Narai-juku : เสน่ห์เมืองโบราณในยุคเอโดะ

วังเวงกว่าหนังผี ก็หมู่บ้านนาราอินี่ล่ะจ่ะ…

จั่วหัวมา ก็ใช่ว่าจะพาไปทัวร์เมืองอู่ฮั่นแต่อย่างใด แต่ว่าจะพาไปเที่ยวเมืองโบราณในสมัยเอโดะ อย่างเมืองนาราอิต่างหาก

นาราอิ จูกุ (Narai-juku) ตั้งอยู่ที่หุบเขาคิโซะ (Kiso Valley) จังหวัดนากาโน่ (Nagano) ในอดีต เมืองนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่สำคัญ ระหว่างโตเกียว และเกียวโต เป็นจุดพักระหว่างทางที่ผู้เดินทางส่วนใหญ่จำเป็นต้องแวะผ่าน นั่นจึงส่งผลให้เมืองนี้ศิวิไลซ์เกินหน้าเกินตากว่าเมืองอื่น ๆ ในระแวกหุบเขาคิโซะ

ปัจจุบัน เมืองนาราอิไม่ได้เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าเหมือนอย่างเคยแล้ว แต่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแทน โดยที่ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนในยุคเอโดะอย่างเดิมไว้ เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

แม้ในอดีตเมืองนี้จะคึกคักราวกับตลาดสดปานใด แต่ในปัจจุบันนาราอิกลับกลายเป็นเมืองที่เงียบเหงาไปซะอย่างงั้น เพราะนอกจากกลุ่มเราที่มาเยือน ก็เห็นมีนักท่องเที่ยวเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น แถมร้านค้าส่วนใหญ่ก็ยังไม่เปิดให้บริการ เดินไปเดินมาก็แอบเสียวสันหลัง เพราะนึกว่าตัวเองไปอยู่ซีนเปิด 28 Day Later…

ถ้าถามว่าชอบไหม..? ก็ขอตอบเลยว่า “ชอบมากกกกกกก…”

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ไร้ผู้คนอีกแล้ว เพราะว่าเราสามารถเที่ยวได้อย่างเต็มที่ ชมวิวได้อย่างเต็มตา สัมผัสความเป็นเอโดะได้อย่างถึงใจ… สามารถถ่ายรูปได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพะวงว่าจะถ่ายรูปติดใครมารึเปล่า (นอกจากติดวิญญาณ) จะขนพร๊อพมาทั้งโรงลิเก หรือจะเล่นท่ายากก็ไม่มีใครว่า… หรือจะมาเดินเล่นชิลล์ ๆ ควงแขนหยอกเอินกับแฟน ก็ไม่มีคนมาคอยหมั่นไส้ เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ บริเวณใกล้เคียงให้ต้องกังวล… เรียกว่าเงียบกันทั้งบาง สงัดกันทั้งเมือง จนมานั่งวิปัสสนาก็ยังได้เลยเอ๊า..!

แต่ถึงจะวังเวงแค่ไหน นาราอิก็ยัง Wonder ต่อใจอยู่ดีนะ…

วิธีเดินทาง

  • จากสถานี Nagano นั่งรถไฟสาย Limited Express Shinano มาลงที่สถานี Shiojiri หรือ Kiso-Fukushima แล้วต่อรถไฟสาย JR Chuo Line for Nakarsugawa ไปลงที่สถานี Narai
  • จากสถานี Matsumoto นั่งรถไฟสาย JR Chuo Line for Nakarsugawa ไปลงที่สถานี Narai (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าโดยสาย 590 เยน) หรือจะนั่งรถไฟโลคัลสายอื่น ๆ แล้วไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Shirojiri แล้วต่อไปสถานี Narai ก็ได้เช่นกัน
  • จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟสาย Limited Express Azusa มาลงที่สถานี Shiojiri แล้วนั่งรถไฟ JR Chuo Line for Nakarsugawa ไปลงที่สถานี Narai

พิกัด : https://goo.gl/maps/nShNDh98qoFHggKm6

Website : www.naraijuku.com

Narai-juku Guidebook & Sightseeing Map : https://www.naraijuku.com/map/

ภาพชุดนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563

ในอดีต เมืองนาราอิตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าสำคัญชื่อว่า นากะเซนโดะ (Nakasendo) ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างโตเกียว และเกียวโต

ด้วยเส้นทางนากะเซนโดะ เป็นเส้นทางผ่านภูเขา และมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร จึงทำให้มีเมืองผุดขึ้นมากมายระหว่างเส้นทาง รวมถึงเมืองนาราอิด้วย

ปัจจุบัน เมืองนาราอิได้เปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเต็มตัว โดยที่ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนในยุคเอโดะอย่างเดิมไว้ จนได้รับการยกย่องให้เป็นย่านอาคารประวัติศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์แห่งชาติ

ภายในเมืองนาราอิ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอยู่มากมาย อาทิเช่น บ้านพักนากะมูระ (Nakamura Residence), ศาลเจ้าฮาชิมัน (Hachiman Shrine), บอร์ดประกาศประจำเมืองนาราอิ (Narai Notice Board), หรือว่าสะพานคิโซะโอฮาชิ (Kiso Ohashi)

