่ 1 (โรงแรม Active Resort Urabandai) ไปจนถึงจุดที่ 2 หลังจากนั้น ทุกคนจะต้องจอดจักรยานในจุดที่ 2 แล้วเดินเท้าต่อไปยังจุดที่ 3 อีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 9.8 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/7pPzWV5M6oR2

สำหรับสถานที่เช่าจักรยาน สามารถมาเช่าได้ที่โรงแรม Active Resort Urabandai ในราคา 1,080 เยน (รวม Vat 8%) ใช้ได้ 1 วัน แบบไม่จำกัดเวลา

เรารีบทำเรื่องเช่าจักรยานจากที่พักทันที เพราะฤดูนี้พระอาทิตย์ตกเร็วมาก ต้องเร่งทำเวลา แม้ทางพนักงานโรงแรมจะมีเสียงทัดทานเล็กน้อย เพราะเห็นว่าฝนกำลังตกอยู่ก็ตาม…

เมื่อปักหมุดในกูเกิลแมพแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง…

ขามานี่เป็นทางลงเนินล้วน ๆ เรียกว่าปล่อยให้จักรยานไหลไปแบบฟรี ๆ สบายจนไม่อยากคิดถึงสภาพตอนปั่นกลับเลย… จนมาเจอเข้ากับป้ายแบบนี้… เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว…

ใบไม้ทั้งสองข้างทางนั้นสวยมาก ๆ ไม่แน่ใจว่าที่เห็นนี่ อยู่ในช่วงพีคหรือยัง… แต่แค่นี้ก็สวย จนต้องเสียเวลาไปถ่ายรูปอยู่ตั้งนานสองนานแน่ะ

หลาย ๆ คน รวมถึงตัวเรา ก็น่าจะมีภาพในหัวว่า… การได้มาปั่นจักรยานชมใบไม้เปลี่ยนสี มันต้องชิลล์ ๆ โลกสวยอย่างแน่นอน…

แต่เปล่าเลย… มันเหนื่อยรากเลือดมากค่ะคุณขา… ไอ้ภาพที่เห็นกำลังปั่นสวย ๆ เฟี๊ยส ๆ อ่ะ แอ็คติ้งทั้งนั้น…

แถมสภาพอากาศก็เป็นตัวตัดกำลังได้เป็นอย่างดี เพราะว่าฝนตกเกือบตลอดเวลา อากาศก็หนาวมาก ๆ จนมือแทบจะแข็งเป็นหินอยู่แล้ว…

แต่วิวสวย ๆ ก็ทำให้ต่อมกระสันอยากเที่ยวมันทำงาน เลยจำเป็นต้องปั่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้ว่าวิวที่เราจะเห็นต่อไป มันจะสวยซักขนาดไหน

ทะเลสาบอาคิโมโต ในวันที่มีแต่เมฆฝนล้วน ๆ

พอเริ่มปั่นเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ใบไม้ก็สวยมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน… จำได้ว่าตอนนี้ ลืมความเหนื่อยไปแล้ว…

ปั่นต่อ ไม่รอแล้วนะ…

แต่…

ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับความสวยงามอยู่นั่นเอง เราก็เจอเข้ากับสิ่งแปลกปลอมที่ขวางทางอยู่ จนต้องรีบเบรคจักรยานจนหัวทิ่ม…

มันคือราวเหล็กที่กั้นขวางถนนไว้ พร้อมกับป้ายอันใหญ่เบ่อเริ่ม ที่เราจับใจความได้ว่า…

เส้นทางนี้ปิดให้บริการ…

สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ หันหัวจักรยานกลับอย่างไม่เต็มใจ แล้วก็ปั่นน่องปูดกลับไปพร้อมคราบน้ำตา…

กรี๊ด… ทำไมเรื่องมันหักมุมง่าย ๆ อย่างนี้ล่ะเจ้าค๊ะ…

หลังจากที่กลับมาแล้ว เราก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า เส้นทางนี้ปิดให้บริการ เพราะว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์หินและดินถล่ม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้…

