Awesome Autumn in Fukushima Part 3 : เยือนถิ่นวัวแดง แช่ออนเซ็นสีน้ำนม เดินถนนชมแป๊ะก๊วย

ความเดิมตอนที่แล้ว เราพาไปเที่ยวหมู่บ้านโบราณสมัยเอโดะ Ouchi-juku ชวนออกนอกเมืองไปดูต้นแป๊ะก๊วยยักษ์ที่ Furumachi และไปสัมผัสชนบทที่ Showa Village กันมาแล้ว ในพาร์ทนี้ เราจะพาไปสู่ความศิวิไลซ์(ขึ้นมาอีกนิดนึง) กันบ้าง

ฟุกุชิมะวันที่ 5 เรายังอยู่ที่เมืองโชวะ วันนี้เราตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่าจะต้องขึ้นรถบัสตอน 7 โมง ตอนนั้นจำได้ว่าอุณภูมิประมาณ 4 องศา แทบไม่อยากลุกออกจากฟูกที่นอนเลย

พอออกมาดูวิวก็ร้องกรี๊ด… เพราะหมอกลงจัดมาก เราชอบบรรยากาศแบบนี้ ขอให้ฝนไม่ตกก็พอ

อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เราเลือกจองห้องพักแบบรวมอาหาร 2 มื้อ ในราคา 7,560 เยน แต่เมื่อมาถึง และคุยรายละเอียด ถึงได้รู้ว่าอาหารมื้อเช้าของที่นี่จะเสิร์ฟในเวลา 08.00 น. ซึ่งเราเปลี่ยนแผนมาเป็นออกจากเมืองนี้ในตอน 07.00 น. แทน เจ้าของที่พักก็ยังเป็นกังวล และยื่นข้อเสนอว่าจะรับเป็นข้าวปั้นแทนมั้ย ซึ่งเราปฏิเสธไป เพราะกลัวเค้าจะลำบากต้องตื่นมาทำอาหารให้เรากันแต่เช้า แต่สิ่งที่เค้าตอบกลับมาคือ “โอเคไม่เป็นไร ถ้าไม่รับอาหารเช้า ราคาจะเหลือ 7,020 เยนนะ” แสดงให้เห็นว่าเค้าไม่เอาเปรียบเราเลย

ไม่บ่อยนัก ที่เราจะถ่ายรูปกับเจ้าของที่พัก ถ้าไม่ประทับใจจริง ๆ ก่อนที่จะขึ้นรถกลับจากหมู่บ้านโชวะ เราจึงขออนุญาติคุณป้ามาถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึกซะหน่อย เป็นหลักฐานและเครื่องการันตีว่า ที่พักนี้อบอุ่น เป็นกันเอง และถ้ามีโอกาส จะขอกลับมาพักที่นี่อีกแน่นอน…

ใครไม่สิบ เราให้สิบจ้า… 10 10 10

เราขึ้นรถจากหน้าที่พักตอนเวลา 7.10 น. โดยที่คุณป้ายืนโบกมือคอยส่งเราขึ้นรถ แถมก่อนไปคุณป้ายังให้ขนมเรามา 2 ชิ้นเล็ก ๆ เผื่อหิวอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

คราวนี้เราจะเดินทางไปที่เมือง Kaneyama โดยไปลงที่สถานี Aizu Kawaguchi

นั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Kawaguchi แล้ว ค่ารถ 960 เยน

เมืองนี้เราเคยมาเมื่อครั้งฤดูหนาวที่แล้ว พอเจอสภาพเมืองที่ไร้หิมะ ก็ดูแปลกตาจนจำแทบไม่ได้เลย…

ภายในสถานี มีบอร์ดประกาศศักดาสำหรับผู้มาเยือน เราก็ขอเป็นอีกหนึ่งตัวแทนจากประเทศไทย สวมชุดประจำชาติ แล้วมาเพิ่มแต้มให้แดนสยามเราซักหน่อย…

ก่อนที่รถไฟขบวนถัดไปจะมา เราก็พอมีเวลาให้ไปเตร็ดเตร่อยู่บ้าง เราเลยเดินไปที่จุดชมวิวหมู่บ้าน Ooshi ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 700 เมตร เพื่อไปถ่ายภาพหมู่บ้านเล็ก ๆ ยามใบไม้เปลี่ยนสี มาเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น หลังจากที่ตามถ่ายในช่วงฤดูหนาวมาแล้ว

เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกันต่อแล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคือสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

น้องทาดามิ รถไฟสายที่เรารักมากที่สุด จอดรอที่ชานชาลาสถานีอยู่แล้ว… ถ่ายรูปซิค๊ะ รออัลไล…

รถไฟสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงาม แม้ใบไม้ในแถบนี้ จะยังเปลี่ยนสีไม่เต็มที่นัก แต่แค่นี้ก็สวยเกินบรรยายแล้ว

Mishima

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองที่เราไม่ได้วางแผนกันมาตั้งแต่ต้น คือมาด้นสดเอาในวันนั้นเลย เพราะว่าตอนแรกเรากะว่าจะไปนั่งเรือชมใบไม้เปลี่ยนสี (Mugen kyo no watashi) ที่บริเวณสถานี Hayato แต่ว่าเราทำการจองช้าไป จึงทำให้ที่นั่งเต็มไปซะก่อน… สุดท้าย หวยก็เลยมาตกอยู่ที่เมืองมิชิมะ นี่แหล่ะ

ถ้าพูดชื่อ มิชิมะ (Mishima) หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเมืองนี้ เป็นที่ตั้งของจุดชมวิวรถไฟสายทาดามิ สะพานไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryuu) อันโด่งดัง… หลาย ๆ คนก็น่าจะร้องอ๋อ…

แต่ในคราวนี้ เราไม่ได้จะมาถ่ายรูปรถไฟหรอกนะ… เราจะพาไปซอกแซกเมืองมิชิมะแทนต่างหาก…

ต้องเกริ่นกันซักนิดก่อนว่า เมืองนี้เราเคยมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นเมืองที่เราประทับใจมาก เพราะว่าเงียบสงบดี จนบางทีก็เงียบเกินไปราวกับเมืองร้าง… ลองมาดูกันว่า การกลับมาในครั้งนี้ เมืองมิชิมะจะยังสามารถทำให้เราประทับใจได้อีกรึเปล่า…

สิ่งหนึ่งที่เราลืมสังเกตุไปเลยก็คือ วันนี้ฟ้าใสมาก… แทบจะไม่มีเมฆเลยด้วยซ้ำ ขออากาศแบบนี้ทุกวันเลยได้มั๊ยค๊ะ…

ตอนที่เรามาถึง ก็เป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ เลยต้องเตร็ดเตร่ไปมาเป็นสัมภเวสี ถ่ายรูปเล่นรอเวลาอยู่ซักพักใหญ่

แต่เหมือนพนักงานภายในศูนย์ จะสังเกตุเห็นเรา จึงได้มาปลดผ้ายันต์.. อ้อ.. เปิดร้านให้เราเข้าไปนั่งหลบหนาวข้างในก่อน…