เราเริ่มออกเดินทางจากเมือง Matsumoto เมืองที่ห้อมล้อมด้วยหุบเขา มีปราสาทมัตสึโมโต้อันโด่งดัง แถมยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิคฤดูหนาวมาแล้วด้วยนะ (แต่ไหงปีนี้ไม่มีหิมะให้เห็นเลย)

จากสถานี Matsumoto เรานั่งรถไฟท้องถิ่นสาย JR Chuo Line for Nakarsugawa รอบเวลา 7.42 น. ไปลงที่สถานี Narai รวดเดียวแบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวน ราคาค่าโดยสาร 590 เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 59 นาที

วิวระหว่างทางเต็มไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะ แม้จะปกคลุมบาง ๆ จนนึกว่านาเกลือสมุทรปราการ แต่มันก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้…
เราเช็คพยากรณ์อากาศมาเมื่อคืน เค้าบอกว่าที่เมืองนาราอิมีหิมะตกด้วย นี่แอบคาดหวังเลยนะว่าจะได้เจอหิมะซักที หลังจากที่แห้วมาแล้วตลอดทริป

แต่ก็นั่นแหล่ะคุณผู้ชม พอมาถึงสถานี Narai ถนนก็โล่งยาว ไร้ซึ่งหิมะใด ๆ ทั้งสิ้น…

เมื่อจากออกจากสถานี ให้เลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงไปที่เมืองนาราอิได้เลย พอมองเข้าไปก็จะเจอกับมุมยอดฮิตที่เห็นในโซเชียลอยู่เป็นประจำ

ด้วยความโบราณแบบจัดเต็มของเมืองนี้ ทำให้บางทีก็แอบคิดว่าเราทะลุมิติมาอยู่ในยุคเอโดะหรือเปล่าน้อ… ฟีลโคตรได้…

บ้านเรือนส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัย, เรียวกัง, ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก เป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร

แต่น่าเสียดายที่ร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่เปิดให้บริการ อาจจะเป็นเพราะว่าเรามาเช้าเกินไป

จากที่เดินไปจนเกือบสุดถนน เราแทบจะไม่เห็นผู้คนบนถนนเส้นนี้เลย หลายคนอาจจะรู้สึกขนลุก แต่เรากลับชอบมาก เพราะสามารถถ่ายรูปได้สะดวก แถมไร้คนเข้าในเฟรมด้วย

ถึงบรรยากาศจะเงียบสงบปานใด แต่บ้านเมืองนาราอิเค้าก็สวยงามแบบโฉ่งฉ่าง จนลืมเรื่องหิมะที่อยากเจอไปซะสนิทเลย

แสงสวย ๆ แถมบรรยากาศได้ฟีลญี่ปุ่นโบราณสุด ๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าได้เจอหิมะจะงามขนาดไหน

หลังจากเดินเปลี่ยว ๆ เหงา ๆ เราก็จะไปยังแลนด์มาร์คอีกที่หนึ่ง ซึ่งก็คือสะพาน Kiso Ohashi โดยวิธีไปนั้น ให้เดินลอดใต้ทางรถไฟบริเวณสามแยกต้นทาง แล้วเดินมาอีกประมาณ 200 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/AH3KfzbsY6p6A9UG7

สะพาน Kiso Ohashi สร้างขึ้นเมื่อปี 1990 เป็นสะพานไม้ประเภทไม่มีท่าเรือที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความยาว 33 เมตร กว้าง 6.5 เมตร และสูง 7 เมตร

สะพานนี้ ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำนาราอิ(Narai River) ซึ่งคู่ขนานกับถนนสายหลักในเมือง

สิ่งที่โดดเด่นก็คือ โครงสร้างของสะพานที่ดูซับซ้อน แต่ก็เป็นระเบียบ และสวยงาม และสิ่งที่เราชอบมากก็คือสีไม้ของสะพาน ที่ได้มากจากไม้ไซปรัสอายุกว่า 300 ปี

เดินกลับเข้ามาในถนนเส้นหลักอีกครั้ง เพื่อที่จะหาอะไรกิน ร้านค้าก็ยังไม่เปิดกันซักที จะ 11 โมงอยู่แล้วนะพี่จ๋า…

แนะนำว่าถ้าใครมาเช้า ๆ ให้ซื้อขนมปังกินบนรถไฟรองท้องไปก่อนเลย ไม่งั้นอาจจะต้องเดินหิวโซแบบเรา

งู้ย.. เจอผู้คนแล้ว อยากไปเล่นกับน้องจัง…

สรุปแล้ว เมืองนาราอิ เป็นสถานที่ที่สวยงาม และควรค่าแก่การมาเยือน ถึงแม้ว่าจะไม่มีหิมะให้เห็นตามที่คาดหวังไว้ แต่สถาปัตยกรรมยุคเอโดะ ก็ช่วยให้เมืองนี้มีมนต์เสน่ห์ จนทำเอาลืมเรื่องหิมะไปซะสนิทเลย

ส่วนการเดินทางก็มาง่าย เที่ยวไม่ยาก และสำหรับใครที่ชอบความคึกคัก(มากกว่านี้นิดนึง) แนะนำให้มาในช่วงบ่าย ช่วงที่ร้านรวงเริ่มเปิดให้บริการ…

ส่วนช่วงเช้า ก็อย่างที่เห็น…ถนนยาวเป็นกิโล แต่ไม่มีใครโผล่ออกมาร่วมเฟรมเลยซักคนเดียว…

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.