ถ้าใครต้องการที่จะไปเที่ยวเส้นทางนี้ ยังไงเช็คข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ หรือส่งอีเมล์ไปสอบถามก่อนก็ได้นะ… จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนเรา #ร้องไห้

www.urabandai-inf.com

ไงล่ะ ทางปิดไม่ให้เข้า อินดี้มั๊ยล่ะเมิงงง…

หลังจากที่จบทริปวันนี้ไปแบบน้ำตาตกใน แถมยังต้องปั่นจักรยานตากฝนจนน่องปูด… เราก็กลับมาเลียแผลใจที่ Urabandai Active Resort กันต่อ

โรงแรมนี้เราจองผ่านเว็บไซต์ Agoda ในราคาประมาณ 15,000 เยนต่อห้อง โดยสามารถพักได้ 2 คน แต่ไม่รวมอาหารทั้งมื้อเย็น และมื้อเช้า

โดยห้องพักจะมีอยู่ 2 แบบให้เลือก ก็คือห้องเวสเทิร์นสไตล์ และแจแปนนิสสไตล์ ซึ่งเราเลือกห้องในแบบหลัง

เปิดตู้เสื้อผ้ามา แล้วมีชุดยูคาตะให้เปลี่ยนแบบนี้ แน่นอนว่าที่นี่มีออนเซ็นให้บริการ อยากจะบอกว่า ออนเซ็นที่นี่ มีบ่อกลางแจ้งที่สวยงามมาก มีต้นเมเปิลที่กำลังเปลี่ยนสีแผ่กิ่งก้านอยู่เหนือบ่อด้วย ฟินสุด… (แต่ไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้)

เนื่องด้วยเราจองที่พักแบบไม่มีอาหาร ทำให้เราต้องออกแรงในการปูที่นอนเอง (เพราะว่าทางพนักงานจะแอบมาปูที่นอนให้ ระหว่างที่เรารับประทานอาหารอยู่) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราปูถูกต้องรึเปล่า… แต่หน้าตาก็ออกมาไม่ขี้เหร่นะ…

จบทริปวันแรกไปแบบจะขาดใจ เพราะเหนื่อยกับการปั่นจักรยานขึ้นเนินท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บ (หนาวจริง ๆ นะ 3 องศาตอนประมาณ 5 โมงเย็น) ยังไงพรุ่งนี้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจกว่าวันนี้ด้วยนะเจ้าค๊ะ…

เช้านี้เราตื่นมาก็รับรู้ได้เลยว่า การปั่นจักรยานเมื่อวาน เริ่มส่งผลต่อร่างกายเราบ้างแล้ว… ไม่ว่าจะเป็นการปวดขา ปวดไหล่ และปวดก้น… ก็อานมันแข็งนี่นา…

แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจอยากตื่นนัก แต่พอลุกไปเปิดหน้าต่าง แล้วเจอกับแสงแดดที่แยงเข้ามา ตาก็สว่างโดยพลัน… คุณพระ..! เมื่อวานนี้เจอแต่ฝน วันนี้จะได้เจอแสงแดดบ้างแล้วโว้ย…

Goshikinuma

เช้านี้เป้าหมายแรกของเราอยู่ที่ Goshikinuma หรือที่รู้จักกันในชื่อ บึงน้ำ 5 สี ที่นี่จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่ต้องห้ามพลาด เมื่อมาเยือนฟุคุชิมะ เพราะว่าด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะสีของน้ำในบึง ที่เค้าว่ากันว่า จะเปลี่ยนสีไปไม่ซ้ำตามช่วงเวลาในแต่ละวัน

บึงนี้ อยู่ห่างจากที่พักเราเพียงแค่ 400 เมตรเท่านั้น ข้อดีของการมาพักที่โรงแรมใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยวมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง

พิกัด : https://goo.gl/maps/pECxbDPF92Q2

ส่วนถ้าใครไม่ได้พักที่โรงแรมใกล้ ๆ เหมือนเรา ก็สามารถขึ้นรถบัสจากหน้าสถานี Inawashiro มาลงที่ป้าย Goshiki-numa Iriguchi ได้เลย โดยรอบเวลารถบัสมีดังนี้


