Awesome Autumn in Fukushima Part 2 : หมู่บ้านโบราณ แปะก๊วยยักษ์ และสีสันชนบท

ความเดิมตอนที่แล้ว เราได้เดินทางมาถึงจังหวัดฟุกุชิมะเป็นวันแรก และเริ่มเที่ยวด้วยการการปั่นจักรยานไปชมโตรกผา Nakatsugawa ส่วนวันที่สอง เราไปเที่ยวทะเลสาบ 5 สี Goshikinuka, ศาลเจ้า Hanitsu Jinja และปราสาทนกกระเรียน Tsuruga Castle ตามลำดับ

ทั้งสองวันนี้ ฝนตกตลอดเกือบทั้งวัน จนเราแทบจะหมดกำลังใจเที่ยว แต่ก็อย่างว่าล่ะ…วันพระไม่ได้มีหนเดียวฉันใด ฝนก็คงจะไม่ได้ตกทุกวันฉันนั้น… พาร์ทนี้จึงเป็นวันแรกที่เราจะได้เที่ยวแบบไม่เปียกฝน และเป็นวันแรก ที่เราเริ่มรู้สึกหลงรักฟุกุชิมะอย่างจริง ๆ จัง ๆ

เช้าวันที่ 3 เรายังอยู่ที่โรงแรม Green Hotel Aizu เมือง Aizu wakamatsu โดยโปรแกรมในวันนี้ เราจะออกไปยังชานเมืองอันแสนไกล เพื่อไปสัมผัสธรรมชาติแบบจัดเต็ม ชนิดเอาให้ตายกันไปข้าง… แต่ก่อนที่จะออกเดินทาง เราต้องทำภารกิจแรกก่อนนั่นก็คือ การกำจัดสัมภาระออกจากตัว…

หลาย ๆ คนน่าจะสงสัยว่า เราลากกระเป๋าไปเที่ยวแต่ละที่ได้ยังไงกัน ไม่ลำบากเหรอ..?

ซึ่งเราตระหนักถึงข้อนี้ดี เราเลยต้องใช้ตัวช่วยอย่าง บริการขนส่งสัมภาระในญี่ปุ่น Kuroneko Yamato หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักในนาม “ขนส่งแมวดำ” นั่นเอง

เดี๋ยวนี้บริการขนส่งสัมภาระที่ญี่ปุ่น สะดวกสบาย และเข้าถึงง่ายมาก เพราะมีจุดบริการกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีรถไฟ, ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งในโรงแรม

ซึ่งโรงแรม Green Hotel Aizu ที่เราพักก็มีบริการนี้เช่นกัน โดยเราสามารถไปแจ้งเจตจำนงได้ที่พนักงานโรงแรม หลังจากนั้นก็กรอกเอกสาร เพียงแค่มีข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของปลายทางที่เราต้องการส่งสัมภาระไป พร้อมทั้งระบุรายละเอียดสำคัญ อย่างเช่น หมายเลขการจองห้องพัก เท่านี้สัมภาระของเราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

ค่าบริการในการขนส่งสัมภาระนั้น จะคิดราคาตามขนาด อย่างของเรา กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้ว คิดค่าขนส่งราคา 2,030 เยนต่อใบ

จัดการเรื่องสัมภาระออกไปได้แล้ว ตัวก็เบาขึ้นเยอะ… เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน…

Ouchi-Juku

สำหรับโปรแกรมในวันนี้ คือหมู่บ้านโบราณ โออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) หมู่บ้านที่เรารักที่สุด โดยในวันนี้ ขออนุญาติตื่นสายเล็กน้อย เพราะว่าอาการปวดเมื่อยจากการขี่จักรยาน เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเราจะออกเดินทางกันเวลา 09.19 น.

ขบวนรถไฟสายที่จะไปหมูบ้านนี้ ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ จะต้องซื้อตั๋วที่หน้าสถานีอีกที หรือสามารถใช้บัตร Aizu Gurutto Card ได้ แต่ว่าบัตรของเรา หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน เจ็บใจมาก…

วิธีเดินทาง
จากสถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)
หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที
หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)
*สำหรับช่วงเทศกาลหิมะ จะมีบริการรถบัสรับส่งจากสถานี Yunokami Onsen

วันนี้แต่งตัวมาในธีม  ข้าราชการซี 5 พอมายืนถ่ายรูปตรงนี้ ก็ดูเหมือนพนักงานรถไฟอยู่เหมือนกัน…

เส้นทางรถไฟนี้ จะผ่านหุบเขาน้อยใหญ่ที่สวยงาม และจะสวยมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งดูเหมือนว่าคนขับรถไฟ จะรู้ถึงข้อนี้ดี เวลาผ่านจุดที่สวย ๆ ก็จะชะลอความเร็ว เพื่อให้ผู้โดยสารถ่ายรูปได้จนหนำใจ…

เมื่อมาถึงสถานี Yunokami Onsen ให้เดินออกจากสถานี แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอกับรถบัสหน้าตาน่ารัก ที่จะพาเราไปที่หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ

ตั๋วโดยสารจะมีสองแบบคือ เที่ยวเดียว ราคา 500 เยน และ ไป-กลับ ราคา 1000 เยน โดยที่รอบรถจะมีเพียง 8 รอบต่อวันเท่านั้น ควรแจ้งรอบเวลาขากลับกับเจ้าหน้าที่ประจำรถไว้ด้วย ในกรณีที่ซื้อตั๋วแบบไป-กลับ อย่าลืมเก็บตัวไว้โชว์พนักงานตอนขากลับกันด้วยน๊า…

จาก Yunokami Onsen Station ไป Ouchi-juku

09:00 น./10:00 น./10:40 น./11:20 น./12:05 น./13:05 น./14:05 น./15:05 น.

จาก Ouchi-juku ไป Yunokami Onsen Station

10:20 น./11:00 น./12:25 น./13:25 น./14:25 น./16:00 น.