ไอ้ครั้นจะมานั่งเฉย ๆ ก็ดูจะเขิล ๆ ไปหน่อย เราเลยสั่งกาแฟมา 1 ถ้วย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ใช่คนที่กินกาแฟเลยซักนิด…

เราบอกตั้งแต่ตอนต้นว่า วันนี้เราจะ “ไม่ไป” ตามล่ารถไฟทาดามิที่สะพานไดอิจิ เคียวเรียว… ซึ่งเหตุผลหลักในการปฏิเสธที่จะไปในครั้งนี้ก็คือ

“เรากลัว…”

เรากลัวที่จะต้องปั่นจักรยานแม่บ้าน ขึ้นเนินเขาอันสูงชันอย่างหน้ามืดตามัว… เพราะเรายังจดจำความรู้สึกครั้งแรก ที่เราปั่นจักรยานไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิเมื่อปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี… มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก… เหนื่อยจนแทบเป็นบ้า… เหนื่อยจนต้องกรีดร้องขอชีวิต…

ยิ่งหลังจากที่ผ่านการปั่นจักรยานอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ทะเลสาบอะคิโมโต และหมู่บ้านโชวะด้วยแล้ว… ก็ขอบอกกับตัวเองเลยว่า ทริปนี้ตรูจะไม่ขี่จักรยานอีกแล้ว…

แต่ความมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นค่ะคุณขา…

ขณะที่เราเดินถ่ายรูปศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเรื่อยเปื่อย แล้วสายตาเราก็พลันไปเห็น…

เฮ้ย..! จักรยานไฟฟ้า..!

เราร้องออกมาด้วยความดีใจ ระคนประหลาดใจ เพราะเมื่อปีที่แล้ว ที่นี่มีแต่จักรยานแม่บ้านที่ไร้ซึ่งเกียร์ใด ๆ แต่ปีนี้นางอัพเกรดเป็นจักรยานไฟฟ้าแล้วจ้า…

เรารีบไปสอบถามอัตราการเช่าบริการจักรยานไฟฟ้าจากพนักงานทันที ก็ได้คำตอบดังนี้

อัตราค่าบริการจักรยานไฟฟ้า

  • 4 ชั่วโมง 500 เยน
  • 8 ชั่วโมง 1,000 เยน

ตัวมอเตอร์จักรยานที่ช่วยทุ่นแรงให้การปั่นได้อย่างมหาศาล และมีตัวล๊อคบริเวณล้อหลัง เมื่อทำการจอด

บนแฮนด์จะมีตัวปรับระดับการปั่น และหน้าจอก็แสดงจำนวนแบตเตอรี่

หลังจากที่ตกลงเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ได้เวลาออกไปตะลอนเมืองมิชิมะกัน โดยจุดแรกที่เราจะไปก็คือ จุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่เราไม่รู้ชื่อ จุดนี้เป็นจุดที่เราเริ่มเห็นบ่อย ๆ ตามโฆษณาต่าง ๆ ในจังหวัดฟุคุชิมะ ซึ่งจุดถ่ายรูป จะอยู่บนเนินถัดไปอีกหน่อย… ส่วนรางรถไฟทาดามิ จะอยู่ตรงชั้นที่สองนะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/Cek4gBE7A9s

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถไฟจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-miyashita และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-miyashita Station – Aizu-nishikata Station

05.57 – 06.00 / 07.34 – 07.36 / 09.12 – 09.15 /  12.59 – 13.02 / 15.54 – 15.57 / 19.36 – 19.39

Aizu-nishikata Station – Aizu-miyashita Station

07.25 – 07.29 / 09.07 – 09.10 / 14.27 – 14.30 / 18.17 – 18.20 / 21.04 – 21.07

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างก็คือ จุดนี้ สามารถถ่ายรูปคนกับรถไฟในเฟรมเดียวกันได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย แต่ต้องถ่ายด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าเป็นถนนที่มีรถสัญจรไปมา

อีกทีที่เราไปก็คือ สะพานสีแดงแปร๊ด ระหว่างเส้นทางไปจุดถ่ายรูปรถไฟอีกจุดหนึ่ง

เมืองมิชิมะ อาจจะไม่โดดเด่นเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีมากนัก เพราะว่าต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นสนที่ไม่มีการเปลี่ยนสีของใบไม้

เลยสะพานสีแดงมาอีกหน่อย ก็จะเป็นจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิอีกหนึ่งจุด ส่วนรอบเวลารถไฟที่จะผ่านจุดนี้ ก็เป็นรอบเวลาเดียวกันกับจุดแรกที่เราแนะนำเลย

พิกัด : https://goo.gl/maps/jTLwPKYSkWo

ตอนอยู่เมืองไทย ต้องเดินหลบแดด… แต่พออยู่ญี่ปุ่น เห็นแดดแล้วต้องโดดใส่…

มิชิมะ ก็ยังคงเป็นมิชิมะ… คนน้อยยังไง ก็ยังน้อยอยู่อย่างนั้น… ผู้คนหายไปไหนกันหมดนะ…

ด้วยความที่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างจักรยานไฟฟ้า ทำให้เรามั่นหน้าที่จะลองเสี่ยง ปั่นขึ้นเนินมหากาฬ เพื่อไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่ สะพานไดอิจิ เคียวเรียว ดูซักตั้ง… ผลปรากฏว่า เราปั่นขึ้นเนินได้แบบไม่มีปัญหาค่ะคู้ณ… แม้ว่าจะมีอาการหอบบ้าง แต่ไม่เหนื่อยรากเลือดเหมือนตอนปั่นจักรยานแม่บ้านแน่นอน คอนเฟริม…

ส่วนวิธีมาที่จุดนี้ นอกจากจะเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน เช่น

  • ทางรถยนต์ส่วนตัว
  • ทางแท๊กซี่ โดยสามารถเรียกได้ที่หน้าสถานี Aizu-miyashita ถ้าไม่มีแท๊กซี่ ก็ให้เดินตรงมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 50 เมตร เพื่อให้ทางพนักงานช่วยโทรเรียกแท๊กซี่ให้
  • เดิน… ฟังไม่ผิดแน่นอน เดินด้วยเท้านี่แหล่ะจ่ะ… แค่ 2.5 กิโลเมตรเอ๊ง…
  • และอีกวิธีก็คือ นั่งรถ Shutter Bus โดยรอบที่ออกจากสถานี Aizu-miyashita ไปที่จุดชมวิวจะมีเพียง 1 รอบต่อวันเท่านั้น ก็คือเวลา 8.10 น. ส่วนขากลับจะมี 2 รอบ คือเวลา 10.30 น. และ 13.00 น. อัตราค่าบริการ 500 เยนต่อเที่ยว ซึ่งรถ Shutter Bus นี้ จะไม่เปิดให้บริการในวันอาทิตย์ และวันหยุดของญี่ปุ่น

พิกัด : https://goo.gl/maps/xLzoEK4GpXs

จุดถ่ายรูปสะพานไดอิจิ เคียวเรียว จะอยู่ใกล้ ๆ กับจุดพักรถ Ozekaido Mishima Juku Roadside Station ที่นี่จะมีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร จะเห็นว่า วันนี้เป็นวันที่คึกคักมาก เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์