Bandai Toto Bus Timetables

รอบเวลาไป-กลับ จากสถานี Inawashiro ไป Goshiki-numa Iriguchi

*เป็นรอบเวลาระหว่าง 1 เมษายน – 30 พฤศจิกายน 2562

ข้อมูลจาก Bandai TOTO Bus
http://www.totobus.co.jp/bandai/timetable.html
http://www.totobus.co.jp/bandai/images/NHD2_InawashiroUrabandai.pdf

ราคาค่าโดยสาร 770 เยนต่อเที่ยว

หลังจากที่เมื่อกี๊ เกิดอาการลิงโลดดีใจ เพราะว่าเห็นแสงแดดส่องกระทบตา… แต่พอได้ออกจากโรงแรมมาเที่ยวจริง ๆ ฝนก็พรั่งพรูลงมาต้อนรับเราทันที…

ปักตะไคร้ทันมั้ย…

เหตุผลที่เราเลือกที่พักใกล้ ๆ ก็เพราะว่าเราอยากที่จะมาเที่ยวที่นี่ตั้งแต่เช้า เพราะคิดเอาเองว่า คนน่าจะยังมาเที่ยวไม่เยอะมาก…

แต่กลายเป็นว่า เราคาดการณ์ผิด… และผิดไปเยอะมาก… เพราะทัวร์ลงเต็มไปหมดเลยค่ะคุณ

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอเข้ากับเจ้าบึง 5 สีแล้วจ้า… สวยงามตามท้องเรื่อง ใบไม้สีแดงสดมาก…

บึง 5 สี หรือ Goshikinuma (Goshiki แปลว่า 5 สี Numa แปลว่าบึง) ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติบันได-อะซาฮิ จังหวัดฟุคุชิมะ ห่างจากภูเขาบันได ประมาณ 3 กิโลเมตร ไปทางตอนเหนือ เดิมทีที่ตรงนี้เป็นเพียงพื้นที่รกร้างทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งในปี 1887 ภูเขาไฟบันไดได้เกิดปะทุขึ้นอย่างรุนแรง นอกจากจะคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 477 ชีวิตแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพภูมิศาสตร์ โดยดินได้ถล่มไปปิดกั้นเส้นทางของแม่น้ำ จนเกิดเป็นกลุ่มบึงน้อยใหญ่อย่างทุกวันนี้

จริง ๆ เราตั้งใจที่จะมาพายเรือที่บึงแห่งนี้ด้วยนะ แต่ดูจากสภาพอากาศแล้ว กิจกรรมนี้คงต้องตัดไปอย่างเลี่ยงไม่ได้…

สีใบไม้ที่นี่ สวยจัดจ้านมาก… จนเรารู้สึกเสียดาย เพราะถ้ามีแดดพาดผ่านมาซักนาที สีใบไม้ก็น่าจะสวยขึ้นอีกประมาณ 24.16 เปอร์เซ็น…

แม้ฝนจะตกไม่หนักมาก แต่ก็ตกนาน และสม่ำเสมอ จนหัวเหอเปียกไปหมดแล้วค่า…

ที่บึงแห่งนี้ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้วย ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างเส้นทาง นอกจากจะได้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีกันแล้ว ก็จะได้เห็นอีกหลาย ๆ บึงที่กล่าวไว้ตอนต้นด้วย ซึ่งแต่ละบึงก็จะมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป…

แต่เราไม่ได้ไปเดินชมในครั้งนี้ ไว้โอกาสหน้านะ…

เราเฝ้ารออยู่นาน เพราะหวังว่าฝนจะเบาบางลง แต่ดูเหมือนว่า ฟ้าจะไม่ตอบรับคำอธิษฐานเรา แถมยังซ้ำเติม ด้วยการจัดฝนมาอีกหนึ่งชุดใหญ่อีกต่างหาก