ภายในรถจะตกแต่งเป็นสไตล์ย้อนยุค เรียกว่าบิ้วด์กันตั้งอยู่ในรถเลย…

เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราก็มาถึงหมู่บ้านโออุจิ-จูคุกันแล้ว บรรยากาศเหมือนย้อนอดีตมาเลย…

ต้องเกริ่นกันก่อนซักนิดว่า ภายในระยะเวลาประมาณปีครึ่ง เราไปเยือนหมู่บ้านโออุจิ-จูคุ มาแล้วทั้งหมดถึง 3 ครั้งเลยนะ

ครั้งแรกเราไปในช่วงฤดูร้อน ตอนนั้นจำได้ว่า เรายังไม่ประสีประสากับหมู่บ้านนี้เท่าไหร่นัก…
ครั้งที่สองในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้มีงานเทศกาลหิมะ ซึ่งสนุกสนานมาก แถมเรายังได้นอนค้างเรียวกังภายในหมู่บ้านอีกต่างหาก ฟินสุด…
และครั้งที่สาม ก็คือครั้งล่าสุดนี้ เราไปเยือนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี… ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ที่หมู่บ้านนี้จะสวยโดดเด่นมากที่สุด…

ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) แห่งนี้ เคยมีอดีตที่รุ่งเรืองมาก เนื่องจากเป็นทางผ่านของเส้นทางการค้าที่คึกคักในสมัยเอโดะ เชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิงมากมาย

แต่แล้ววันนึงก็ต้องพบกับฝันร้าย เพราะเมื่อมีเส้นทางการเดินทางใหม่ไฉไลกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด จนหมู่บ้านนี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง และปิดตัวไปในที่สุด

แต่ในปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

เนื่องจากว่าวันที่เรามาเป็นวันเสาร์ ประกอบกับใบไม้ก็กำลังออกสีสันอย่างสวยงามมาก ทำให้ผู้คนมาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้ ค่อนข้างที่จะหนาตาเป็นพิเศษ

สำหรับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ระหว่างปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกิมมิคน่ารัก ๆ ของหมู่บ้านนี้ก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน… ก็ในเมื่อน้ำตามท่อระบายมันเย็นนัก แม่ก็เอาขวดเครื่องดื่มมาแช่เย็นซะเลย… ส่วนเรื่องความสะอาด วางใจได้ เพราะที่นี่คือญี่ปุ่น ประเทศที่สะอาดหมดจดยันท่อระบายน้ำ…

ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย แต่สิ่งที่ดึงดูดเรามากที่สุดน่าจะเป็นของกิน เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยค่า…

อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือบะหมี่ต้นหอม (Negi Soba) จุดเด่นก็คือ เค้าจะเสริฟโซบะพร้อมกับต้นหอมยักษ์ โดยวิธีการรับประทาน จะใช้ต้นหอมยักษ์ที่เค้าให้มานั่นล่ะ คีบเส้นโซบะแทนตะเกียบ และสามารถทานไปพร้อมกับต้นหอมได้เลย…

แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็เลยไม่ได้ไปลิ้มลอง เราเลยจัดอาหารสตรีทฟู้ดข้างทางที่กินง่าย ๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างถ่าน หรือดังโงะย่าง…

ไอศกรีมรสโซดา ที่เราซื้อเพื่อมาถ่ายรูปโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าสีสวยดี… แต่เอาเข้าจริง รสชาดก็ดีด้วยนะ…

น้องง..!

พริตตี้ร้านกาแฟที่คิวท์ที่สุดในย่านนี้…

เดินไปซักพัก ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด… แดดออกแล้วค่า… เที่ยวฟุคุชิมะมาสามวัน เพิ่งเจอแแดดจัด ๆ แบบไร้ฝน ก็วันนี้เอง… วิ่งตามมาเลยค่าคุณผู้โช้ม…

อีกสิ่งหนึ่งที่มาที่นี่ แล้วจะต้องห้ามพลาด นั่นก็คือการขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณท้ายหมู่บ้าน ซึ่งทางขึ้นจะมีอยู่สองทาง ทั้งแบบชันมากแต่ระยะทางสั้น และแบบชันน้อยแต่ระยะทางยาว… แน่นอนว่า คนหยิบโหย่งอย่างเรา ก็ต้องเลือกทางที่ชันน้อยกว่าอยู่แล้ว…

ก็ทางนี้ สีต้นไม้มันสวยกว่านี่นา…

ขึ้นมาแล้วก็จะได้วิวนี้เลย สวยมาก

เดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอกับจุดชมวิวมหาชนที่หลาย ๆ น่าจะคุ้นเคยกันดี… เพราะสื่อโฆษณาจังหวัดฟุคุชิมะ มักจะนำภาพหมู่บ้านโออุจิ-จูคุในมุมนี้ ไปโปรโมทอยู่บ่อย ๆ

ต้นไม้บริเวณจุดชมวิว สีกำลังสวยเลยทีเดียว

หมู่บ้านนี้ เรายกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถ่ายรูปสนุกที่สุด… เพราะมีมุมให้แอ๊คชั่นอยู่มากมาย… จนสามารถเอารูปไปอัพโซเชียลได้ถึงปีหน้า…

หลังจากที่เดินสำรวจหมู่บ้านกันไปเกือบครบทุกซอกทุกมุม ก็เลยเดินออกไปหามุมใหม่ ๆ ดูบ้าง สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น ก็คือวิวโดยรอบนี่แหล่ะ สวยงามอลังกาลสุด ๆ

นี่ตั้งใจจะให้ภาพออกมาดูเป็นพิมฐา แต่ดูแล้ว เหมือนกับอาจารย์ที่กำลังวิ่งตามเด็กหนีโรงเรียนมากกว่า…

หมดเวลาพักเที่ยงแล้วจ้า เด็ก ๆ

มโนกันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับแล้ว เรารีบวิ่งกลับมาขึ้นรถในรอบ 12.25 น. แม้ว่าใจจะยังไม่อยากกลับเลยก็ตาม

กลับมาถึงที่สถานี Yunoakami Onsen Station ในเวลาบ่ายโมงเห็นจะได้ ก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ที่จะสำรวจสถานีรถไฟสุดคลาสสิคแห่งนี้