วิวบริเวณโดยรอบ

ทางเดินไปจุดชมรถไฟ เรารู้สึกว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ ยังไม่เปลี่ยนสีดีนัก

เมื่อเราขึ้นมาก็พบว่า ใบไม้ส่วนใหญ่ยังคงเขียวอยู่ตามคาด

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-hinohara และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.23 – 14.27 /  18.13 – 18.17 / 21.00 – 21.04

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.40 – 19.44

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

แล้วเราก็เกิดคำถามขึ้นมาให้ต้องตัดสินใจ ว่าเราจะอยู่รอถ่ายรูปรถไฟทาดามิ หรือว่าจะไปที่เมืองยาไนสึเลย เพราะถ้ารอถ่ายรูปรถไฟ เราก็จะไปถึงที่เมืองยาไนสึตอนสี่โมงเย็น ซึ่งถือว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว…

เราชั่งใจอยู่นาน… สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกไปเมืองยาไนสึ เหตุผลเพราะว่า วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส แถมใบไม้ก็กำลังอยู่ในช่วงพีคอีกต่างหาก…

มีคนเคยบอกว่า บนโลกนี้ เราจะมีคู่แฝดที่เหมือนตัวเราเองอย่างน้อยหนึ่งคน… เราว่าเราเจอแฝดของเราแล้ว…

แล้วก็ได้เวลาที่จะต้องไปจากเมืองนี้แล้ว เราเอนจอยกับเมืองนี้มาก เป็นสามชั่วโมงที่คุ้มค่า ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา แถมไม่ได้ถ่ายรถไฟเลยซักขบวน… จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เราคงจะเป็นมนุษย์อินดี้ ที่หลงรักเมืองสุดเรียบง่ายเมืองนี้อย่างหมดใจ

Aizu Yanaizu

ปิดจ๊อบจากการไปตามล่ารถไฟ แต่ไม่ได้รถไฟมาซักขบวน คราวนี้เราขอเบนเข็มมาตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนเดิมดีกว่า

เป้าหมายในลำดับต่อไปก็คือ เมืองยาไนสึ นั่นเอง

เมืองยาไนสึ (Yanaizu) เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคไอสึ (Aizu) จังหวัดฟุคุชิมะ ที่นี่มีทัศนียภาพที่สวยงาม และถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธ์ มีแม่น้ำทาดามิ (tadami) และแม่น้ำทาคิทานิ (takitani) ไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวัดเอนโซจิ (Enzo-ji Temple) ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าวัวแดง อะคาเบโบะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังสุดน่ารัก แห่งเมืองไอสึ อีกด้วย

โดยเรานั่งรถไฟจากสถานี Aizu Miyashita มาลงที่สถานี Aizu Yanaizu โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 23 นาทีเท่านั้น

สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปว่า ตอนนี้เราแบกสัมภาระติดตัวมาด้วย แม้น้ำหนักอาจจะดูไม่เยอะมาก แต่พอแบกไปเที่ยวมาทั้งวัน ก็รู้สึกปวดไหล่อยู่เหมือนกัน… สิ่งที่เราโหยหามากที่สุดตอนนี้ นอกจากหมอนวดจับเส้นดี ๆ ก็คือการไปเช็คอินที่พัก แล้วโยนข้าวของทุกอย่างทิ้งไว้ในห้อง ให้เร็วที่สุด…

โดยที่พักที่เราจะไปเก็บสัมภาระมีชื่อว่า Tsukimitei Ryokan ที่อยู่ห่างจากสถานี Aizu Yanaizu ประมาณ 1.1 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/AY6skwxfxRm

หน้าตาของสถานี Aizu Yanaizu เป็นสถานีเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยคู่มือการท่องเที่ยวอยู่เต็มไปหมด…

เมื่อออกมาจากสถานีแล้ว Aizu Yanaizu แล้ว ก็เลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงไปตามทางได้เลย

ผ่านร้านขนมมันจู เจ้าดังของเมืองยาไนสึ ที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่ คนก็ต่อแถวยาวเป็นหางว่าว… จะมีช่วงว่างก็ตอนหน้าหนาวนี่ล่ะ ที่สามารถเดินตรงเข้าไปซื้อได้เลย

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสีสันมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราใกล้ถึงวัดเอนโซจิ วัดชื่อดังของเมืองยาไนสึกันแล้ว และใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณถนนเส้นนี้สวยมาก เมื่อมาผนวกเข้ากับอากาศที่สดใสในช่วงบ่าย ก็ยิ่งสวยมากขึ้นไปอีก…

I’m Walking on Sunshine… whoa..! #ฮัมเพลง

ต้องยอมรับว่า บรรยากาศภายในเมืองยาไนสึในเวลานี้ ถือว่าสุดยอดมาก มองไปตรงไหนก็สวย… รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่เลือกมาเมืองยาไนสึในวันนี้

เดินมาตามแมพเรื่อย ๆ ก็ถึงที่พักเราแล้ว Tsukimitei Ryokan เรียวกังโลเคชั่น “ปัง” มากที่สุดในย่านนี้…

ก็จะไม่ให้ปังได้ยังไง เพราะพี่แกเล่นตั้งอยู่ตรงโค้งริมแม่น้ำทาดามิเลย โดยที่มีสะพานสวย ๆ เชื่อมอีกฝั่ง พร้อมทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีมาเสริมบรรยากาศอีก… แล้วเชื่อเหอะ ใครที่มาเที่ยวที่เมืองนี้ ร้อยทั้งร้อยจะต้องถ่ายรูปเรียวกังนี้กลับไปทุกคน เอาหัวเป็นประกัน…

ส่วนวิธีการจองนั้น เราจองผ่านทางโทรศัพท์ โดยได้เบอร์มาจากเว็บไซต์ของที่พัก ซึ่งพอโทรไป ปรากฏว่ามีห้องว่างพอดี เราเลยรีบทำการจองแบบไม่ต้องคิดนาน เพราะว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ห้องพักจะเต็มเร็วมาก ๆ

ส่วนราคาจะอยู่ที่ 8,000 เยนต่อคน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคาไม่รวม vat 8%)

Website : http://www.tsukimitei.com/

บรรยากาศภายในห้องพัก ก็เหมือนกับเรียวกังทั่ว ๆ ไป แต่ที่นี่ห้องจะเล็กกว่าหน่อย ไม่มีห้องอาบน้ำ และห้องสุขาภายในห้องพัก

วิวจากห้องพักที่นี่ เป็นสิ่งเราอยากแนะนำเหลือเกิน… เพราะว่าวิวสวยมาก และสามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้จากในห้องเลยนะ เอาแค่นั่งเฉย ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

เมื่อจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเที่ยวเมืองยาไนสึกันต่อ แต่ก่อนที่จะตรงไปวัดเอนโซจิ เราแอบสังเกตุเห็นทางขึ้นเขาบริเวณหลังที่พัก ซึ่งเดาว่าข้างบนน่าจะเป็นสวนอะไรซักอย่าง ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปสำรวจดูหน่อยดีกว่า

ขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นสวนจริง ๆ ด้วย แต่ดูจากสภาพโดยรวมแล้ว น่าจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร… แต่วิวข้างบนก็ดูสวยแปลกตาดีเหมือนกัน เพราะได้เห็นวิวสะพานแดงในอีกมุมหนึ่ง

นอกจากสะพานแล้ว บนสวนนี้ ก็สามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้ในอีกมุมด้วยนะ ถ่ายรูปออกมาก็ดูไม่ซ้ำใครดี… ว่าแล้วก็ลงจากเขาแล้วตรงไปที่วัดเลยดีกว่า

วัดเอนโซจิ (Enzoji) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และเรื่องเล่ากล่าวขานที่มากมาย ถูกก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 807 โดยนักบวชชื่อ Tokuichi Daishi แห่งเมือง Aizu ปัจจุบันมีอายุล่วงเลยมาถึงกว่า 1,300 ปี และเมื่อเทียบขนาดกับวัดอื่นๆแล้ว พื้นที่วัดนี้จัดว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุคุชิมะเลยทีเดียว

ช่วงเวลาทำการ

9:00 ถึง 17:00 (เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ปิดทำการเวลา 16:30, เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปิดทำการเวลา 17:30)

พิกัด : https://goo.gl/maps/fvCTTvTTrgw

รูปนี้ถ่ายตรงสะพานหน้าเรียวกังเลยล่ะ ดีงามพอมั๊ย…

ก่อนที่เข้าไปถึงตัววัด เพื่อซึมซับถึงแก่นแท้ของธรรมะ เราก็ต้องผ่านความยากลำบากกันก่อน…

บันไดทางขึ้นวัด ที่มองเผิน ๆ แล้ว ก็ดูจะไม่ได้สูงอะไร แต่พอเดินขึ้นไปแล้ว ก็แอบหน้ามืดอยู่เหมือนกันนะคุณ…

พอเดินขึ้นมาถึงข้างบน ก็พบว่าคนเยอะมาก ก็วันนี้เป็นวันอาทิตย์นี่เนอะ แถมอากาศก็ดีเหมาะแก่การมาเที่ยวสุด ๆ

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโถงระเบียงของอาคารหลักที่ตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ วัดคิโยมิสุในเกียวโต เดิมทีระเบียงนี้สร้างมาจากไม้ แต่ช่วงหลังได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง และปลอดภัย แต่ส่วนอื่น ๆ ในวัดก็ยังคงไว้เป็นไม้เช่นเดิม

และระเบียงตรงนี้ ก็เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดเช่นกัน การได้มายืนดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็ดูจะโรแมนติคดีไม่หยอกนะ…

เดินเฟี๊ยสที่ลานวัด…

อิจจ…

จะว่าไปวัดนี้มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อยู่เพียบเลย ยังไงก็เตรียมเมม และชาร์จแบตกล้องมาให้พร้อม เพราะว่าได้รัวชัตเตอร์กันมันส์หยดแน่ ๆ

นอกจากวิวระเบียงวัดที่ขายดีแล้ว ทิวใบเมเปิลสีแดงบริเวณข้างวัดก็ขายดีด้วยเช่นกัน… เพราะคนมามุงถ่ายรูปตรงนี้เยอะมาก กว่าจะรอจังหวะให้คนโล่ง ๆ ได้นี่ เล่นเอาสัปหงกไปหลายรอบ…

เราชอบเวลาที่ใบไม้สัมผัสกับแสงแดด เพราะมันช่วยขับสีของใบไม้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น… ดังนั้น สภาพอากาศ จึงถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการชมความงามใบไม้เปลี่ยนสี

หลังจากฟินกับความงามของทิวเมเปิ้ลแดงจนอิ่มแล้ว เราก็ลองไปชมจุดอื่น ๆ ในบริเวณวัดกันบ้าง

ต้นแปะก๊วยบริเวณทางเดินไปลานจอดรถ ที่ใบไม้น่าจะอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว เพราะใบไม้ส่วนใหญ่ร่วงหล่นจากต้นจนแทบโกร๋น แต่ก็ทำให้พื้นกลายเป็นพรมสีเหลืองอร่ามผืนใหญ่แทน…

เราใช้เวลาในการถ่ายรูปตรงนี้อยู่พอสมควร เพราะว่าคนน้อยดี

เดินเที่ยวเพลิน ๆ พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำ จนแสงสวย ๆ หายไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาแค่ 4 โมงเย็นเองนะ

เรามัวแต่สนใจใบไม้ จนลืมทักทายเจ้าถิ่นของที่นี่เลย นั่นก็คือ น้องวัวแดงอะคาเบโกะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังของเมืองไอสึ

ตามตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ในสมัยแรกเริ่มที่มีการก่อสร้างวัดเอนโซจิขึ้นมา ชาวบ้านยาไนสึได้ใช้วัวแดงจำนวนหนึ่ง  เป็นพาหนะเพื่อใช้ในการขนไม้ขึ้นไปบนยอดเขา เรียกว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัดนี้เลยทีเดียว เมื่อวัดได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว วัวเหล่านั้น ก็ไม่ยอมจากวัดไปไหน จนต่อมาวัวเหล่านั้นจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า และถูกขนานนามว่า อะคาเบโกะ Akabeko (Aka หมายถึงสีแดง, Beko หมายถึงวัว)

ต่อมาน้องวัวแดงเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาเป็นของเล่นยอดนิยม โดยมีลักษณะเป็นตุ๊กตากระดาษ(Paper Mache) จุดเด่นอยู่ที่หัวสามารถขยับด๊อกแด๊กไปมาได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคไอสุไปในที่สุด

เรามาเที่ยวที่วัดนี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นบรรยากาศยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าซักที วันก็มีโอกาสได้เห็นแล้ว บรรยากาศมันดีงามมาก แล้วก็หนาวมากด้วยเช่นกัน… #วิ่งเข้าที่พักด้วยความเร็วแสง

เวลาพักเรียวกัง เราจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เวลาทานอาหาร เพราะอยากจะรู้ว่าแต่ละที่ จะทำอะไรมาให้เราทานบ้าง และนี่คือหน้าตามื้อเย็นของเราในวันนี้

ระหว่างที่เราทานอาหารเย็นอยู่ ก็มีพนักงานมาถามเราว่า จะรับเกี๊ยวซ่ามั๊ยคะ..? เราก็ตอบตกลงไป… กลายเป็นว่า สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดสำหรับมื้อนี้ ก็คือเกี๊ยวซ่าจานนี้นี่แหล่ะ…

เราตื่นตอนประมาณหกโมงเช้าเห็นจะได้… อากาศกำลังเย็นสบายจนไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลย…

หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งมองวิววัดเอนโซจิที่อยู่ตรงหน้า เพื่อซึมซับบรรยากาศ และบันทึกไว้เป็นความทรงจำที่งดงาม…

เราลงมาที่ห้องอาหารเพื่อจะทานอาหารเช้า แล้วก็พบว่า ห้องอาหารวิวสวยมาก… ตอนกลางคืนมันมืด ก็เลยไม่รู้เลยว่า ห้องอาหารที่เรามาใช้วิวมันจะสวยขนาดนี่…