เราจึงทำได้แค่รอ… เอาจริง ๆ อีกนิดก็จะร้องไห้แล้วนะ…

หลังจากที่รออยู่นานจนแทบจะถอดใจ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้องกลับ… จู่ๆ ฝนก็ค่อย ๆ หยุดตก และฟ้าก็เปิดพอให้มีแสงแดด… เราจึงรีบเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ ด้วยการวิ่งไปถ่ายรูปให้ได้เยอะที่สุด…

หนึ่งในภารกิจหลักของเราก็คือ การไปถ่ายรูปน้อง Hearto ปลาคราฟที่เหมือนเป็นมาสคอตของที่นี่ ด้วยลายรูปหัวใจสีส้มสดบนลำตัวสีขาวด้านซ้ายที่ชัดมาก ๆ จนเป็นเอกลักษณ์ที่ว่ากันว่าหากใครมาที่นี่แล้วได้เจอเจ้าฮาร์ทโตะตัวเป็น ๆ แหวกว่ายอยู่ตรงหน้าถือว่าโชคดีมาก ๆ

หลังจากนั้น เราก็ตรงไปซื้อไอศกรีมรสเกลือ ที่เค้าบอกว่าเป็นสีเดียวกันกับบึง ไอศกรีมรสนี้จัดว่าเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ส่วนรสชาดก็แปลกดี หวาน ๆ เค็ม ๆ แต่อร่อยมาก…

อะไรคือการเดินกลับไปขึ้นรถ แล้วฟ้าใสค๊ะ..?

แต่ไม่เป็นไร เพราะตรงนี้วิวก็ดูสวยดี เหมือนประเทศแถบสแกนดิเนเวียอยู่เหมือนกัน…

พอมาถึงโรงแรมเพื่อรอเวลาขึ้นรถ แดดก็ออกมาเปรี้ยงปร้างเลยคุณขา… แต่เห็นแดดจ้ามาเบอร์นี้ อุณภูมิเลขตัวเดียวนะคะคุณ… หนาวใช่เล่น…

เพราะทุกวัน (พระ) คือรันเวย์…

ถ่ายรูปเล่นบริเวณโรงแรมพอเป็นกระษัย รถโดยสารก็มาเทียบท่า ก็ถึงเวลาที่จะต้องบอกลาอุระบันไดอย่างเป็นทางการแล้ว…

Hanitsu Jinja

เป้าหมายในลำดับถัดไปก็คือ ศาลเจ้า Hanitsu Jinja ศาลเจ้าชื่อดังแห่งเมืองอินะวะชิโระ

และที่บอกว่าดังน่ะ ไม่ใช่เพราะว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ขอเลขแล้วได้หรอกนะ แต่เป็นเพราะบรรยากาศที่อยู่ภายในศาลเจ้าต่างหาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะฉาบไปด้วยสีสันอันสวยงาม ยิ่งกว่าภาพวาดสีน้ำมันซะอีก

พิกัด : https://goo.gl/maps/9P2c2BxuX1G2

หลังจากที่เรานั่งรถมาลงที่สถานี Inawashiro เราก็จัดการเก็บสัมภาระในตู้ฝากของซะก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จแล้วก็ไปเรียกแท็กซี่จากหน้าสถานีไปศาลเจ้า Hanitsu Jinja ค่าโดยสารประมาณ 1,420 เยนต่อเที่ยว

ส่วนขากลับนั้น สามารถนัดเวลากับคนขับรถแท็กซี่คันที่เรานั่งมา ให้มารับได้เลย หากยังไม่ชัวร์เรื่องเวลานัด ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อโทรแจ้งให้เค้ามารับก็ได้…

วิธีเดินทางอาจจะดูแพงไปซักนิด เพราะว่าที่ศาลเจ้านี้ไม่มีรถประจำทางผ่าน ต้องใช้บริการแท็กซี่สถานเดียว… แต่ถ้ามากันหลายคน หารกันคุ้มอยู่นะ…

วิวระหว่างทางก็งดงามดี… แต่เราไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่ เพราะว่าจิตใจไปจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนมิเตอร์ซะมากกว่า… ตัวเลขขึ้นไวยิ่งกว่าบั้งไฟพญานาคซะอีก… #ปาดเหงื่อ