จุดเด่นของสถานีนี้ ก็คือ บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าฟรี บริเวณข้าง ๆ สถานี ที่ดูเหมือนว่าผู้คนจะเข้ามาใช้บริการเยอะมาก… แต่เราไม่ได้ไปแช่หรอกนะ… ก็รองเท้ามันถอดยากนี่นา…

บรรยากาศภายในสถานี ให้อารมณ์แบบหนังญี่ปุ่นย้อนยุคแบบโอชินมาก ๆ มีชั้นวางหนังสือ สามารถหยิบมาอ่านได้ ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นออก มีผลไม้ และขนมวางขาย มีเตาไว้สำหรับผิงไฟ แถมยังมีกาซาปองให้หยอดเหรียญเล่นอีกนะเออ…

นอกจากบ่อออนเซ็นแช่เท้า และการตกแต่งภายในสถานีที่เป็นจุดเด่นแล้ว สถาปัตยกรรมภายนอก ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะว่าตัวสถานี เป็นอาคารเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณ ที่ไม่ว่าใครมา ก็อดที่จะถ่ายรูปกลับไปไม่ได้…

จุดหมายต่อไปของเราก็คือการไปสถานี Aizu Tajima โดยขึ้นรถไฟรอบ 13.31 น.

เส้นทางระหว่างไปสถานี Aizu Tajima สวยมาก ๆ ท้องฟ้าแจ่มใส เรานั่งมองวิวเพลินเลยล่ะ

Furumachi

เมื่อเรามาถึงสถานี Aizu Tajima เวลาบ่ายสอง เราจึงรีบเดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองมินามิไอสึ (Minamiaizu Tourist Information) ก่อนเป็นลำดับแรก

เราตรงเข้าไปถามพนักงานเพื่อสอบถามเรื่องรถบัสไปฟูรุมาชิ พนักงานก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกับว่าไม่คุ้นหูชื่อเมืองนี้เลยซักนิด… เราเลยทวนชื่อเมืองอีกรอบ พนักงานก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที พร้อมกับกุลีกุจอไปเสาะหาข้อมูลมาให้เราอย่างครบครัน ก่อนที่จะยิงคำถามด้วยความสงสัยว่า…

“น้องจะไปทำอะไรครับ..?”

พี่จ๋า… ทริปนี้น้องได้ยินคำถามแบบนี้มาสองรอบแล้ว แพลนทริปของน้องมันอินดี้เกินไปใช่ไหมค๊ะ..? เรานึก

เราก็เลยอธิบายไปว่า จะไปทำอะไร ไปเที่ยวอะไรบ้าง… ซึ่งพนักงานก็ดูเริ่มจะเข้าใจเป็นอย่างดี…

พนักงานที่นี่ บริการดีแบบถึงลูกถึงคนมาก เพราะนอกจากจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว… พนักงานยังมายืนรอเรียกรถให้ พร้อมกับกำชับกับคนขับรถให้ด้วยว่าเราจะต้องไปลงที่ไหน… แถมตบท้ายด้วยการส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับโบกมือลาจนกระทั่งรถวิ่งไปจนลับสายตา…

โอ้ย… มีเบอร์โทรสำนักงานใหญ่มั๊ยค๊ะ จะโทรไปอวย…

เป้าหมายในวันนี้ก็คือ การนั่งรถบัสไปที่เมือง ฟูรุมาชิ (Furumachi) ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกในเขตมินามิไอสุ (Minamiaizu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) ที่นี่ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่ง ”ต้นแปะก๊วย” …แต่ใช่ว่าเมืองนี้จะเต็มไปด้วยต้นแปะก๊วยจำนวนมหาศาลหรอกนะ… มันอยู่ที่ “ขนาด” ต่างหาก…

พิกัด : https://goo.gl/maps/Y1Rr1313bt92

ส่วนการเดินทางนั้น ถ้าไม่ได้ใช้รถส่วนตัว ก็สามารถเดินทางได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima (เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน

รอบเวลารถบัส

Aizu Tajima Station -> Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen)

09.55 / 12.40 / 14.30 / 17.50

Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen) -> Aizu Tajima Station

06.42 / 07.52 / 11.52 / 14.42 / 16.12

ค่าโดยสารราคา  1,270 เยนต่อเที่ยว

รอบรถที่เราขึ้นในวันนี้คือรอบ 14.30 น. เป็นรถแบบหวานเย็น สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ แถมวิวระหว่างทางไปเมืองฟูรุมาชิเนี่ย สวยมาก ๆ บันเทิงสุด ๆ เอาเป็นว่าแค่นั่งรถมาก็คุ้มแล้ว…

เรานั่งเช็คแมพมาตลอดทาง เพราะกลัวว่ารถจะขับเลยป้าย… จริง ๆ มันก็น่าวิตกอยู่หน่อย ๆ นะ เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย แถมรีวิวข้อมูลอะไรก็แทบไม่มี… พอใกล้จะถึงจุดที่ต้องลง เราก็ลุกขึ้นมากดออดพร้อมกับเดินมาที่ประตูรถเพื่อเตรียมตัวจะลง

แต่รถกลับไม่จอดให้ค่ะคุณขา…

เรารีบตะโกนบอกคนขับให้จอดรถ แต่คนขับก็ยังไม่จอดให้ แถมยังขับต่ออย่างไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ทั้งสิ้น… กรี๊ด…

เพียงชั่วอึดใจ รถก็จอด และปล่อยให้เราลง ซึ่งบริเวณที่เราลงก็คือ ใต้ต้นแปะก๊วยยักษ์พอดิบพอดี…

มาถึงตอนนี้ เราก็ถึงบางอ้อ… เค้าขับออกนอกเส้นทาง เพื่อมาส่งเราถึงที่เลยต่างหากล่ะ… เราเลยเดาว่าพนักงานที่ศูนย์บริการนักเที่ยวคงจะกำชับให้คนขับรถพามาส่งเราที่นี่เลย…

โอ๊ย… ตกอกตกใจหมด ขอโทษที่แพนิคนะคะ…

จบเรื่องสั้นเขย่าขวัญแล้ว เราก็ไปยลโฉมเจ้าแปะก๊วยยักษ์กันเลยดีกว่า…

ครั้งแรกที่เห็นเจ้าต้นแปะก๊วยยักษ์นี้ เราก็รู้สึกได้เลยถึงความยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม แต่ก็รู้สึกสงบในคราวเดียวกัน… แม้จะแอบใจแป้วไปบ้าง เพราะว่าสีใบไม้ยังอมเขียวอยู่เลย…

ซึ่งเจ้าต้นแปะก๊วยที่ว่านี้ มีขนาดความสูงกว่า 35 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 เมตร ตัวลำต้นต้องใช้คนโอบมากถึง 10 คน จัดว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟูรุมาชิ ด้วยอายุยาวนานกว่า 800 ปี…

คุณพระ… ต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่รอบ ถึงจะมีอายุรวมกันได้ 800 ปี..!