เอ๊ะ..! จะว่าไป นี่คืออาหารเช้ามื้อแรกของทริปเลยนะเนี่ย…

หลังจากที่เติมพลังด้วยอาหารเช้าแบบฟูลคอร์ส ก็ถึงเวลาเช็คเอาต์ออกจากที่พักแล้ว

บรรยากาศเมืองยาไยสึยามเช้าสดชื่นมาก เราชอบที่เมืองนี้มีภูมิทัศน์ที่เอื้อแก่การหามุมถ่ายรูปมาก

ขอถ่ายรูปขวดโค้กรุ่นลิมิเต็ดอิดิทชั่น ลายเมืองไอสึ มาอวดกันซักหน่อย เราไปเจอมาที่ร้านมินิมาร์ท เลยรีบซื้อมาเก็บสะสมซะเลย…

เราขึ้นไปที่วัดเอนโซจิ เพื่อไปเก็บตกบรรยากาศอีกรอบ…

แอคชั่นสุดท้ายก่อนจากลา ถ่ายบริเวณป้ายบอกทางไปวัดเอนโซจิ… #ไปเล่นตรงนู้น…

ในวันนี้ เราจะเดินทางกันไกลหน่อย และต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่สถานี Fukushima นู่นเลย… จะได้เจอความเจริญในตัวเมืองบ้างแล้วเว้ย…

เราเดินมาถึงที่สถานี Aizu Yanaizu ด้วยสภาพเหงื่อท่วมกาย เพราะขากลับเป็นทางลาดชันตลอดเลย ยังไงขากลับควรเผื่อเวลาเพิ่มอีกหน่อยนะ…

#โพสท่ายังไงให้ดูผอม

เราขึ้นรถไฟรอบเวลา 09.35 น. เพื่อไปลงสถานี Aizu Wakamatsu แล้วหลังจากนั้น ก็ต่อรถไฟไปเมืองฟุคุขิมะอีกที

ขบวนรถไฟจากสถานี Aizu Wakamatsu ไปยังสถานี Koriyama คนเยอะมาก เราได้ยืนตลอดสายเลย… แต่อย่างน้อยก็พอมีโชคอยู่บ้าง เพราะเราได้ยืนอยู่ข้างหลังคนขับ เลยได้ยืนดูวิวหน้าขบวนไปจนถึงโคริยามะเลย

Takayu Onsen

เวลาเราจัดทริป เรามักจะใส่ที่พักสไตล์เรียวกังแบบมีออนเซ็นพ่วงเข้าไปในลิสต์ด้วยเสมอ เพราะนอกจากเราจะได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังจะได้มาผ่อนคลาย หลังจากที่ตรากตรำเที่ยวจนร่างกายแทบพัง… ถือว่า เป็นการมาเติมพลัง ให้มีแรงเที่ยวได้ในวันถัดไปนั่นเอง…

และในครั้งนี้ เราเลือกที่จะไปพักที่ ทาคายุ ออนเซ็น (Takayu Onsen) เหตุผลก็เพราะว่า น้ำแร่ของที่นี่ เป็นน้ำแร่ที่มีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมายหลายชนิด และสีของน้ำก็จะเป็นสีขาวขุ่น หรือสีน้ำนม คล้าย ๆ กับที่นิวโตะ ออนเซ็น (Nyuto Onsen) จังหวัดอาคิตะนั่นเอง

การเดินทาง

จาก Fukushima Station(West Exit) มีรถบัสให้บริการ 3-5 รอบต่อวัน ที่ป้ายหมายเลข 8 ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที ค่าโดยสาร 820 เยน

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่จองที่พักที่ทาคายุ ออนเซ็น ก็จะมีบริการรถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารฟรี โดยขึ้นที่ป้ายหมายเลข 8 เช่นเดียวกัน ส่วนเงื่อนไข หรือเวลาบริการ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายที่พักนั้น  ๆ จึงควรติดต่อสอบถามที่พักเพื่อความแน่ใจอีกที

เราเดินทางมาถึงสถานีฟุคุชิมะ แล้วออกจากสถานีที่ประตู West Exit เมื่อออกมาก็จะเจอเข้าอนุสาวรีย์ที่รูปร่างแบบนี้ ให้กวาดตามองไปบริเวณทางขวามือ ก็จะเจอกับป้ายจอดรถ ที่มีรถบัสจอดรออยู่มากมาย

เรารีบเดินไปที่ป้ายหมายเลข 8 ทันที ก็พบกับรถรับ-ส่งของโรงแรมจอดที่จอดรอเราอยู่แล้ว จุดสังเกตุว่ารถบัสคันไหน เป็นรถบัสของทางโรงแรมก็คือ ป้ายโลโก้ที่ติดอยู่ข้างตัวรถ

โดยในครั้งนี้เราพักที่ Kagetsu Highland Hotel 

ที่นี่มีรถรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟฟุคุชิมิ สามารถรอขึ้นรถของทางโรงแรมได้ที่ป้ายรถเมล์หมายเลย 8-9 โดยจะมีรอบเวลาดังนี้

จากสถานีฟุคุชิมะ ไป Kagetsu Highland Hotel

15.00 น. ถึงโรงแรมเวลา 15.30 น.

จาก Kagetsu Highland Hotel ไป สถานีฟุคุชิมะ

10.30 น. ถึงสถานีฟุคุชิมะ 11.00 น.

*หมายเหตุ : ต้องทำการสำรองที่นั่งกับทางโรงแรมล่วงหน้า

เมื่อถึงเวลา รถบัสก็ออกตัวมุ่งหน้าสู่ ทาคายุ ออนเซ็น วิวรอบข้างสวยดี ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีกันอย่างไม่มีใครยอมใครจริง ๆ

แม้ถึงตอนนี้จะเข้าสู่วันที่ 6 ของทริปนี้แล้ว เราก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอกับใบไม้เปลี่ยนสี ราวกับเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก

ก่อนที่จะไปทาคายุ ออนเซ็น เราก็มาทำความรู้จักออนเซ็นแห่งนี้กันซักหน่อยดีกว่า

ทาคายุ ออนเซ็น (Takayu Onsen) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดฟุคุชิมะ ในช่วงกลางของภูเขาอาซูมะ (Azuma Mountain) ใกล้กับทางเข้าถนน Azuma Bandai Skyline ซึ่งห่างจากตัวเมืองฟุคุชิมะประมาณ 14 กิโลเมตร

เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ในช่วงสมัย Sengoku มีเรียวกังที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง ปัจจุบันมีเรียวกังเปิดให้บริการประมาณ 12 แห่ง บางแห่งเปิดให้ใช้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการเพียงมาแช่น้ำแร่เท่านั้นด้วย รวมถึงมีห้องอาบน้ำสาธารณะ และบ่อแช่เท้าสาธารณะกลางแจ้งที่เปิดให้บริการฟรีตั้งอยู่กลางเมือง

โดยเราเลือกพักที่ Takayu Onsen Kagetsu Highland Hotel เพราะว่ามีห้องว่าง ราคาโอเค แถมยังจองผ่านเว็บ Agoda ได้