นั่งรถมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว สีแดงสดของต้นเมเปิ้ลโดดเด่นแย่งซีนมาแต่ไกล สะกดทุกสายตาจริง ๆ

ศาลเจ้าฮะนิทสึ (Hanitsu Jinja) แห่งนี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่โบราณ ก่อสร้างขึ้นโดย โฮชินะ มะสะยูกิ (Hoshina Masayuki) ผู้ก่อตั้งรัฐ Tokugawa แห่งอาณาจักรไอสึ (Aizu) และยังเป็นที่เก็บเถ้ากระดูกของเค้าไว้ด้วย ภายในมีพื้นที่บริเวณกว้าง เป็นสถานที่ที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ Unesco ซึ่งปัจจุบันอาคารหลังใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนที่หลังเก่าที่ถูกไฟไหม้ไป ทำให้ความงดงามนั้นลดลงไปด้วย ตัวอาคารตั้งอยู่บนเนินเล็ก ๆ

ด้านหน้าทางเข้าจะมีสะพานข้ามลำน้ำเล็ก ๆ น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

ที่นี่ถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของเมือง Inawashiro  ด้วยภูมิทัศน์ที่เป็นลักษณะเนินเขาเตี้ย ๆ มีต้นเมเปิลปลูกกระจายโดยรอบพื้นที่ภายในบริเวณศาลเจ้า หากมาในช่วงเวลาพีค จะเหมือนกับว่าได้เดินอยู่บนพรมแดงที่ปูด้วยใบเมเปิลที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นเต็มไปหมด บรรยากาศสวยงามมาก ๆ ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นซุปตาร์ มาเดินเฉิดฉายบนพรมแดงท่ามกลางแมกไม้โบกมือทักทายแฟนคลับ….โอ๊ยยยฟิน!

แต่… ใบไม้ส่วนใหญ่ยังเขียวอยู่เลยค่า…

เดินเที่ยวไปไม่เท่าไหร่… ฝนก็ตกมาอีกระลอก… นี่เราทะเลาะกับธรรมชาติรอบที่เท่าไหร่แล้วนะ…

จุดที่เราชอบมากที่สุดก็คือบริเวณสันเนิน ที่มองออกไปก็จะเจอกับยอดไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีอยู่พอดี

ปกติแล้ว ช่วงเวลาพีคของที่นี่คือช่วง  ปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ปีนี้ใบไม้เปลี่ยนสีช้าไปหน่อย

หลังจากที่เดินจนทั่วแล้ว ก็พบว่า เรานัดเวลากับแท๊กซี่นานไป ทำให้เราต้องยืนหลบฝนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว…

โชคดี ที่คนขับรถแท็กซี่กลับมารับก่อนเวลาที่นัดหมายไว้เล็กน้อย ทำให้เราไม่ต้องยืนหนาวตัวเปียกปอนอยู่นานนัก

ถึงเวลาต้องร่ำลาเมืองอินาวาชิโร่กันแล้ว เราจะเดินทางกันต่อ ไปที่เมืองไอสึวากามัตสึ

พอมาถึงสถานี Inawashiro แดดก็ออกทันที แถมแสงก็สวยยังกะหนังรักเกาหลีแน่ะ ให้มันได้อย่างนี้ซิ

มาถึงสถานี Aizu Wakamatsu ทั้งที ก็ขอมาทักทายน้องวัวแดง อะคาเบโกะ ที่หน้าสถานีซักหน่อย…

แต่วันนี้ คงไม่ใช่วันของเราจริง ๆ เพราะนอกจากฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ น้องวัวแดงก็ยังส่ายหน้าหนีเลย…

เราพักที่ Green Hotel Aizu โรงแรมขนาดกลาง ๆ ที่ดูเก่าแก่ตามสภาพ แต่เห็นแบบนี้ นางมีออนเซ็นให้แช่ด้วยนะเออ…

โดยเราจองผ่านเว็บ Agoda ในราคาประมาณ 8,500 เยน/ห้อง พัก 2 คน (ราคารวม vat  แล้ว)