ซึ่งคนญี่ปุ่นเองเชื่อกันว่า เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ถูกจัดตั้งเป็นอนุสาวรีย์ของจังหวัด และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามแห่งจังหวัดฟุคุชิมะอีกด้วย

ถึงใบไม้จะยังไม่พีค แต่ที่นี่ก็ยังถ่ายรูปออกมาสวย และสนุกมากอยู่ดีนะ… จนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า… ถ้าต้นแปะก๊วยต้นนี้อยู่ที่ประเทศไทย คงจะถ่ายรูปออกมาได้ไม่สนุกเท่านี้แน่ ๆ …เพราะคาดว่าลำต้นน่าจะผูกด้วยผ้าสามสี มีกระถางธูป และตุ๊กตาม้าลายเรียงรายกันอยู่ใต้ต้นไม้ เผลอๆ อาจจะมีชุดไทยห้อยอยู่ตามกิ่งก้านสาขา จนได้ฉายาว่า เจ้าแม่แปะก๊วยทองไปเลยก็เป็นได้…

พอแสงเริ่มหมด อากาศก็ค่อย ๆ เย็นขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ควรจะไปเข้าที่พักได้แล้ว ซึ่งที่พักของเราในวันนี้ชื่อว่า Sugaya Ryokan ที่อยู่ห่างจากต้นแป๊ะก๊วยไปประมาณ 400 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/HuUcC16DaCN2

โดยเราจองผ่านเว็บไซต์ของที่พักโดยตรง ในราคา 7,000 เยนต่อคน รวมอาหารเย็น 1 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว) ห้องถือว่ากว้างขวาง และใหม่พอสมควร

Website : http://www.sugaya-ina.jp/

ที่นี่จะไม่มีห้องน้ำภายในห้อง ต้องใช้ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง ความสะอาดก็ถือว่าผ่านมาตรฐาน…

อาหารเย็นที่นี่จัดว่าโอเคมาก อร่อยหลายอย่างเลยทีเดียว…

โดยเฉพาะ ซาซิมิเนื้อม้า อร่อย นุ่ม ละมุนลิ้น

มะเขือเทศ ที่เค้าเครมว่าของเค้าสดอร่อยที่สุด

หลังจากที่รับประทานอาหารค่ำไปซะพุงกาง เราก็กลับขึ้นมาที่ห้อง ด้วยความหวังว่าภายในห้อง จะต้องมีที่นอนปูรอเรียบร้อยอยู่แล้วแน่ ๆ

แต่ทว่า… สภาพห้องก็ยังอยู่เหมือนเดิมเลยจ้า…

กลายเป็นว่า ที่นี่เค้าไม่มีบริการปูที่นอนให้นะ เราต้องมาปูกันเอง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับการเข้าพักเรียวกัง ที่เราต้องมานอนผ้าปูฝีมือตัวเอง…

เช้านี้เราตื่นขึ้นมาเวลาตี 5 ที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำแต่เช้า แถมยังต้องไปขึ้นรถบัสรอบแรกของวันให้ทันอีกต่างหาก

บรรยากาศยามเช้าอากาศหนาวมาก มีหมอกปกคลุมอยู่บาง ๆ เข้ากันกับภูเขาที่กำลังเปลี่ยนสีอยู่ชะมัด

เราตั้งใจที่จะเดินไปที่ต้นแป๊ะก๊วยยักษ์ แต่ก็โดนต้นไม้ระหว่างทางดักไว้ซะก่อน

นอกจากต้นแปะก๊วยยักษ์ ที่เป็นพระเอกของเมืองนี้แล้ว สิ่งที่เราชอบไม่แพ้กันก็คือ บรรยากาศยามใบไม้เปลี่ยนสีของเมืองนี้ ที่จัดจ้าน และฉูดฉาดกว่าที่เราคิด สีมีความตัดกันอย่างลงตัว นี่กว่าจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วยยักษ์ ก็ถ่ายรูปกันจนเมมเกือบเต็ม…

ก่อนที่เราจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วย เราก็เจอเข้ากับแผงต้นไอวี่ ที่ปกคลุมอาคารซะเกือบมิด แถมสียังสวยมาก ๆ เรียกว่าขโมยซีนต้นแปะก๊วยไปเต็ม ๆ

ก่อนที่ต้นแปะก๊วยจะงอนไปมากกว่านี้ เราก็กลับไปให้ความสนใจพระเอกของเรากันดีกว่า เมื่อวานตามถ่ายรูปมาเยอะแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นรอบเก็บตกละกัน

เมื่อคืนแอบอธิษฐาน ขอให้ตื่นมาแล้วใบไม้เหลืองเลยนะเจ้าค๊ะ… ซึ่งเช้านี้ ใบไม้ก็แอบเหลืองขึ้นมานิดนึง…

ถ้าใครมีอารมณ์อินดี้ เบื่อแล้วกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสถานที่ยอดนิยม อยากให้ลองมาเปิดประสบการณ์ ออกสู่ชนบทมาชมความงามที่เมืองฟูรุมาชิดูบ้าง… เพราะถึงแม้สถานที่จะไกลปืนเที่ยง อยู่ในซอกอยู่ในหลืบ แถมรถราก็ไม่ค่อยมี… แต่พูดได้เลยว่า ที่นี่สวย และเป็น Rare Item ที่ควรค่าแก่การมาเช็คอินอวดเพื่อน ๆ เป็นอย่างมาก