พิกัด : https://goo.gl/maps/cXciYiFHVeP2

Kagetsu Highland Hotel ที่นี่ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นโรงแรมขนาดค่อนข้างใหญ่ มีห้องพักทั้งหมด 69 ห้อง ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง ที่เชื่อมต่อกัน โดยแบ่งเป็น อาคารหลัก 5 ชั้น มีห้องพัก 33 ห้อง เป็นห้องพักที่มีห้องสุขาภายใน และอาคารหลังใหม่ 6 ชั้น มีห้องพัก 36 ห้อง ในสไตล์ญี่ปุ่นที่มีห้องอาบน้ำและห้องสุขาภายใน

ราคาห้องมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทห้องพัก และจำนวนมื้ออาหาร ซึ่งห้องพักแบบที่จองราคา 13,500 เยน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว)

Website : http://kagetsu.net/sp/

เมื่อมาถึงแล้ว เรากะทำเรื่องเช็คอิน และจะมีพนักงานนำเรามาส่งถึงห้องพัก พร้อมอธิบายรายละเอียดให้เป็นอย่างดี แม้จะต้องสื่อสารกันด้วย google translate

พอเปิดประตูมา เราก็เจอเข้ากับกระเป๋าเดินทางที่ใช้บริการขนส่งแมวดำ จัดวางอยู่ภายในห้องพักอย่างเรียบร้อย

นี่ถ้าไม่เห็น เราก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย…

ห้องพักมีขนาดกว้างมาก สามารถกระโดดตีลังการาวดอฟได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังดูสะอาดสะอ้าน เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ระบบฮีตเตอร์ที่เราโหยหาก็มี…

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่โรงแรมนี้มักจะนำมาโฆษณาอยู่บ่อย ๆ ก็คือ วิวจากระเบียง ที่มองเห็นตัวเมืองฟุคุชิมะได้กว้างไกลเกือบทั้งเมือง…

ส่วนห้องน้ำที่นี่ เป็นสิ่งที่เราปลาบปลื้มเป็นที่สุด เพราะว่าห้องใหญ่มาก แถมแยกส่วนกันชัดเจน… อ่างล้างหน้าก็มีถึงสองอัน… ซึ่งอันนึงมีไว้ใช้ ส่วนอีกอันนึงมีไว้โชว์…

เปิดตู้เสื้อผ้า ก็จะเจอชุดยูกาตะ พร้อมเสื้อคลุมจัดเตรียมไว้อย่างดี… ได้เวลาแปลงร่างแล้วซิ…

นั่งชิลล์ชมวิว ก็ดูเข้าที

หรือจะตั้งวงป๊อกเด้ง ก็ไม่อั้นจำนวนขา… #ขอจองขาบ๊วย

ถ่ายรูปกันพอเป็นกระษัย แล้วก็ได้เวลาที่เรารอคอย นั่นก็คือเวลาดินเนอร์นั่นเอง

โดยอาหารค่ำแบบไคเซกิของที่นี่ จะจัดเตรียมไว้ แยกห้องสำหรับผู้เข้าพักแต่ละกลุ่ม เป็นส่วนตัวมาก ๆ อาหารโดยรวมอร่อย ชูรสชาติของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน และมีความพิถีพิถันในการจัดจานมาเป็นอย่างดี จนเชฟป้อมต้องกดคะแนนให้…

ซาชิมิสด ๆ

ชิ้นเล็กชิ้นน้อย น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม

ปลาย่างที่อร่อยยันก้าง…

กุ้งอบชีส ตัวใหญ่บิ๊กเบิ้มมาก…

อันนี้ออกแนวขนมหวาน รูปร่างคล้ายดอกไม้เล็ก ๆ ที่ดูก็รู้เลยว่าผ่านการประดิษฐ์มาอย่างดี… จนเราแทบไม่กล้ากินเลยทีเดียว

ของหวานเด็ดมาก ครีเอทสุด ๆ ใช้อามะสาเกมาทำเป็นพุดดิ้ง ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว รสหวาน ทานคู่กับองุ่นที่มีรสเปรี้ยว เป็นการคอมบิเนชั่นกันแบบลงตัวสุด ๆ จานนี้ให้ 10 กะโหลก

ฟินกับอาหารเย็นกันไปแล้ว ก็ได้เวลามาฟินกับออนเซ็นกันต่อ

ที่นี่จะแบ่งแยกออนเซ็น  โดยมีจะทั้งแบบ indoor และ outdoor สำหรับผู้ชาย และผู้หญิง รวมทั้งหมด 4 ห้อง รวมถึงมีไพรเวทออนเซ็นอีก 2 ห้อง

และที่นี่ ไม่เปิดบริการให้แช่ออนเซ็น สำหรับผู้ที่ไม่เข้าพักนะ…

พอกลับมาถึงห้องพัก ที่นอนก็ถูกปูไว้ให้อย่างเรียบร้อย ฟูกหนานุ่ม เพียงแค่ล้มตัวลงนอน ก็แทบจะชัตดาวน์ตัวเองลงในทันที

ส่งท้ายค่ำคืนนี้ด้วยวิวเมืองฟุคุชิมะที่สว่างไสวในยามค่ำคืน คืนนี้อากาศเย็นสบาย ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ สามารถมานั่งจิบเบียร์ริมระเบียงได้อย่างสบายอารมณ์…

เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จนมารู้สึกตัวก็ตอนที่แสงแดดยามเช้าเล็ดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา… โอ๊ย… ยังไม่อยากลุกจากที่นอนดูดวิญญาณเลยจ้า…

เดินสะลึมสะลือมาจิบชาร้อน ๆ ยามเช้า ก็พอจะทำให้ตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง…

แต่สิ่งที่ทำให้หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ก็ดูเหมือนจะเป็นวิวข้างนอกระเบียงนี่แหล่ะ… และที่เห็นอยู่นี่ไม่ใช่ไฟป่านะ หมอกทั้งนั้น…

เช้านี้เราทำการจองบ่อออนเซ็นแบบส่วนตัวไว้ จะสวยฟินแค่ไหน เดี๋ยวเราจะพาไปดูกัน

นอกเหนือจากออนเซ็นหลัก 4 บ่อ แยกชายหญิงแล้ว ที่นี่ยังมีห้อง Private Onsen อยู่อีก 2 ห้อง ตั้งอยู่ติดกัน แต่รูปแบบของบ่อแช่ และวิวจะต่างกันเล็กน้อย  ซึ่งต้องทำการจองช่วงเวลาในการใช้งานกับพนักงานที่ Lobby โดยมีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 1,500 เยน (+ vat 8%) สามารถใช้บริการได้ 50 นาที หลังจากทำการจองแล้ว พนักงานจะนำเราไปยังห้องออนเซ็นส่วนตัวนี้ และมอบกุญแจสำหรับล็อกให้เรา

ห้องออนเซ็นส่วนตัวที่นี่จะเป็นแบบกึ่งกลางแจ้ง โดยที่ภายในจะมีพื้นที่ส่วนแห้ง ไว้สำหรับแต่งตัว เปิดประตูออกไปก็จะเป็นบ่อออนเซ็น ที่เปิดโล่งด้านหน้า สามารถมองเห็นวิวธรรมชาติ สัมผัสบรรยากาศภายนอกกันได้แบบฟิน ๆ โดยจะมีพื้นที่อาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนลงแช่อยู่ด้วยกัน 2 จุด