หลังจากเก็บกระเป๋า เข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาหาอะไรกินซักหน่อย เพราะตั้งแต่เช้า เรายังไม่ได้กินข้าวซักมื้อเลย ระหว่างที่เดินหาร้านข้าวอยู่นั้น สายตาก็เหลือบมองไปเห็นท้องฟ้าที่ดำทะมึนมาแต่ไกล…

โอ๊ย… พอแล้วค่า หนูกลัวแล้ว… (นั่งยอง ๆ ยกมือไว้ปะหลก ๆ)

ณ.ขณะนั้น เราก็เกิดอาการหดหู่อยู่ในใจ จนแทบจะถอดใจ แต่เมื่อเราเงยหน้าขึ้นมาอีกที…

“เฮ้ย.. รุ้งกินน้ำ..!”

เราลืมตัว เผลออุทานเสียงหลงออกมา… ซึ่งระดับเสียงของเรา น่าจะก้องกังวาลไปหลายเดซิเบล เพราะเราสังเกตเห็นสาวญี่ปุ่นสองคน สะดุ้งโหยงพร้อมกับหันขวับมาทางเรา หลังจากนั้นต่างพากันหัวเราะคิกคัก…

แต่เราหาได้แคร์ไม่ รีบคว้ากล้องมารัวชัตเตอร์อย่างหื่นกระหาย ราวกับสิงโตที่อดอาหารมาร่วมแรมเดือน

เพราะตั้งแต่เกิดมา ก็เพิ่งเคยเห็นรุ้งกินน้ำแบบใกล้ชิด และชัดเจนขนาดนี้ แถมยังมีให้เห็นถึงสองวงอีกต่างหาก

หลังจากที่เฟลกับการเที่ยวมาตลอดทั้งวัน ทะเลาะกับธรรมชาติมาตลอดการเดินทาง ฟ้าก็คงเห็นใจเรา เลยประทานรุ้งกินน้ำมาให้ ราวกับกำลังส่งคำปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะ”

ซึ่งคำปลอบใจนี้ ก็ดูจะใช้ได้ผลสำหรับเรา เราเลยมีแรง ยัดโปรแกรมไปอีกหนึ่งที่ซะเลย…

แต่ความจริงแล้ว แค่อยากจะใช้บัตร Aizu Gurutto Card ให้คุ้มมากกว่าน่ะ

Tsuruga Castle

สถานที่ต่อไป ก็คือ ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน ปราสาทที่มีประวัติอันยาวนาน คู่เมืองไอสึ

ไอสึ วากามัตสึ (Aizu Wakamtsu) เป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทซึรุกะ, สุสานซามูไร หรือหมู่บ้านซามูไร เป็นต้น… และสำหรับการเที่ยวในเมือง ไอสึ วากามัตสึ นั้นง่ายนิดเดียว แถมประหยัดสุดๆ ที่นี่มีบริการรถบัสสำหรับท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆ อัตราเที่ยวละ 210 เยน หรือจะเลือกแบบ One Day Pass ในราคา 600 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยนสำหรับเด็ก (ปรับราคาขึ้นจาก 500 เยน และ 250 เยนตามลำดับ) โดยสามารถขึ้นกี่รอบก็ได้ใน 1 วัน ซื้อได้ที่บริเวณหน้าสถานี ไอสึ วากามัตสึ

แต่ถ้าใครมีบัตร Aizu Gurutto Card อยู่แล้ว ก็สามารถขึ้นรถบัสแบบไม่จำกัดจำนวนรอบได้เช่นเดียวกันกัน

การเดินทางมา Tsuruga Castle

จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ Tsuruga Castle ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A27
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H14