แล้วจะได้รู้ว่า แค่ต้นไม้ต้นเดียว ก็เฟี้ยวได้เหมือนกันนะเออ…

ได้เวลาอันเป็นสมควร เราก็รีบไปรอที่ป้ายรถกันดีกว่า เพราะว่าถ้าตกรถไป จะต้องรอกันอีกนานเลย…

สภาพอากาศ ณ.ขณะนั้น มีฝนตก แดดออก แถมยังหนาวมากอีกต่างหาก… นกสับสนไปหมดแล้วค่ะ พี่ตา…

พอเอาตัวเองมาอยู่ตามชนบทแบบนี้ เราก็ได้เห็นอะไรน่ารัก ๆ ที่ในเมืองใหญ่ ๆ อาจจะไม่มี นั่นก็คือ… เด็กนักเรียนที่เดินเรียงกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ โดยมีผู้ใหญ่ที่อยู่หัวแถว คอยนำทางพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน…

สำหรับป้ายรถบัสขากลับ มีชื่อว่า Furumachi Tobacco Yazen (Tobacco Store Bus Stop) จะอยู่ตรงหน้าร้านขายยาสูบตามชื่อป้ายเลย…

ตอนที่เรารอรถอยู่ ทางพนักงานในร้านคงเห็นว่าฝนกำลังตก จึงเชื้อเชิญให้เราไปหลบฝนข้างในร้าน แถมยังให้ขนมมาให้เรากินระหว่างรอรถอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

พิกัด : https://goo.gl/maps/F9q5H2hWbur

รอบรถที่เราจะต้องขึ้นก็คือเวลา 7.52 น. แต่รถมาเลทไปประมาณ 10 นาที ทำเอาเราแอบกังวลไปเหมือนกัน เพราะนึกว่าตัวเองจะตกรถไปซะแล้ว…

ส่งท้ายเมืองฟูรุมาชิ ด้วยวิวระหว่างทางตอนขากลับนี่ล่ะ ใบไม้สีเจ็บสุด ๆ

Aizu Tajima

เรากลับมาที่สถานี Aizu Tajima Station อีกครั้ง เพื่อที่จะนั่งรถบัสอีกสาย ไปยังสถานที่ถัดไป…

แต่ก่อนที่จะถึงรอบรถบัสในอีก 2 ชั่วโมง เราก็ขอใช้เวลาว่างในระหว่างนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเดินสำรวจเมืองทาจิมะกันดูดีกว่า แม้เราจะไม่ได้เตรียมข้อมูลของเมืองนี้มาเท่าไหร่ แต่ google maps ช่วยคุณได้…

จุดมุ่งหมายแรกของเรา ก็คือ Former Minamiaizu-gun Municipal Government Office หรือ ที่ว่าการ เมืองมินะมิ ไอสึ-กุน หลังเก่า ที่สร้างในปี ค.ศ. 1885 ด้านหน้าอาคารเป็นเสาทรงกลม สไตล์กรีก และมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยรอบทั้ง 2 ชั้น

ในปี 1970 ทางรัฐบาลมีโครงการที่จะก่อสร้างอาคารว่าการหลังใหม่ขึ้น แต่ชาวเมืองก็ได้มีการคัดค้าน ไม่ให้ทำลายอาคารหลังนี้ทิ้ง รวมถึงการสนับสนุนให้อนุรักษ์อาคารหลังนี้ไว้ และในปี 1971 ทางรัฐบาล จึงจัดตั้งอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังมีการจัดแสดง สิ่งของต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณปราสาท ชิกิยามะโจ เมื่อสมัยเอโดะ อีกด้วย

วิธีเดินทาง สามารถเดินมาจากสถานี Aizu Tajima Station ประมาณ 700 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/6XDrr2uM6Xy

อาจเพราะวันที่เรามาเป็นวันธรรมดาที่ผู้คนส่วนใหญ่มาทำงาน จึงมีรถจอดเต็มลานจอดแทบจะแน่นขนัด ภาพที่หวังไว้ เลยไม่สวยงามตามที่คิดไว้ซักเท่าไหร่… เราเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ดีกว่า

บรรยากาศเมืองทาจิมะในวันฟ้าหม่น ก็ดูสวยดีนะ แม้บางทีจะดูเหงา ๆ ไปหน่อยก็ตาม…

ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การมาถ่ายรูปกับดอกหญ้า จะทำให้ภาพออกมาเป็นอ้อย กะท้อน ได้ขนาดนี้

หลังจากหลงทางอยู่พักใหญ่ เราก็เดินมาถึงปราสาทชิกิยาม่า…

ซากปรักหักพังของปราสาทชิกิยาม่า (Shigiyama Castle Ruins) ไม่มีข้อมูลปรากฎที่แน่ชัดว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12  ปราสาทและกำแพงก่อสร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงซ้อนกัน ตั้งอยู่บนยอดเขา กลางเมือง Aizu Tajima

หลักฐานที่ปรากฏพบคือ ในช่วงปีค.ศ. 1459 Naganuma Munemasa 1 ใน 4 ซามูไรผู้ก่อตั้งเมือง Aizu ได้เข้ายึดครอง และตั้งรกราก พร้อมปรับปรุงปราสาทแห่งนี้ขึ้นใหม่ ด้วยชัยภูมิที่ตั้งที่อยู่บนที่สูง จึงสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะถูกโจมตีอยู่เรื่อย ๆ แต่แล้วก็ถึงกาลสิ้นสุดในปีค.ศ. 1627 สาเหตุจากสงครามโค่นล้มกลุ่มซามูไร ทำให้ปราสาทแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง และภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ปราสาทพังถล่มลงมา กลายเป็นซากจนถึงปัจจุบัน คงเหลือไว้เพียงกำแพงเมืองที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/s8qCg1cPdw22

ก่อนเข้าไป มีป้ายเตือนให้ระวังหมีอันเบ่อเริ่ม… แต่ก็ไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ทั้งนั้น

ถัดจากป้ายระวังหมี ก็จะเป็นป้ายแผนที่ภายในบริเวณปราสาท แต่คาดว่าเราคงจะไปไหนไม่ได้ไกล เพราะรอบข้างจัดว่าเป็นป่ารกชัฏมาก…