โดยส่วนตัวแล้ว เราว่าออนเซ็นห้องนี้ จะสวยกว่าอีกห้องหนึ่ง เพราะว่าบ่อใหญ่กว่า และสามารถชมวิวด้านข้างได้ด้วย แต่เราไม่ได้ใช้บริการห้องนี้นะ เพราะมีคนจองอยู่ก่อนแล้ว เราเลยขออนุญาตพนักงานเพื่อเข้ามาถ่ายรูป ก่อนที่ผู้จองจะเข้ามาใช้บริการ

ส่วนห้องนี้ คือห้องที่เราทำการจองไว้ จุดเด่นของห้องนี้ก็คือ บ่อออนเซ็นที่มีลักษณะคล้ายรูปแว่นตา…

ความพิเศษของน้ำแร่ที่นี่ นอกจากจะมีความเป็นกรดสูงกว่าของที่อื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วย “ไฮโดรเจนซัลไฟด์” ที่มีผลทำให้สีของน้ำแร่มีสีฟ้าอ่อน ๆ มีความขุ่น คล้ายสีของน้ำนม และมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นของไข่เน่า ซึ่งข้อดีของน้ำแร่ที่นี่คือ ช่วยกระตุ้นในเรื่องของการไหลเวียนของเลือดได้ดี ส่งผลดีต่อระบบประสาท อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิว และช่วยสมานแผลได้ดีอีกด้วย  และเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำแร่ไว้ให้มากที่สุด เรียวกังส่วนใหญ่จึงไม่มีการดัดแปลง หรือใส่ส่วนผสมอื่นใดลงไปในน้ำแร่ที่ดึงมาใช้จากแหล่งต้นกำเนิด

ข้อดีของบ่อออนเซ็นแบบส่วนตัวก็คือ เราสามารถถ่ายรูปได้เต็มที่ โดยที่ไม่รบกวนคนอื่น

หลังจากที่ตรากตรำเดินทางมาหลายวัน จนร่างแทบจะพังอยู่แล้ว… ก็ปล่อยให้ออนเซ็น มาทำหน้าที่เยียวยาร่างกายให้กลับมามีกำลังวังชาเหมือนเดิม…

แช่ออนเซ็นจนสบายเนื้อสบายตัวแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเช้า ซึ่งจัดไว้แบบแยกห้องสำหรับแขกแต่ละกลุ่มแบบอาหารค่ำเลย เป็นส่วนตัวดีมาก เห็นน้อย ๆแบบนี้ อิ่มแบบเกือบจุกอยู่นะ เค้าจะเตรียมโถข้าว และน้ำเปล่าไว้อยู่มุมห้อง ให้เราตักเติมเองกันจนพอใจ

ภายในโรงแรมจะมีร้านค้าของที่ระลึก ขนมของฝากให้เลือกสรรมากมาย

ช้อปปิ้งเสร็จแล้วก็รีบขึ้นไปแต่งตัว เก็บสัมภาระพร้อมลงมาเช็คเอ้าท์ รอเวลารอบรถที่จะไปส่งเรายังสถานีรถไฟฟุคุชิมะ

สำหรับรอบเวลาเช็คเอ้าท์ของที่นี่คือเวลา 10.00 น. ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้ากว่าหลาย ๆ โรงแรม แต่ข้อดีก็คือ เราสามารถนอนตื่นสายได้อีกนิดหน่อย

ส่วนรถบัสขากลับนั้นจะเป็นเวลา 10.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เราค่อนข้างลุ้นพอสมควร เพราะว่าเรามีโปรแกรมที่จะไปต่อจากนี้…

ตอนขึ้นรถกลับ กลุ่มพนักงานหลากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้จัดการ ยันแม่ครัว จะมารอส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับโบกมือร่ำลากันจนรถขับออกจากตัวโรงแรมไปจนลับสายตากันเลยทีเดียว น่ารักอบอุ่นมาก ๆ

Azuma Sports Park

และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของทริป… เป็นโค้งสุดท้าย ที่แผนการทุกอย่างที่วางไว้ ดูผิดเพี้ยนไปซะหมด…

เหตุเพราะว่า เรากลับมาจากทาคายุ ออนเซ็น ช้าไป ทำให้ไม่ทันรอบรถบัสเวลา 11.00 น. ที่จะไป Azuma Sports Park ส่วนรอบถัดไปก็คือเวลา 13.25 น.

จริง ๆ เรื่องนี้จะไม่ยุ่งยากเลย ถ้ารถขากลับ ไม่ใช่รอบเวลา 17.15 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ค่ำเกินไปสำหรับเรา กลัวว่าจะไปสนามบินไม่ทัน… แถมช่วงนี้ฟ้าก็มืดเร็วเหลือเกิน…

หรือว่าจะเท ไม่ไปดี… เรานึกในใจ

แต่ด้วยความดื้อของตัวเอง คิดว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ไปให้สุดจนหยดสุดท้ายเลยละกัน…

วิธีเดินทางไป Azuma Sports Park

จากสถานี Fukushima ให้ออกทางออก East Exit ขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 7 ไปลงที่ Azuma Sport Park ป้าย Azumasogotaiikukanใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที (ค่าโดยสาร 630 เยนต่อเที่ยว)

รอบเวลารถบัสไป-กลับ Azuma Sports Park วันธรรมดา

จาก Fukushima Station ไป Azuma Sport Park
11:00 น. / 13:25 น. / 16:20 น. / 17:45 น. / 19:10 น.
จาก Azuma Sport Park ไป Fukushima Station
07:17 น. / 8:08 น. / 11:53 น. / 14:20 น. / 17:15 น. / 18:43 น.

รอบเวลารถบัสไป-กลับ Azuma Sports Park วันเสาร์-อาทิตย์

จาก Fukushima Station ไป Azuma Sport Park
07:15 น. / 8:15 น. / 9:45 น. / 11:00 น. / 12:40 น. / 14:10 น. / 16:20 น. / 17:45 น. / 19:05 น.
จาก Azuma Sport Park ไป Fukushima Station
08:08 น. / 10:39 น. / 11:59 น. / 13:34 น. / 15:09 น. / 16:34 น. / 17:15 น. / 18:43 น.