พิกัด : https://goo.gl/maps/2h6wA13NZJo

ปราสาทซึรุกะ-โจ (Truruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1384 โดยตระกูลอะชินะ (Ashina Clan) แรกเริ่มปราสาทหลังนี้มีถึง 7 ชั้น แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ทำให้ปราสาทแห่งนี้เสียหายไปมาก จึงสามารถบูรณะใหม่เหลือเพียงแค่ 5 ชั้นเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1868 ได้เกิดสงครามโบชิน (Boshin war) ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองไอสึ (Battle of Aizu) และปราสาทแห่งนี้ ก็ได้กลายเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างกองทัพซามูไร และกองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรด์ จนกระทั่งทางกองกำลังของเหล่าซามูไรได้เพลี่ยงพล้ำเสียท่า ทำให้กองทัพฝ่ายสนับสนุนองค์จักรพรรดิปิดล้อมรอบปราสาทแห่งนี้ไว้ เหล่าซามูไรผู้ภักดี จึงได้ทำการปลิดชีพตัวเอง ณ.ที่ปราสาทแห่งนี้ และจากการปะทะกันคราวนั้นเอง ก็ส่งผลให้ปราสาทซึรุกะเสียหายหนักมาก จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยใช้คอนกรีตเป็นฐาน เพื่อความมั่นคงและแข็งแรง ส่วนกระเบื้องมุงหลังคานั้น ยังคงรูปแบบสีแดงไว้ดังเดิม

ค่าเข้าชมภายในตัวปราสาท :ผู้ใหญ่ 410 เยน, เด็ก 150 เยน

วลาทำการ : เปิดทำการทุกวัน

08.30-17.00 น. (เข้าก่อน 16.30 น.)

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วในการมาเยือนปราสาทซึรุกะ แต่เป็นครั้งแรกสำหรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งใบไม้ส่วนใหญ่เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่ยังไม่พีคเท่าที่ควร

ปีนี้สภาพอากาศที่แปรปรวน แถมมีพายุกระหน่ำญี่ปุ่นหลายระลอก ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ล่าช้าออกไปจากการพยากรณ์เดิม ช่วงที่เรามาจึงยังเห็นใบไม้สีเขียวกระจายอยู่เต็มไปหมด แต่ความงามของตัวปราสาทสีขาวตัดกับหลังคาสีแดง ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้เราตัดสินใจมาเยือนอีกรอบ แม้ว่าสีของใบไม้จะยังคงเขียวอยู่มากก็ตาม

ตอนที่เราไปถึงที่ปราสาท เวลาประมาณ 16.30 น. ซึ่งใกล้เวลาที่ปราสาทจะปิดในเวลา 17.00 น. แล้ว เราจึงไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเยอะมากนัก เพราะแค่เดินเข้ามาในตัวปราสาท ก็กินเวลาไปหลายนาทีแล้ว แถมอากาศก็เย็น ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีกแล้ว…

สุดท้าย ก็นั่งรถกลับโรงแรมก่อนที่ฟ้าจะมืดดีกว่า อากาศหนาว ๆ แบบนี้ ควรจะพักผ่อนให้เพียงพอ จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เดี๋ยวจะพาลเที่ยวไม่สนุกกันไป

สำหรับบัตร Aizu Gurutto Card เมื่อรวมค่าเดินทางไป-กลับ จากปราสาทซึรุกะแล้ว เราขาดทุนไปทั้งหมด 210 เยน…

ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็ขาดทุนไปไม่เยอะ… #คนงก2018

ฟุกุชิมะสองวันแรก ให้ความรู้สึกเหมือนโดนรับน้องยังไงชอบกล เพราะสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ แถมฝนที่ตกลงมาเกือบตลอดทั้งวัน ทำเอาทริปง่าย ๆ กลายเป็นทริปทรหดขึ้นมาเฉยเลย แต่ถึงยังไง ในความลำบากมันก็มีความสนุกปนอยู่อ่ะเนอะ สถานที่แต่ละที่ก็สวยงาม ให้ไปอีกกี่สิบรอบก็เอา…

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลย

Awesome Autumn in Fukushima Part 1 https://bit.ly/2Kyx8NV

Awesome Autumn in Fukushima Part 2 https://bit.ly/2TwhiWM

Awesome Autumn in Fukushima Part 3 https://bit.ly/2KL9QTX

Leave a Reply