สิ่งที่ปะทะเข้าตาเป็นอย่างแรกก็คือ ต้นเมเปิ้ลสีแดงแปร๊ด ที่แย่งซีนต้นไม้ทุกต้นในบริเวณนี้ซะราบคาบ…

พอหันหลังกลับไปก็ร้องกรี๊ด เพราะจุดนี้สามารถมองเห็นเมืองทาจิมะได้ด้วย

เดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับส่วนที่เป็นกำแพงของปราสาท ซึ่งดู ๆ แล้ว ที่นี่แทบไม่เหลือส่วนของสถาปัตยกรรมให้ดูมากนัก มีแต่ป่ารกชัฏอันหนาแน่น จนบางทีก็แอบหวั่นว่า หมีจะออกมามั๊ยนะ…

แว๊กกก.. หมีมา..! เผ่นต่อไม่รอแล้วนะ

หมีเหมอที่ไหนกัน… แค่ได้เวลาที่จะต้องกลับไปขึ้นรถบัสแล้วต่างหาก…

Showa Village

และแล้ว ก็มาถึงสถานที่ที่เรารอคอย และอินดี้ที่สุด นั่นก็คือ หมู่บ้านโชวะ…

หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่เราอยากจะมาเยือน เพียงเพราะว่ารูปเพียงหนี่งรูปที่เราไปเห็นจากอินเตอร์เนตเท่านั้น… และหลังจากที่รู้ชื่อสถานที่ เราก็จับยัดเข้าไปอยู่ในบัญชี Bucket List ของเราทันที…

มาดูกันว่า… สถานที่ที่เราตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ มันจะสวยงามอย่างที่คาดการณ์ไว้รึเปล่านะ

หมู่บ้านโชวะ (Showa village) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคไอสุ (Aizu) เขตโอนูมะ (Onuma) จังหวัดฟุคุชิมะ (fukushima) ที่นี่มีประชากรเพียงแค่ 1,332 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์โอทอปที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้ก็คือ ผ้าคารามูชิ (Karamushi) ที่ผลิตจากเส้นใยพืช Choma ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของหมู่บ้าน

วิธีเดินทาง

หมู่บ้านโชวะสามารถมาได้ 2 เส้นทาง คือ

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟ JR Tadami Line ไปลงสถานี Aizu-Kawaguchi แล้วนั่ง Aizu Bus ที่หน้าสถานีไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่าโดยสาร ประมาณ 960 เยน (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Kawaguchi ไป Showa Village

8.23 น. / 15.33 น. / 9.03 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Shimohara) ไป สถานี Aizu Kawaguchi

7.10 น. / 11.10 น. / 17.30 น.

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima(เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Tajima ไป Showa Village

11.15 น. / 14.30 น. / 17.50 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Public Hall) ไป สถานี Aizu Tajima

7.02 น. / 12.52 น. / 16.42 น.

*รถโดยสารเข้าหมู่บ้านทั้งสองเส้นทาง อาจงดให้บริการในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก

พิกัด : https://goo.gl/maps/A448vmDfa3M2

เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Aizu Tajima โดยที่ป้ายรถจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานนี ใกล้ ๆ กับร้านโซบะ

เรายืนรออยู่ซักพักก็มีรถมาจอดเทียบ พร้อมกับเปิดประตูเชื้อชวนให้ขึ้นรถ

“อ้าว ไหงเป็นรถตู้..”

แต่เราก็มั่นใจว่าต้องใช่รถโดยสารไปหมู่บ้านโชวะแน่ ๆ เพราะเห็นมาสคอตของหมู่บ้านที่แปะอยู่บริเวณข้าง ๆ ตัวรถ

เราขึ้นไปแล้วบอกคนขับก่อนเลยว่าต้องการที่จะลงที่ไหน โดยเราเอารูปชื่อจากในกูเกิลให้ดู ทางคนขับเห็นปุ๊บก็ร้องอ๋อทันที…

เพียงไม่กี่อึดใจ คนขับก็ส่งเราถึงที่ ตอนนั้นเราขอบคุณซะยกใหญ่ เพราะเข้าใจว่าคนขับตั้งใจมาส่งโดยเฉพาะ แต่พอสังเกตุดี ๆ

“อ้าว… มีป้ายอยู่หน้าที่พักเลยนี่นา…”

และที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า โชวะกัง เรียวกัง

โชวะกัง เรียวกัง (Showakan Ryakan) เรียวกังขนาดเล็ก ที่มีความอบอุ่นเหมือนมานอนบ้านญาติสูงมาก ที่พูดแบบนี้เพราะว่าเจ้าของเป็นหญิงสาวสูงวัย 2 คน แม่ลูก ดูแลแขกผู้เข้าพักกันลำพัง 2 คน ให้ความเป็นกันเอง และช่วยเหลือดีมาก ถึงแม้ว่าจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ก็รับรู้ได้ถึงความน่ารัก และความมีน้ำใจได้เป็นอย่างดี

และเจ้าของที่พักที่นี่แหล่ะ ที่เป็นเจ้าของวลี “หนูจะมาทำอะไรจ๊ะ..? ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ..”

จริง ๆ แล้ว คุณป้าเค้าถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเค้าเห็นว่าที่นี่เป็นที่ห่างไกล รถราก็มาลำบาก กลัวจะมากันไม่ถูก ยิ่งพอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยแล้ว ก็เลยดูจะกังวลมากขึ้นเป็นพิเศษ

เราไม่แน่ใจว่าที่นี่มีห้องพักทั้งหมดกี่ห้อง แต่ห้องพักทั้งหมดจะอยู่ชั้น 2 ของบ้าน ขนาดของห้องไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ขาดเพียงเครื่องปรับอากาศ แต่ในเมื่ออากาศหนาวขนาดนี้จะมีทำไมล่ะจ๊ะ แต่ไม่ต้องกลัวหนาวนะ เค้ามีฮีตเตอร์ไฟฟ้าเตรียมไว้ให้ อุ่นสบายเลย

ราคา 7,560 เยน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว)