พิกัด : https://goo.gl/maps/fYoYVEb2CST2

หลังจากที่ลงรถ เราก็พบว่า ถ้าจะไปที่ถนนแปะก๊วย ก็ต้องเดินผ่านสวนไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรแน่ะ

แต่ไม่เป็นไร เพราะสวนที่นี่สวยดี ทำให้การเดินไม่ได้น่าเบื่อเลยซักนิด

Azuma Sports Park สนามกีฬาของจังหวัดฟุคุชิมะ ที่นอกจากจะเป็นสถานที่ออกกำลังกายแล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ใบไม้ต่างพากันเปลี่ยนสีไปทั่วทั้งสวน เป็นอะไรที่สวยงามมาก ราวกับภาพวาดของโมเน่ต์ยังไงอย่างงั้น

สวนแห่งนี้มีพื้นที่ที่กว้างใหญ่มาก แถมยังมีสนามกีฬาอยู่มากมายหลายประเภท ทั้งเบสบอล, ฟุตบอล, ยิมนาสติก, เทนนิส หรือแม้กระทั่งสนามเด็กเล่นสำหรับเด็ก

แต่เราไม่ได้สนที่จะออกกำลังกายหรอกนะ เราสนสีสันของต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นแปะก๊วยกว่า 100 ต้น ที่ตั้งเรียงรายอยู่ใจกลางสวน ที่กำลังฉายแสงจนแสบตา… ถือว่าเป็นพระเอกของงานนี้

พิกัด : https://goo.gl/maps/Zz2yR2tM2yu

เราสังเกตุว่า ต้นแปะก๊วยที่นี่ต้นไม่ใหญ่มาก อาจจะเพราะว่าเพิ่งปลูกมาได้ไม่นาน เพราะว่าสนามกีฬาแห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อปี 1995 นี่เอง แต่ก็ทำให้เราอดจินตนาการไปอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ได้ว่า ที่นี่จะต้องสวยงามมากกว่านี้อีกหลายเท่าอย่างแน่นอน

แต่ถึงจะต้นแค่นี้ แต่ความสวยก็จัดเต็มนะ แม้ว่าหลายต้นใบไม้จะร่วงไปแล้วบ้าง แต่เรากลับคิดว่า ต้นแปะก๊วย มันสวยที่สุดก็ตอนร่วงนี่แหล่ะ

ถนนต้นแปะก๊วยจะมีทั้งหมดสองฝั่ง โดยที่มีถนนตัดผ่านตรงกลางระหว่างสองฝั่งเลย

เราสามารถขึ้นบันไดมาบนถนน แล้วถ่ายรูปจากมุมสูงได้ด้วย ก็ได้มุมมองที่แปลกตาดีเหมือนกัน

สนามกีฬาอาซูมะ เป็นสถานที่ที่สวยเกินความคาดหมายมากจริง ๆ ถ้าให้จัดอันดับ ก็น่าจะอยู่ลำดับต้น ๆ ของสถานที่ที่เราประทับใจมากที่สุดในทริป จนรู้สึกอยากจะขอบคุณทางจังหวัดฟุคุชิมะเหลือเกิน ที่สร้างสนามกีฬาสวย ๆ แบบนี้ให้ผู้คนได้เข้ามาใช้บริการ

และอีกอย่างที่ต้องขอบคุณก็คือ ความ”ดื้อ”ในตัวเรา ที่ยืนยันจะไปสนามกีฬาแห่งนี้ให้ได้… ไม่งั้นเราคงจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ที่ต้องพลาดสถานที่สวย ๆ อย่างนี้ไปอย่างแน่นอน…

ถ่ายรูปกันจนอิ่มหนำ ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับกันแล้ว อย่างที่บอกไว้ตอนต้น รถบัสสายที่เรานั่งมา รอบรถขากลับไปสถานี Fukushima ในวันธรรมดาก็คือเวลา 5 โมงเย็น ซึ่งก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ช่วงฤดูนี้ฟ้าจะมืดเร็วมาก แค่ 4 โมงเย็น ก็แทบจะมืดสนิทแล้ว ถ้าจะให้เรารอรถบัสตอน 5 โมง ท่ามกลางความมืดมิดในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ก็แลดูจะน่ากลัวเกินไปหน่อย

เราเลยลองค้นหาเส้นทางอื่น ๆ ดู ก็เจอรถบัสสาย Tsuchiyu Line (土湯線) ที่สามารถเดินทางไปที่สถานี Fukushima ได้เหมือนกัน รอบเวลาก็ดี แถมระยะทางเดินไปที่ป้ายรถ ก็พอ ๆ กันกับระยะทางป้ายตอนขามาซะอีก

ซึ่งระยะทางจากถนนแป๊ะก๊วยมาที่ป้ายรถบัส ก็ประมาณ 1.2 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/Wyd5niDegP92

โดยเส้นทางก็คือ ถนนที่ตัดผ่านระหว่างทิวแปะก๊วยนั่นเอง เมื่อขึ้นบันไดจากถนนแปะก๊วยมาที่ถนนแล้ว ก็หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วเดินตรงไปอย่างเดียวเลย

วิวระหว่างทางก็ฟรุ๊งฟริ๊งดี มีทุ่งดอกคอสมอสแปลงเล็ก ๆ ให้ถ่ายรูปเล่นด้วย

เดินมาประมาณ 15 นาทีก็ถึงป้ายแล้ว ป้ายนี้มีชื่อว่า Togenohara เป็นป้ายโดด ๆ ไม่มีหลังคงหลังคาอะไรทั้งนั้น

ตารางรอบเวลาที่รถจะจอดป้าย ทางซ้ายมือคือรอบรถเวลาปกติ ส่วนทางขวาจะเป็นรอบรถช่วงปีใหม่

เรารอขึ้นรถรอบ 16.04 น. ซึ่งระหว่างรอก็แอบลุ้นเหมือนกันว่า ข้อมูลที่ได้มามันจะชัวร์มั๊ย..? ยังไม่ทันได้ลุ้นอะไร รถบัสก็ผ่านมาตรงเวลาเป๊ะ…

ส่วนค่ารถขากลับอยู่ที่ 660 เยน

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็กลับมาถึงสถานีฟุคุชิมะโดยสวัสดิภาพ… จึงถือว่า เป็นการปิดทริปตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีที่ฟุคุชิมะได้อย่างสมบูรณ์แบบ…

ฟุคุชิมะ ยังคงยืนหนึ่งในใจเราเสมอมา

แม้บางสถานที่ มีเพียงต้นแปะก๊วยแค่ต้นเดียว กลับทำให้เรารู้สึกประทับใจได้แบบไม่น่าเชื่อ

บางสถานที่อาจมีเพียงจุดหมายเดียวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราไปเยือน แต่กลับได้ความประทับใจจากหลาย ๆ สิ่ง และหลาย ๆ คน ในระหว่างเส้นทางที่ผ่าน

บางสถานที่อาจยากลำบากในการเดินทาง แต่กลับเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้เราประทับใจไม่รู้ลืม

มาเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะกัน… จังหวัดที่ใครหลาย ๆ คนต่างขนานนามว่าเป็นจังหวัดอินดี้… แต่ใครจะไปสนกันล่ะ ถ้าจังหวัดอินดี้ มันจะสวยได้ขนาดนี้… จะอินดี้ในอินดี้, อินดี้ซ้ำอินดี้ซ้อน, หรือจะอินดี้อีกกี่อินเซปชั่นก็ยอม…

มาเที่ยวจังหวัดอินดี้ จังหวัดนี้กันนะ…

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลย

Awesome Autumn in Fukushima Part 1 https://bit.ly/2Kyx8NV

Awesome Autumn in Fukushima Part 2 https://bit.ly/2TwhiWM

Awesome Autumn in Fukushima Part 3 https://bit.ly/2KL9QTX

Leave a Reply