Tel. 0241-57-2230

Website : http://www.asahi-net.or.jp/~KD5J-IGRS/

เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น มีความเป็นเรโทรอยู่สูง

วิวหลังห้องพักจัดว่าเด็ดมาก ยอมศิโรราบให้อย่างไร้ข้อกังขา…

จบเรื่องที่พัก ต่อไปก็เป็นเรื่องเที่ยว…

เมืองโชวะ เป็นเมืองที่ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นการมาเที่ยวจะเหมาะกับคนที่ขับรถส่วนตัวมามากกว่า

แล้วถ้าคนที่ไม่ได้ขับรถมาอย่างเราล่ะ…

เรารู้ถึงข้อจำกัดนี้ดี ก่อนที่ทำการจองที่พัก เราจึงสอบถามที่พักแต่ละที่ก่อนว่า มีจักรยานให้เช่ามั๊ย..?ปรากฏว่ามีที่พักอยู่ที่หนึ่ง ที่มีจักรยานให้เช่า.. นั่นก็คือ Toaruyado เรียวกังอีกเจ้า ที่อยู่ตรงข้ามกับเรียวกังที่เราพัก…

เดิมทีเราเลือกที่จะพักเรียวกังที่นี่ เพราะว่าสามารถจองผ่านอีเมล์ และใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ แต่ว่าทางเรียวกังไม่สะดวก เนื่องจากว่ามีเด็กเล็กอยู่ที่บ้านด้วย แต่ว่าทางเรียวกังสะดวกที่จะให้เช่าจักรยานในราคา 500 เยนต่อคัน…

Website : http://www.toaruyado.com

ไปค่ะ พี่สุชาติ…

และแล้วก็ถึงเวลาตามล่าความฝัน สถานที่ที่เป็นจุดตั้งต้นของทริปนี้เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ อดีตโรงเรียนประถมกูอิมูระ โดยระยะทางจากที่พัก ถึงที่หมาย ก็ประมาณ 2.7 กิโลเมตร

เราถึงกับยิ้มมุมปาก พลางกับคิดในใจว่า… โถ… ระยะทางแค่นี้เอง พี่ปั่นไปปรู๊ดเดียวก็ถึงแล้ว…

แต่… หลังจากที่ปั่นไปได้เพียง 30 วินาที ก็อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาอัลบาเนีย…

มันเหนื่อยมากค่า..!

ด้วยเส้นทางขาไป มีลักษณะเป็นทางขึ้นเขา ซึ่งต้องใช้แรงค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าจักรยานจะเป็นแบบมีเกียร์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ประกอบกับความล้าจากการปั่นจักรยานเข้าป่าในวันแรกยังคงส่งผลมาจนถึงวันนี้…

แต่วิวสองข้างทางก็สวยซะเหลือเกิน… ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากการปั่น เป็นการจูงจักรยานชมวิวไปซะแล้ว

หลังจากที่ปั่น.. อ้อ… จูงจักรยานจนหน้ามืด เอาจริง… อีกนิดก็จะอ้วกอยู่แล้ว… สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นต้นแปะก๊วยสีเหลืองอร่ามที่อยู่ไกล ๆ เลยทำให้มีแรงฮึดเฮือกสุดท้าย… ม่ะ..!!

และแล้วเราก็เข้าเส้นชัยไปแบบหมดสภาพ… ในช่วงระหว่างที่เราพักหายใจ เราไปทำความรู้จักสถานที่นี้กันหน่อยดีกว่า…

อดีตโรงเรียนประถมร้างกูอิมารุ ( Former Kuimaru Elementary School) มีอายุยาวนานถึง 80 ปี แต่ได้ปิดทำการ และถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ผู้คนในหมู่บ้านต่างถกเถียงกันหลายคราถึงการทุบทิ้ง หรือ อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ สุดท้ายมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำการอนุรักษ์ไว้ ซึ่งงบประมาณทั้งหมดมาจากการระดมทุนของหน่วยงานภาครัฐ และประชน โดยตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 24 ล้านเยน เริ่มปรับปรุงเมื่อเดือนกันยายน 2017 แล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2018

พิกัด : https://goo.gl/maps/Gwe8bVMwYix

ต้นแปะก๊วยโดยรวมเพิ่งจะเหลือง และยังมีความเขียวเจือปนอยู่ จริง ๆ เราหวังว่าจะมาเจอใบแป๊ะก๊วยร่วงอยู่เต็มพื้นมากกว่า… แต่แค่นี้ก็สวยเกินไปแล้ว ยิ่งพอเข้าคู่กันกับอาคารโรงเรียนข้างหลังด้วยแล้ว… มันเป็นความคลาสสิคแบบสุด ๆ

มาดูภายในตัวอาคารกันบ้าง…

ตัวโรงเรียนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น 1 หลัง ปัจจุบันปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกึ่งพิพิธภัณฑ์ โดยจะจำลองบรรยากาศห้องต่าง ๆ เป็นห้องเรียนแบบย้อนยุค ทั้งหมด 6 ห้อง ชั้นล่าง 2 ห้อง ชั้นบน 4 ห้อง และเป็นห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ด้านล่าง อีก 1 ห้อง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชม และถ่ายรูปได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ย้อนนึกถึงโรงเรียนในสมัยที่ยังเป็นเด็กเลย ที่เมืองไทยก็เป็นอาคารเรียนไม้ ทุกเดือนต้องมีการทำความสะอาด ลงแว็กซ์ที่พื้น เล่นกันสนุกสนาน

สวมบทเป็นคุณครูเจ้าระเบียบ…

แยกร่างมาเป็นนักเรียนสุดเฟี้ยว…

ปิ๊ง..!

มโนพอแล้ว เดินออกไปดูวิวดีกว่า…

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ…

จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของที่นี่คือต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่ 2 ต้น ที่อยู่บริเวณลานด้านหน้าตัวอาคาร ในยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นช่วงที่งดงามมาก ๆ เพราะใบแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองโดดเด่น ยามร่วงโรยลานด้านหน้าทั้งหมดจะปกคลุมไปด้วยใบแปะก๊วยสีเหลืองทองช่างเป็นภาพที่ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นภาพที่ทำให้เราดั้นด้นมาจนถึงที่แห่งนี้

ต้นแป๊ะก๊วย เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์รวมของคนในหมู่บ้าน เพราะระหว่างวันจะเห็นครอบครัวพาเด็กเล็ก ๆ มาวิ่งเล่นกันที่สนามด้านหน้ากันสนุกสนาน

ถ่ายรูปกันจนอัพเฟซบุ๊คได้ถึงปีหน้าแล้ว ก็ได้เวลาที่จะกินอาหารแบบจริงจังกันซักที ข้าง ๆ อาคารโรงเรียนสุดเรโทรนี้ มีร้านอาหารสุดคิ้วท์ ที่เค้าบอกต่อกันมาว่า โซบะที่ที่นี่อร่อยมาก… ชื่อว่า Schola 100 Percent Soba

จุดเด่นของร้านนี้คือ สามารถนั่งทานไปมองวิวต้นแปะก๊วยไปได้ด้วย ฟินแบบมหากาฬ

มาถึงก็ต้องสั่งโซบะ ของขึ้นชื่อเค้าซิเนอะ… พอลิ้มรสแล้วขอบอกเลยว่า โซบะเค้าเริ่ดจริงอะไรจริงอย่างที่โฆษณาไว้เลย…

เซตนี้ราคา 800 เยน สั่งเครื่องดื่มด้วยน้ำผลไม้+เพิ่ม 150 เยน

ส่วนเครปชิ้นนี้ เราสั่งเพราะเห็นว่าโต๊ะข้าง ๆ สั่ง ก็เลยชี้ไปแล้วบอกกับพนักงานว่า จะเอาแบบโต๊ะนู้น… อร่อยจริงนะ มาแล้วต้องจัด…

จานนี้ราคา 700 เยน

แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน ในวันนี้ทางร้านบอกว่ามีชีสเค้ก และช็อคโกแล็ตชีสเค้ก เราเลยจัดทั้งสองรส เป็นชีสเค้กที่เข้มข้น อร่อยลงตัวมาก ๆ

ราคาชิ้นละ 250 เยน

นั่งกินไปชมวิวไป ฟินเงียบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง

ตอนแรก เราตั้งใจจะอยู่ที่นี่จนกระทั่งฟ้ามืด เพื่อรอดู Light up..!

ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก… เห็นห่างไกลความเจริญอย่างนี้ นางก็มีโชว์เล่นไฟกะเค้าด้วยนะ…

แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับเรากลัวอันตราย ที่จะต้องขี่จักรยานกลับในเวลากลางคืน เราจึงตัดสินใจกลับเข้าที่พักเลยจะดีกว่า…

แต่กว่าจะมาถึงที่พัก ก็เสียเวลาลั่นชัตเตอร์ไปอีกหลายกุรุส… ก็วิวมันเริ่ดมากเลยค่ะคุณพี่…

ขากลับไม่ค่อยเหนื่อยเท่าขามา แต่ก็หนักหนาพอที่จะทำให้ต้องหยุดพักหายใจระหว่างทาง… #ลุงเหนื่อย

แต่ข้อดีของการพักเหนื่อยก็คือ ทำให้เรามีเวลาเดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ที่ไม่ใช่วิวจากถนนเพียงอย่างเดียว…

เห็นดอกหญ้าเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าใส่…

ความอ้อย กะท้อน มาอีกแล้ว แต่ดูจากฟีล คราวนี้น่าจะมาในธีม พี่หงา คาราวาน…

กลับมาถึงที่พักอย่างหมดสภาพ ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทานอาหารเย็นกันดีกว่า

เมื่อถึงเวลาอาหารที่แจ้งไว้ เค้าก็มาตามเราไปยังห้องพักอีกห้อง ที่อยู่เยื้อง ๆ เข้าไปด้านใน เปิดประตูเข้าไปก็พบกับชุดอาหารที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างดี

ไคเซกิมาเป็นเซ็ตเลยน๊า…..น่าทานใช่มั้ยล่ะ..?

อาหารมื้อนี้ ถือเป็นอาหารแบบไคเซกิมื้อที่อร่อยที่สุดสำหรับเราในทริปนี้เลยนะ ความฟินให้ระดับ 10 กะโหลก มิชลินระดับ 10 ดาว ดีงามไปหมดทุกสิ่งอย่าง… ยิ่งเทียบกับค่าที่พักที่จ่ายไปบอกเลยว่าเกินคุ้ม…

เทมปุระก็มี รสชาดดีเว่อร์ แถมกุ้งสดมาก…

ซาชิมิก็มา…..ขอบอกว่าสดมาก… สดจนงงว่าหมู่บ้านในหุบเขาแบบนี้ มีอาหารทะเลสด ๆ ได้ยังไงกัน หอยเชลล์ตัวใหญ่เบิ้ม รสชาดหวานเจี๊ยบ…

อิ่มแล้วก็สะบัดตูดกลับห้องพักดีกว่า…

Finally..! ก็ได้เจอเรียวกังที่ปูที่นอนให้แล้วจ้า… โอ้ย… ปลาบปลื้ม เป็นการสิ้นสุดวันที่แสนจะอบอุ่น จนน้ำตาแทบจะไหล

เราหลงฟุกุชิมะหนักมาก โดยเฉพาะเมืองตามชนบท ที่สุดแสนจะเรียบง่าย รวมถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่โอบล้อมตัวเรา จนรู้สึกว่าเราก็แค่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในแผนที่ ที่เพียงแค่มาอาศัย และใช้ทรัพยากรเพียงเท่านั้น

ถ้าเบื่อเมืองหลวง และแสงสีอันแสบตา อยากให้ลองมาสัมผัสชนบทที่ฟุกุชิมะดูบ้าง ที่นี่อาจจะไม่บันเทิงหรือสะดวกสบายเท่าเมืองใหญ่ แต่เสน่ห์มัดใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าภูเขาไฟฟูจิชุบแป้งทอดอีกนะเออ…

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลย

Awesome Autumn in Fukushima Part 1 https://bit.ly/2Kyx8NV

Awesome Autumn in Fukushima Part 2 https://bit.ly/2TwhiWM

Awesome Autumn in Fukushima Part 3 https://bit.ly/2KL9QTX

Leave a Reply